http://www.visitsurin.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
Home News World Newspaper Visit Surin Article Eastern PhilosopHy Conspiracy 100ปีวิถีชีวิตชาวจีนเมืองซู้ลิ้ง History Webboard
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
 

มู นครอันศักดิ์สิทธ์ แผ่นดินแม่แห่งมวลมนุษยชาติ

มู นครอันศักดิ์สิทธ์ แผ่นดินแม่แห่งมวลมนุษยชาติ
.
พ.อ.เจมส์ เซอร์ชวาร์ด .
ปริศนาจากจารึกแห่งนาอะคัล
ปรีชา วรเศรษฐสิน
เรียบเรียง
.
จารึกแห่งนาอะคัล
หมายถึงพลังที่เกี่ยวพันของดวงอาทิตย์ สาดส่องมายังสิ่งมีชีวิตแห่งจักรวาลที่อยู่ในรูปไข่บนพื้นดินเป็นผลให้ไข่ฟักตัวกลายเป็นสิ่งมีชีวิตในที่สุด
ภาพนี้พรรณาถึงการมาจุติของมนุษย์บนพื้นโลก ณ ดินแดน "มู"
แผ่นจารึกที่ 
แผ่นจารึกที่
แผนผังทฤษฎีจักรวาลของดินแดนแห่ง MU อายุกว่า ๓๕,๐๐๐ ปี
แผ่นจารึกที่ ๑๕๘๔ เป็นส่วนที่เขียนขึ้นกว่าหมื่นปี หลังจากยุคสมัย "นาอะคัล" ได้อธิบายถึงวิวัฒนาการของเอกภพ
พญานาค ๗ เศียรที่นครวัด
.
แผ่นจารึกที่ ๓๓๙ กฏและระเบียบที่นำไปปฏิบัติและสร้างรากฐานทั่วทั้งเอกภพ
แผ่นจารึกที่ ๑๒๓๑
จารึกแผ่นนี้เป็นกุญแจที่ไขสู่การทำงานและเคลื่อนไหวของเอกภพ
 แผ่นจารึกที่ ๙๘๘ แสดงให้เห็นว่าอำนาจแม่เหล็กอันยิ่งใหญ่มีอยู่ทั่วจักรภพ
แผ่นจารึกที่ ๓๓๙
พญานาค ๕ เศียรที่ปราสามสด๊กก๊อกธม
 
 
 
มู นครอันศักดิ์สิทธิ์
แผ่นดินแม่แห่งมวลมนุษยชาติ
The sacred Inspired Writing of MU
จากการค้นพบ “จารึกแห่งนาอะคัล” (Naacal) เขียนโดยสัญลักษณ์ และอักขระนากา (Naga) ตามตำนานกล่าวไว้ว่า จารึกดังกล่าวเขียนขึ้นบนแผ่นดินแม่ ( มาตุภูมิ:MOtherLand ) ได้ถูกนำมาที่พม่า และได้นำออกจากพม่าไปที่อินเดีย เมื่อราว ๑๕,๐๐๐ ปีโดยชาว “นาอะคัล” นับเป็นบันทึกมวลมนุษยชาติที่เก่าแก่ที่สุด และกระจายอยู่ตามเมืองศักดิ์สิทธิ์ ๗ แห่งในประเทศอินเดีย
จากการศึกษาค้นคว้า ของ พ.อ.เจมส์ เซอร์ชวาร์ด ร่วมกับนักบวชชาวอินเดีย พยายามถอดรหัสอักษรโบราณจากจารึก  จารึกได้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอาณาจักร “มู” การสร้างโลกและมวลมนุษย์ชาติ
บันทึกนี้ยังได้ กล่าวถึงดินแดนแห่งนี้ประกอบด้วยประชากรมากถึง ๖๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านคน เมื่อราว ๕๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว
การถอดรหัส“จารึกแห่งนาอะคัล” (Naacal) บอกว่า
“แรกเริ่มเดิม เอกภพไม่มีอะไรอื่นเลย นอกจากจิตและวิญญาณ ทุกสิ่งทุกอย่างปราศจากชีวิต มีเพียงความสงบเยือกเย็น เงียบสงัด ไร้สำเนียงใดๆทั้งสิ้น ความว่างเปล่าและความมืด เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในห้วงอวกาศ มีเพียงจิตอันสูงสุด ที่มีพลังอันยิ่งใหญ่ในตัวเอง
 
