http://www.visitsurin.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
Home News World Newspaper Visit Surin Article Eastern PhilosopHy Conspiracy 100ปีวิถีชีวิตชาวจีนเมืองซู้ลิ้ง History Webboard
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
 

ประวัติศาสตร์ศาสนาโลก

ประวัติศาสตร์ศาสนาโลก

ประวัติศาสตร์ศาสนาโลก

 

1ล้าน-250,000 BC

Homo Electus

มนุษย์ฉลาด หรือ พันธุ์โฮโม ฮาบิลิส (Homo Habilis) รู้จักใช้ไฟมนุษย์ปักกิ่ง แมมมอธ ยุคหิน ชามไม้ ครอบครัว ภาษา

250,000-50,000 BC

Neanderthal หรือ Homo Saplen เก่า 

200000-80000 BC

Wurm (ยุคน้ำแข็ง)

80000-10000 BC

Wurm Glacial (ยุคน้ำแข็งเวอร์ม)

ฝังศพ ดอกไม้ ความเชื่อทางศาสนา

 

50,000-40000 BC

Homo Saplen (ใหม่) Cromagon Man

มนุษย์โคมาญอง มนุษย์ปัจจุบัน มีการเคลื่อนย้ายไปยังทวีปต่างๆ  ข้ามบริเวณช่องแคบ แบริ่ง (Bearing Strait) ข้ามทะเลติมอร์ Timor Sea ไปออสเตรเลีย

เผ่าพันธุ์มนุษย์ (Race of Mandkind )

40000 BC

Race of Mandkind เผ่าพันธุ์มนุษย์ แบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่มใหญ่

Negroid นีกรอยด์

แอฟริกา

Caucasoid (คอคาซอยด์)

ยุโรป-แอฟริกาเหนือ-เอเชียตะวันตก หรือ “ชาวผิวขาว”

 

เริ่มต้นอารยธรรมมนุษย์

ยุคหิน Stone Age

50,000-10000 BC

Paleolithic Age

ยุคหินเก่า หรือยุคสังคมอารยะของมนุษย์ (ประวัติศาสตร์โลก หน้า 51)

10000 BC

Neolithic Age

ยุคหินใหม่ หรือ New Stone Age) เริ่มต้นสังคมเกษตรกรรม และอารยธรรม (ประวัติศาสตร์โลก หน้า 51)

 

การแบ่งยุคประวัติศาสตร์

วัฒนธรรม (Culture กับ อารยธรรม Civilization) @@ A.l.Kroeber (ค.ศ.1876-1960 ) ความแตกต่างระหว่าง วัฒนธรรม กับอารยธรรม ไว้ในหนังสือ A Roster of Civilization andCulture ไว้ว่า ในหลักการสำคัญไม่แตกต่างกัน เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงระดับ ความสูงต่ำในสิ่งเดียวกัน

1.อารยธรรมหมายถึงสังคมที่พัฒนาไปมากแล้ว

2.วัฒนธรรม: คือคำที่แสดงถึงขั้นตอนการพัฒนาของอารยะธรรม ถูกนำมาใช้แสดงกับระดับสูงต่ำทางมรดกของสังคมทุกๆสังคมมนุษย์ @@ Edward Tylor ศ. ม.อ๊อกฟอร์ด นส.เรื่อง Anthropology: An Introduction to Study of Man and Civilization: ในปี ค.ศ.1881 ได้เสนอขั้นตอนการแบ่งประวัติศาสตร์มนุษย์ ไว้ ๓ ยุค ด้วยกันดังนี้

10000 BC

Savagery (ยุคป่าเถื่อน)

แบ่งออกเป็น 7 ยุค (ประวัติศาสตร์โลก หน้า 50-56)