พญานาค ๗ เศียร ที่เคลื่อนตัวอยู่ในห้วงแห่งความมืด เป็นดังผู้สร้าง ความปรารถนาที่ต้องการจะสร้างโลกได้มาสู่เขา และการสร้างจึงเกิดขึ้น ความปรารถนาที่จะสร้างผืนแผ่นดินที่มีสิ่งมีชีวิตได้มีขึ้นอีก และเขาได้ทำตามความปราถนานั้น ภายใต้กฎบัญญัติ ๗ ประการ ดังนี้
 
บทบัญญัติที่ ๑ จงให้มวลอากาศธาตุมารวมกันก่อให้เกิดผืนโลกขึ้น และมวลอากาศธาตุที่มารวมกันเป็นมวลหมุนวน
บทบัญญัติที่ ๒ จงให้มวลอากาศธาตุรวมตัวบีบแน่นและมีลักษณะอย่างมวลของพื้นโลก ก่อให้เกิดพื้นที่ว่างบริเวณด้านนอก ซึ่งเป็นบริเวณที่น้ำและบรรยากาศได้ก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ความมืดยังคงปกคลุมอยู่ทั่วไป ความเงียบสงัดยังคงอยู่เนื่องจ่กน้ำ และบรรยากาศยังมิได้ก่อตัวขึ้น
บทบัญญัติที่ ๓ จงให้อากาศธาตุ ที่อยู่บนบริเวณนอกถูกแยกออก และก่อตัวขึ้นเป็นน้ำและบรรยากาศ มวลอากาศธาตุ เคลื่อนตัวตามบทบัญญัติ
เพื่อที่กลุ่มหนึ่งได้ก่อตัวขึ้นเป็นน้ำ ปกคลุมพื้นผิวโลกเพื่อมิให้ผิวดินปรากฏ
และกลุ่มอากาศธาตุอีกส่วนให้กลายเป็นบรรยากาศและมีแสงสว่าง เมื่อลำแสงจากดวงอาทิตย์มาบรรจบ กับลำแสงที่มีอยู่ในอากาศก็ให้เกิดแสงสว่างขึ้น และต่อมาก็ทำให้บังเกิดเกิดความร้อนในบรรยากาศและความอบอุ่น ขึ้นบนผิวโลก
บทบัญญัติที่ ๔ จงให้มวลอากาศธาตุที่อยู่ใต้พื้นโลกดันตัวขึ้นมา ด้วยอำนาจแห่งไฟ ให้ผิวดินยกตัวขึ้นพ้นจากผิวหน้าของน้ำ และกลายผืนแผ่นดินในที่สุด
บทบัญญัติที่ ๕ จงให้ชีวิตก่อกำเนิดขึ้นในน้ำ ลำแสงแห่งดวงอาทิตย์ บรรจบกับลำแสงของผืนโลกที่อยู่ใต้น้ำ และให้กำเนิดแก่สิ่งมีชีวิตแห่งจักรวาลในรูปไข่ใต้น้ำ (Cosmic egg)
บทบัญญัติที่ ๖ จงให้ชีวิตกำเนิดขึ้นบนผืนดิน ลำแสงแห่งดวงอาทิตย์ บรรจบกับลำแสงแห่งผืนดินท่ามกลางฝุ่นธุลีแห่งผืนดิน และให้กำเนิดแห่งสิ่งมีชีวิตแห่งจักรวาลในรูปไข่ จนกระทั่งสรรพสิ่งได้เกิดขึ้นตามบทบัญญิติโดยสมบูรณ์
บทบัญญัติที่ ๗ เศียรที่ ๗ จึงได้กล่าวขึ้นว่า “พวกเราจงสร้างมนุษย์ตามแบบของเรา และให้พลังอำนาจแก่เขา เพื่อให้เขาปกครองโลกใบนี้” จากนั้นนารายะนะ (Narayana) หรือผู้หยั่งรู้ ๗ เศียร ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งมวล ทั่วทั้งเอกภพ ก็ได้สร้างมนุษย์ขึ้น มนุษย์ผู้มีร่างกาย มีชีวิต และมีจิตวิญญาณที่ไม่มีวันตาย มนุษย์ผู้มีสติปัญญาเยี่ยง นารายะนะซึ่งเป็นผู้สร้าง และบัดนั้นเองการสร้างจึงได้เสร็จสมบูรณ์
 
หากแต่จารึก “จารึกแห่งนาอะคัล” (Naacal) มิได้ระบุไว้ชัดเจนถึงระยะเวลาในการสร้างโลกจากเริ่มต้น กระทั่งเสร็จสมบูรณ์ .....
ปรีชา วรเศรษฐสิน
คัดลอกเกริ่นนำ
จากหนังสือ”มูนครอันตรธาน”
ประกายธรรม ไชนแถน
บก.เรียบเรียง
สำนักพิมพ์ เดลฟี
แปลเรียบเรียงจากงานค้นคว้า-เขียนของ
พ.อ. เจมส์ เชอร์ชวาร์ด
 
ทวีปมู(Mu) หรือ เลมูเลียเลมูเรีย (LeMUria) มหาทวีปที่สาปสูญ คอน ๑ 
 เลมูเลียเลมูเรีย คือนครอันตรธานที่จมหายลงใต้ทะเลแปซิฟิกใต้เมื่อกว่า ๑๓,๐๐๐ ปีเราทั้งหลายได้รู้เรื่องราวจากจารึกแผ่นดินเหเนียวของนักบวชชาวนาอะคัลที่ออกมาจากทวีปมูหรือเลมูเรียที่ค้นพบในอินเดียอันที่จริง จารึกแห่งนาอะคัลนี้เขียนโดยสัญลักษณ์และอักขระนากา (Naga)


จากตำนานกล่าวกันว่า "เขียนขึ้นที่แผ่นดินมู จารึกนี้ได้ถูกนำเข้ามาที่พม่าก่อนแล้วจึงนำมาที่อินเดียมีอายุเก่าแก่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ ปี"และละจารึกโตรอาโนของชนเผ่ามายาที่ยูคาตังเม็กซิโกทำให้ปัจจุบันนักโบราณคดีได้ทราบว่ามีถิ่นอารยธรรมที่รุ่งเรืองทางวิทยาการ ศาสนา ฯลฯก่อนยุคสมัยสุเมเรียนที่ไทกริส-ยูเฟตริสและก่อนสมัยของไอยคุปย์โบราณที่อิยีปต์...คือ ถิ่นที่ 'มู' ได้หยั่งรากของอาณาจักรแห่งแรกของเธอ