Lower Savagery

ยุคป่าเถื่อนสมัยต้น

มนุษย์ค้นพบไฟ

Middle  Savagery

ยุคป่าเถื่อนสมัยกลาง

รู้จักใช้ธนู

Upper

Savagery

ยุคป่าเถื่อนสมัยปลาย

เครื่องปั้นดินเผา

Lower Babarism

ยุคอนารยะสมัยต้น

เลี้ยงสัตว์

 

Palaeolithic

ยุคหินเก่า 

Mesolithic

ยุคหินกลาง

Neolithic

ยุคหินใหม่

Bronze Age (บรอนซ์)

 

2,000,000-10,000 ปี

3,500 ปี

 

10000 BC

Barbarianism (ยุคนารยะ)

 

5000 BC

Civilization (ยุคอารยธรรม)

ยุคที่เขียนหนังสือครั้งแรก คือ ยุค “สุเมเรีย”( Sumeria)

(ประวัติศาสตร์โลก หน้า 50-61) หรือยุค โลหะบรอนซ์ สัมฤทธิ์ และยุคเหล็ก

 

3500-200 BC

Mesopotamia (เมโสโปเตเมีย)

บริเวณวงโค้งอุดมสมบูรณ์ (Fertile)

 

 

3500-200 BC

Sumerian (สุเมเรีย)

ชนเผ่าชาว Sumerian (สุเมเรีย) แบ่งเป็น 3 ชนเผ่า

 

Semite Tribe (เซไม้ท์)

ชาวอีลาไมท์ [ Elamite] 

 

3500-200 BC

Sumerian (สุเมเรีย) แบ่งเป็น 3 อาณาจักร

3500-200 BC

Babylon

(ประวัติศาสตร์โลก หน้า 72)

 

3200-663 BC

Egypt

(ประวัติศาสตร์โลก หน้า 77-87)

 

Sumerian (สุเมเรีย)

เมืองสำคัญแบ่งเป็น 10 เมือง

Akkat (อัคคัท)

UR [เออร์]

 

Assur

[อัสเซอร์]

Babylon

[บาบิโลน]

Damacus [ดามาคัส]

 

จุดกำเนิดของศาสนา (Origin of Regiligion)

ทฤษฏี ของนักโบราณคดีที่สำคัญ ๕ ท่าน

วิญญาณนิยม” (Animism) จุดเริ่มต้นความเขื่อทางศาสนาของมนุษย์ มาจากความเชื่อของมนุษย์เองว่า วิญญาณมีอยู่จริง. และนักโบรานคดี ยังพบว่า มนุษย์กับศาสนาเกิดขึ้นพร้อมๆกัน..ดังนั้นความเชื่อว่าวิญญาณมีอยู่จริง “วิญญาณนิยม” จึงเป็นความเชื่อที่เก่าแก่ที่สุดและสำคัญที่สุดเป็นความเชื่อที่สร้างอารยธรรมให้กับสังคมมนุษย์

1.จอห์น ลุบบ้อค (John Lubbock)

(ค.ศ.1834-1913) “จุดกำเนิดอารยธรรมและสภาวะของมนุษย์ยุคบุพกาล” (The Origin of Civilization and Primitive Condition of Man) **ผลงานยังคลาดเคลื่อน**

2.อี.บี.ไทเล่อร์ (E.B.Tylor)

(ค.ศ.1832-1917)

“วัฒนธรรมบุพกาล” (Primitive Culture) หนังสือ

“วิญญาณนิยม” (Animism) จุดเริ่มต้นความเขื่อทางศาสนาของมนุษย์ มาจากความเชื่อของมนุษย์เองว่า วิญญาณมีอยู่จริง.