ดอกบัว"ซี่ งเป็นสัญญลักษร์ที่ใช้กันมานานประมาณ ๕๐,๐๐๐ - ๓๐๐,๐๐๐ ปีบนทวีปมู ดอกบัวสื่อภาพแทนตัวอาณาจักร รวมไปถึงสัญลักษณ์ตราราชวงศ์และที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือศาสนธรรมโบราณ
ท่านฤาษีวาลมิกิ(Valmiki) นักปราชญ์ นักโบราณคดีของอินเดีย ผู้รจนารามายณะ หรือ รามเกียรติ์ ระหว่าง พ.ศ. ๑๐๐ - ๒๐๐ท่านวาลมิกิผู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวจากการอ่านบันทึกโบราณของวัด โดยนักบวชผู้สูงศักดิ์แห่งวัดริชี(Rishi) ที่เมืองอโยเดีย
(Ayhodai) กล่าวถึงนักบวชนาอะคัลว่า " มาสู่พม่าจากแผ่นดินเกิดของพวกเขา ซึ่งอยู่ทางตะวันออก"จากนั้นเหล่านักบวชนาอะคัล (Naacal)นำความรู้วิทยาการต่างๆ, ศาสนาโบราณ ,การบูชาเทพเจ้าดวงอาทิตย์มาสู่มายา-ไอยคุปย์(ตอนเหนือ)-อารยัน (ก่อนชาวอารยันเปลี่ยนชื่อเป็นวิษณุเทพเมื่อครั้งลงมาอยู่ชมภูทวีป) นักบวชนาอะคัลดังกล่าวเข้าสู่อินเดีย และไอยคุปย์อาณาจักรตอนเหนือ โดยการ เผยแพร่ศาสนาโบราณ และคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์และไอยคุปย์(ตอนใต้)ที่ซาอีร์ขณะนั้น ปฏิบัติตามศาสนธรรมของโธท(Thoht) บูชาเทพโอซิริส
และขณะเดียวกันอีกชาวทวีปมูกลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ที่ยูคาตัง เม็กซิโก และสร้างวิหารพีระมิดขึ้นจารึกว่า"เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่แผ่นดินตะวันตก ที่ซึ่งเราจากมา" รวมถึงปิรามิดแห่งเม็กซิโกซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของเมืองเม็กซิโก ซิตี้(Mexico City) คำจารึกของปิรามิดกล่าวไว้ว่า ปิรามิดถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสาวรีย์แด่การล่มสลายของแผ่นดินแห่งตะวันตก
ลักษณะวิหารพีระมิดที่เป็นอารยธรรมเมโสอเมริกา แถบทวีปอเมริกากลาง ดูรายละเอียดที่นี่
รวมทั้งบันทึกการล่มสลายของแผ่นดินทวีปมู ที่รู้จักกันว่าคือชนเผ่ามายาประโยชน์ส่วนนึงของวิหารพีระมิดใช้เพื่อนักบวชประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิเพื่อบูชาเทพเจ้าดวงอาทิตย์ รา, รามู เทพเจ้าสูงสุดประเพณีต่างๆ ที่มาจากที่เดียวกันการนับถือเทพเจ้าดวงอาทิตย์ เป็นสิ่งสูงสุด ของชาวอารยัน, มายาในยูคาตัง,ไอยคุปย์โบราณ ล้วนมาจากมาตุภูมิที่นั่นเรียก รา-มู สัญลักษณ์ผู้สร้าง นารายาณะ พยานาค ๗ เศียร , ความรู้เกี่ยวกับตำนานการสร้างโลก การกำเนิดจักรวาล และที่โมเสสที่ถอดมาจากภาษาฮีโรกริฟริกในไอยคุปย์ ลงสู่คัมภีร์เอซรา(Ezra)แล้วแปลลงเป็นภาษาฮิบรู เป็นพันธสัญญาเก่าและพันธสัญญาใหม่ในบทการสร้างโลก(Genesis)
สัญลักษณ์ของศาสนาโบราณทวีปมู
ศาสนาของคนโบราณ บ่งบอกได้ถึงจริยธรรม คุณธรรม จารีตในสมัยนั้นๆขอเริ่มจาก ขอนำจารึกอักษรภาษาสัญลักษณ์ที่ใช้บนทวีปมู ที่เขียนจารึกโดยนักบวชชาวนาอะคัล(Naacal)เป็นสัญลักษณ์โบราณที่ใช้เมื่อนับ ย้อนไปประมาณ 50,000-30,000 ปีที่แล้ว

สัญลักษณ์ที่ 15
หมายถึง ดวงตาที่ครอบคลุมดูแลทั่วทุกสรรพสิ่งในสากลจักรวาล ภายใต้สามเหลี่ยมที่ทรงพลังที่สุดที่เป็นศูนย์กลางของทุกจักรวาลรวมทั้ง เอกภพทั้งหมด ก่อนกาลทวีปมูใช้สัญลักษณ์นี้แทนพระเจ้า รา ในอียิปต์ หมายถึง ดวงตาแห่งเทพโอสิริส, ดวงตาที่สาม
และยังใช้อยู่ในคริสต์ศาสนา นิกายคาทอริค และใช้กันในสมาคมfreemason ที่มีต้นสายที่ยาวนานย้อนไปได้ถึงยุคไอยคุปย์(สังเกตที่แบ็งค์ 1 ดอลล่าร์อเมริกา)

สัญลักษณ์ที่ 16 และ 18
หมายถึง ภาวะที่ดูแลสรรพสิ่งที่อยู่ภายใต้สมดุล
สามเหลี่ยมหัวตั้ง :ซึมซับรับพลังงานทุกๆจิตวิญญาณในจักรวาล พลังงานในรูปแบบจิตวิญญาณ และการกระทำ
สามเหลี่ยมกลับหัว : ส่งคืนผลของการกระทำ จิตวิญญาณ ภายใต้ภาวะสมดุลย์ของพลังงานของทุกสรรพสิ่ง
'วงกลมภายใน : คือ ภาวะการหมุนเวียนจัดสรรของวงรอบ-วงกลม พลังงานที่ไหลเข้า-ไหลออก ภายใต้ภาวะสมดุลย์
วงกลมภายนอก คือ ศูนย์กลางของทุกจักรวาล รา พระอาทิตย์ดวงแม่

สัญลักษณ์ที่ 19
คือ ภาวะที่ถึงจุดกัลปวสานของทุกๆเอกภพ ก่อนเข้าสู่ยุคเริ่มใหม่ มีเพียงสามเหลี่ยมพลังงานที่ซ้อนกัน กลับกลายเป็นสภาพว่างไร้สรรพสิ่ง

สัญลักษณ์ที่ 17
คือ การก่อกำเนิดเมล็ดพืชแรก อีกครั้ง หลังจากกาลสิ้นสุด เป็นการเริ่มใหม่ของทุกสรรพสิ่ง จากศูนย์กลางธรรมชาติภายใน เมล็ดพืชแรก =จุดแรกที่เริ่มต้น= พินทุ(บาลี)

สัญลักษณ์ที่ 20
คือ การรังสรรค์ การสร้างของพลังแห่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 ในตอนเริ่มต้น

แนวคิดศาสนธรรมโบราณทวีปมูมีอยู่ว่า :- ในตอนเริ่มต้นนั้น มีเพียงความยุ่งเหยิง(Chaos)ทั่วทั้งจักรวาลที่มืดมิด และลำดับต่อมา ภาวะทั้งหลายดำเนินไปเข้าสู่ภาวะสงัด ไร้สรรพเสียง ต่อมาผู้สร้างพร้อมด้วย"ความปรารถนา"ได้บัญญัติอำนาจเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ ทั้งสี่ขึ้น เพื่อ สร้างกฏและระเบียบในจักรวาล เพื่อให้การสร้างได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อกฏและระเบียบได้ถูกสร้างให้บังเกิดโดยพลังอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ ตามความปรารถนา และบัญญัติของผู้สร้าง"

*จารึกของนักบวชนาอะคัล(naacal)) อันมีชื่อเรียกว่า ข้อเขียนดลใจอันศักดิ์สิทธิ์แห่ง มู(The Sacred Inspired Writing of Mu)

แผ่นจารึกนิเวน พบที่เม็กซิโกมีรายละเอียดต่อเติมข้อความขาดหายไปที่จากรึกแห่งนาอะคัลอ้างถึง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ดังบัญญัติของผู้สร้าง ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับกฏ และการจัดระเบียบทั่วทั้งเอกภพแผ่นจากรึกเลขที่ ๑๒๓๑ จารึกแผ่นนี้เป็นดั่งกุญแจที่ไขสู่การทำงานและความเคลื่อนไหวของเอกภพ เป็นสัญลักษณ์แห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 (Sacred Four)
ปัจจุบันอาจมีชื่อเรียกต่างกันมาก เช่น สวัสดิกะ เป็นต้น โดยชาวอารยันได้นำไปใช้เป็นเครื่องหมายหนึ่งในศาสนา และสมัยนาซีเยอรมันฯ
ทิศทางการหมุนวนของพลังงาน กุญแจคือปุ่มตรงกลาง เมื่อลองใช้นิ้วลองลากเส้นออกมาจากจุดเริ่มต้นวนออกมานี้เป็นทิศทางการหมุนวนของพลังงานในเอกภพในทางสร้างสรรของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่
สัญลักษณ์และความหมายของจารึก ดังกล่าวมาแล้ว ก็จะทำให้ผู้สนใจติดตามอ่านมา เข้าใจรูปสัญลักษณ์ด้านล่างความเป็นไปของสรรพสิ่งในเอกภพทั้งมวล
จากรูปสัญลักษณ์องค์ความรู้ทวีปมู เอกภพทั้งหลายกำลังขยายตัวออกจากจุดศูนย์กลางทุกทิศทาง ดังที่กล่าวไว้ในสัญลักษณ์ที่ ๑๕,๑๖,๑๘,๒๐ และ ๑๒๓๑