(ใช้ถึงปัจุบัน)

3.เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer)

(ค.ศ.1820-1930)

“ลัทธิเรพบรรพบุรุษ ” (Ancestor Worsihp)

คือรูปแบบที่เก่าแก่ที่สุดในแนวความคิดทางศาสนาของมนุษย์

**ขัดแย้งกับทฤษฏีของไทเล่อร์**

 

 

วิวัฒนาการทางศาสนา

นักทฤษฏีศตวรรษที่ ๒๐

จากทฤษฏี “วิญญาณนิยม” (Animism) ต่อมานักโบราณคดี เชื่อว่า วิวัฒนาการของศาสนานั้น ล้วนเกิดขึ้นจากประสบการของมนุษย์นั่นเอง  ทฤษฏีนี้เรียกว่า “เอกภาพทางจิตของมนุษย์” (Psychic Unity of Mankind)  Max Müller พบว่า ภาษาศาสนาและเชื้อชาติ ของมนุษย์มีความสัมพันธ์กัน ทฤษฏีของ Max Müller ชี้ว่า “นับแต่ยุคบุพกาลถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ เผ่าพันธุ์มนุษยชาติในเอเชีย-ยุโรปมีกลุ่มชนเผ่าใหญ่ ๓ เชื้อชาติด้วยกันอาศัยอยู่ ได้แก่.  

สามเผ่าพันธุ์ชาติตระกูลมนุษยชาติในเอเชีย-ยุโรป

อูราลอัลไต (Ultatic)

ซีไมท์ (Semite)

 

1.ฟรีดริช มักซ์ มึลเลอร์ (Friedrich Max Müller)

(ค.ศ.1823-1900)

“บิดาแห่งวิชาประวัติศาสตร์ของศาสนาโลก”

“แนวความคิดทางศาสนาทั่วโลก มีจุดกำเนิดร่วมกัน และมีจุดกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกัน

 

1.จอห์น ลุบบ้อค (John Lubbock)

(ค.ศ.1834-1913)

“จุดกำเนิดอารยธรรมและสภาวะของมนุษย์ยุคบุพกาล” (The Origin of Civilization and Primitive Condition of Man)

**ผลงานยังคลาดเคลื่อน**

600 BC

Zoroastrianism (Parsiism)

ศาสนา โซโรอัสเตอร์ (ศาสนาปาร์ซี)


ศาสนาโซโรอัสเตอร์ เป็นศาสนาของชาวเปอร์เซียโบราณ หลังอาณาจักรเปอร์เซียล่มสลาย ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ได้เป็นรากฐานสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการกำเนิดขึ้นของ
ศาสนาคริสต์ในชาวยิว และอาณาจักรโรมันตะวันตก หรือ กรีก 

รวมถึง การมีอิทธิพลในศาสนาอิสลาม ในโลกอาหรับอีกด้วย
.......................

Zoroastrianism ศาสนาอยู่ในอยู่ในเปอร์เซีย อิหร่าน มีอิทธิพลมากต่อ Sumerian (ชาวสุเมเรีย) และแพร่กระจายออกไปบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  ศาสนา โซโรอัสเตอร์ เสื่อมลง หลังจากพระเจ้าอเลกซานเดอร์มหาราช แห่งกรีชเข้ายึดเมือง เปอร์ซีโปลีส (Passepolis) เมืองหลวงของอิหร่านตั้งแต่ 599-330 BC (เป็นยุคเดียวกับศานาพุทธเสื่อมลงในอินเดีย เมื่อกองทัพของชนชาติอาหรับและเตอร์กเข้ารุกรานอินเดีย สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช)

ศาสนาโซโรอัสเตอร์ (อังกฤษ: Zoroastrianism) เป็นศาสนาและปรัชญาศาสนาอิหร่านเอกเทวนิยมโบราณอย่างหนึ่ง เคยเป็นศาสนาแห่งรัฐจักรวรรดิอะคีเมนิด พาร์เธียและแซสซานิด ประมาณจำนวนศาสนิกโซโรอัสเตอร์ทั่วโลกปัจจุบันอยู่ระหว่างประมาณ 145,000 คนเมื่อประมาณ ค.ศ. 2000 ถึง 2.6 ล้านคนในการประมาณหลัง ๆ

ศาสนาโซโรอัสเตอร์เกิดในภูมิภาคตะวันออกของจักรวรรดิเปอร์เซียโบราณ เมื่อนักปรัชญาศาสนา โซโรอัสเตอร์ ปรับปวงเทพเจ้า (pantheon) อิหร่านช่วงต้นให้ง่ายขึ้น[1]เป็นสองฝ่ายค้านกัน คือ Spenta Mainyu ("วิสัยจิตก้าวหน้า") และ Angra Mainyu ("วิสัยจิตทำลายล้าง") ภายใต้พระเป็นเจ้าพระองค์เดียว อาหุรามัสดา (Ahura Mazda, "ภูมิปัญญาสว่าง")[2]

ความคิดของโซโรอัสเตอร์นำสู่ศาสนาทางการซึ่งใช้ชื่อของเขาเมื่อราวศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล และมีอิทธิพลต่อศาสนาต่อมาอื่นซึ่งรวมศาสนายูดาห์ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และไญยนิยม[3]

 

ใครคือปาร์ซี (Parsi) ในอินเดีย ปาร์ซี (Parsi~Parsee) เป็นสมาชิกของชุมชนโซโรแอสเทรียน

 

(Zoroastrian Community) ซึ่งอยู่ที่อินเดีย ปาร์ซีเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากโซโรแอสเทรียน เปอร์เชียน ที่อพยพจากตะวันออกกลางของเอเชียซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่านมาอยู่ในอนุทวีป อินเดียกว่า 1,200 ปีมาแล้ว ผู้ปกครองท้องถิ่นจาดี รานา (Jadi Rana) อนุญาต ให้ผู้อพยพเหล่านี้ได้อาศัยภายใต้เงื่อนไขว่าพวกเขาต้อง ปรับใช้ภาษากุจาราตีผู้หญิงสวมใส่ส่าหรี พวกเขา ต้องวางอาวุธ ผู้อพยพเหล่านี้ยอมรับเงื่อนไขและตั้ง ถิ่นฐานอยู่ที่ซันจัน (Sanjan) รัฐกุจาราด (Gujarat) ต่อมาก็มีกลุ่มที่สองอพยพตามมา 

คำว่า “ปาร์ซี” (Parsi) เป็นคำที่ชาวอินเดียเรียกผู้ที่ อพยพมาจากอิหร่านโดยจะมีกำเนิดมาจากที่นั่นหรือไม่ ก็ตาม  แต่เป็นคำที่แสดงความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เท่านั้นแม้ว่าปาร์ซีของอินเดียจะมาจากเปอร์เซีย แต่ก็ไม่มี


ความสัมพันธ์ทางสังคมหรือสายตระกูลกับเปอร์เซียรวม ทั้งไม่มีได้ใช้ภาษาหรือประวัติศาสตร์ในยุคหลังร่วมกัน  เป็นเวลาหลายศตวรรษตั้งแต่โซโรแอสเทรียนอพยพ มาสู่อินเดีย ชาวปาร์ซีได้ผสมผสานเข้ากับสังคมอินเดีย ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาขนบประเพณีดั้งเดิมซึ่งเป็น อัตลักษณ์ของกลุ่มตนไว้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ชุมชนปาร์ซี ยังคงลักษณะเด่นของตนไว้พวกเขาเป็นชาวอินเดียด้วย ความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติ ภาษาประวัติศาสตร์ แต่มิใช่ ในแง่การร่วมสายโลหิต วัฒนธรรม พฤติกรรมและการ ปฏิบัติทางศาสนากับชาวอินเดีย

ปัจจุบันมีจำนวนชาว
ปาร์ซี 0.006% ของจำนวนประชากรชาวอินเดียทั้งหมด (ประมาณ 100,000 คน)  การที่จะบอกว่าใครคือปาร์ซีมีเกณฑ์คร่าวๆ คือ

1)  ต้องสืบสายตรงจากผู้อพยพชาวเปอร์เซียดั้งเดิม

2)  ได้รับการยอมรับนับถือศาสนาโซโรแอสเทรียน-ปาร์ซีเป็นเครื่องบ่งชี้ความเป็นชาติพันธุ์ศาสนา

       ชาวปาร์ซีตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องธำรงรักษาอัตลักษณ์ของกลุ่มตนซึ่งอยู่ท่ามกลางชาวฮินดูที่มีระบบ วรรณะ ชาวปาร์ซีใช้ระบบการจัดชนชั้นในสังคมของกลุ่ม ตนที่ติดตัวมามาจัดกลุ่มแบ่งตามอาชีพได้แก่

             - พระ เรียกว่าแอสโรนิฮ (Asronih)

             - ขุนนาง ทหาร และข้าราชการ เรียกว่า เทชตาริฮ (Atheshtarih)

             - ชาวนา คนเลี้ยงปศุสัตว์ เรียกว่า วาสตารโยชิฮ  (Vastaryoshih)

            -  ช่างฝีมือ และกรรมกร เรียกว่า ฮุโตกชิฮ (Hutokshih)

     ชาวปาร์ซีเป็นผู้ที่มีความขยันขันแข็ง ได้รับการศึกษา ดี มีทักษะความเชี่ยวชาญในด้านธุรกิจการค้า ธุรกิจใหญ่ๆ ของบอมเบย์จึงตกอยู่ในมือของชาวปาร์ซีตั้งแต่กลาง


ศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันชาวปาร์ซีประสบความสำเร็จ  ในการดำเนินกิจการใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร โรงงาน อุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมการต่อเรือ โรงสี การเดินเรือ โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา     เป็นต้น


ตัวอย่างของนักธุรกิจชาวอินเดียที่เป็นชาวปาร์ซีที่ได้รับ การยอมรับว่าเป็น “เจ้าพ่อของการพัฒนาอุตสาหกรรม อินเดีย” เช่น จัมเสทจี ทาทา และ เจอาร์ดี ทาทา (Jamsetji Tata and JRD Tata)-นักธุรกิจชื่อดังที่เรา รู้จักกันในชื่อรถยนต์ หรือชาTata ไงคะ  ซึ่งบุคคลเหล่านี้ ได้ทำธุรกิจผสมผสานไปกับการทำบุญทำกุศล


ปัจจุบันผู้หญิงที่แต่งงานนอกกลุ่มจะไม่ได้รับการ ยอมรับให้เข้าไปในวัดไฟ (Fire Temple) อัตราการเกิด ลดลง ผู้สูงอายุมากขึ้นการแต่งงานภายในกลุ่มก่อ ให้เกิดปัญหาของพันธุศาสตร์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชาวปาร์ซีจะเป็นชนกลุ่มเล็กๆ แต่ก็ไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษใดๆ กลับเป็นกลุ่มที่ช่วย ขับเคลื่อนการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ศิลปะ วัฒนธรรม และช่วยเหลือสังคมอินเดียให้เจริญ เติบโตต่อไป

 

ศาสนาคริสต์

ศาสนาคริสต์ (อังกฤษ: Christianity) ราชบัณฑิตยสถานเรียกว่า คริสต์ศาสนา เป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม ที่มีพื้นฐานมาจากชีวิตและการสอนของพระเยซูตามที่ปรากฏในพระวรสารในสารบบ (canonical gospel) และงานเขียนพันธสัญญาใหม่อื่น ๆ  ผู้นับถือศาสนาคริสต์เรียกว่าคริสต์ศาสนิกชนหรือคริสตชน

 

ศาสนาอิสลาม 
ศาสนาอิสลาม (อังกฤษ: Islam) เป็นศาสนาเอกเทวนิยมและศาสนาอับราฮัม บัญญัติไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามซึ่งสาวกถือว่าเป็นพระวจนะคำต่อคำของพระเป็นเจ้า ... 

 

จักรวรรดิโบราณ ก่อนพ.ศ.

Empire

2160 ปี ก่อน พ.ศ. – พ.ศ. 4)Elamiteเอลาไมท์

1800 ปี ก่อน พ.ศ. – 1600 ปีก่อน พ.ศ.) Ak kadian

อัคคาเดียน

1457 ปีก่อน พ.ศ. – 957 ปีก่อน พ.ศ. Minoan

มิโนอัน

1560 ปีก่อน พ.ศ. – 1457 ปีก่อน พ.ศ. Ur II

Iเออร์ที่ 3

1360 ปีก่อน พ.ศ. – 1060 ปีก่อน พ.ศ.

Babylonian บาบิโลน

 

 

คัมภีร์พระเวท

พระเวท (สันสกฤต: वेद) โดยทั่วไปถือว่าเป็นคัมภีร์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หากกล่าวโดยเฉพาะลงไป หมายถึง บทสวดต่างๆ ที่เกี่ยวกับความเชื่อของชาวอินโดอารยัน หรืออาจเรียกได้ว่าศาสนาพราหมณ์ฮินดู โดยมีการรวบรวมเป็นหมวดหมู่ในชั้นหลัง คำว่า “เวท” นั้น หมายถึง ความรู้ มาจากธาตุ “วิทฺ” (กริยา รู้) คัมภีร์พระเวท ประกอบด้วยคัมภีร์ 4 เล่ม ได้แก่ ฤคเวทใช้สวดสรรเสริญเทพเจ้า สามเวทใช้สำหรับสวดในพิธีกรรมถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์และขับกล่อมเทพเจ้า ยชุรเวทว่าด้วยระเบียบวิธีในการประกอบพิธีบูชายัญและบวงสรวงต่างๆ และ อาถรรพเวท ใช้เป็นที่รวบรวมคาถาอาคมหรือเวทมนตร์

นักประวัติศาสตร์จำนวนมาก ถือว่า พระเวท เป็นส่วนที่เก่าที่สุดที่เหลืออยู่ สำหรับส่วนที่ใหม่สุดของพระเวท น่าจะมีอายุราวพุทธกาล และส่วนที่เก่าสุด ราว 1,000 ปีก่อนพุทธกาล แต่นักภารตวิทยาเชื่อว่า เนื้อหาของคัมภีร์เหล่านี้น่าจะได้มีการท่องจำกันมาก่อนการบันทึกเป็นเวลานานมากแล้ว ซึ่งมีหลักฐานจากลักษณะทางภาษา และปริบททางสังคมต่างๆ...

ปรัชญาอินเดียกลุ่ม อาสติกะ

ปรัชญา อุปนิษัท

ปรัชญาอินเดียกลุ่ม  อาสติกะ

ปรัชญา ภควัทคีตา

ปรัชญาอินเดียกลุ่ม อาสติกะ

ปรัชญา มีมางสา

ปรัชญาอินเดียกลุ่ม  อาสติกะ

ปรัชญา เวทานตะ

ปรัชญาอินเดียกลุ่ม อาสติกะ

ปรัชญา นยายะ

ปรัชญาอินเดียกลุ่ม อาสติกะ

ปรัชญา ไวเศษิกะ

ปรัชญาอินเดียกลุ่ม อาสติกะ

ปรัชญา สางขยะ

ปรัชญาอินเดียกลุ่ม อาสติกะ

ปรัชญา โยคะ

ปรัชญาอินเดียกลุ่ม นาสติกะ

ปรัชญา จารวาก

ปรัชญาอินเดียกลุ่ม นาสติกะ

ปรัชญา เชน

ปรัชญาอินเดียกลุ่ม นาสติกะ

ปรัชญา พุทธ

 

 
หน้าแรก เว็บบอร์ด
By Visit Surin Thailand “Land of Elephants” .  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view