 

 


การเกิดและดับของบางดารา จักรของดาวฤกษ์(อาทิตย์ดวงอื่น) ที่สามารถสังเกตุได้จากบนโลกเราได้ หมายถึง การเดินทางภาพที่มากับแสง นับพันล้านปีแสงและแสงใช้เวลาเดินทาง 3x10^8 เมตรต่อวินาที (ยกกำลัง) ; ดังนั้นสิ่งที่เราสังเกตุเห็นในวันนี้เป็นอดีตของดาราจักรกลุ่มนั้น เมื่อหลายล้านปีมาแล้ว ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอสไตน์และอีกหลายทฤษฎีพิเศษสามารถอธิบาย ประสานเชื่อมต่อความสัมพันธ์นี้ได้เป็นอย่างดี

ทำให้ทราบถึงภูมิปัญญาและความรู้ของชาวเลมูเลี่ยนได้ว่าเหนือกว่ามนุษย์ในปัจจุบันอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว สัญลักษณ์อักษรภาพมีอยู่มากมายหลายร้อยภาพซึ่งล้วนแต่อธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ที่เราคิดค้นได้แล้วและยังมีที่ยังไม่เข้าใจอีกมาก

ภาษาภาพบันทึกทวีปมู จากจารึก นาอะคัล ที่ค้นพบในอินเดีย อันที่จริงจารึกแห่งนาอะคัลนี้ เขียนโดยสัญลักษณ์และอักขระนากา (Naga) จากตำนานกล่าวกันว่า เขียนขึ้นที่แผ่นดินมู จารึกนี้ ได้ถูกนำเข้ามาที่พม่าก่อนแล้วจึงนำมาที่อินเดีย มีอายุเก่าแก่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ ปี
จากจารึกนาอะคัลค้นถูกค้นพบได้รับการแปลค้นหาข้อมูลและเขียนออกเผยแพร่โดย พันเอกเจมส์ เชอร์ชวาร์ด เมื่อประมาณ ๕๐ ปีที่แล้ว
ส่วนนึงของจารึก
ภาพแรก เป็นเส้นแสงจาก ศูนย์กลางพลังงานธรรมชาติของทุกเอกภพ ที่พาดผ่านจักรวาล
ภาพที่ ๒ เส้นตรงหลายเส้นวางซ้อนกัน ในแนวนอน เป็นสัญลักษณ์ ของอวกาศ ส่วนสัญลักษณ์ของพญานาค ๗ เศียร เคลื่อนตัวอยู่ในอวกาศ วงกลม ที่ล้อมรอบอยู่นั้นหมายถึง เอกภพผู้สร้างทั้งมวล คือนารายณะอันเป็นสัญลักษณ์ของผู้สร้างและการสร้างของทุกสรรพสิ่งในความหมายของชาวนาอะคัลคือ "ผู้หยั่งรู้ทั้งเจ็ด"
๑.๒. ๓.

ลำดับทั้ง ๓ ภาพ คือ พลังงานแห่งดวงอาทิตย์ก็เกี่ยวพันของชีวิตบนโลกพลังที่ส่องมายังโลก ต่อสิ่งมีชีวิต เป็นที่มาของสิ่งมีชีวิตนั่นเอง จากแสงที่ส่องมานี้ ก็ทำให้เกิดธรรมชาติสิ่งมีชีวิตบนโลกแรกเริ่มเดิมที เอกภพไม่มีอะไรอื่นนอกจากจิตและวิญญาณ ทุกสิ่งทุกอย่างปราศจากชีวิต มีเพียงความสงบเยือกเย็น เงียบสงัดไร้สำเนียงใดๆ ความว่างเปล่าและความมืดเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในห้วงอวกาศ มีเพียงจิตอันสูงสุดที่มีพลังอันยิ่งใหญ่ในตัวเอง ซึ่งเเป็นดังผู้สร้างหรือพญานาค ๗ เศียรที่เคลื่อนตัวอยู่ห้วงแห่งความมืด ความปรารถนาที่จะสร้างแผ่นดินที่มีสิ่งมีชีวิตได้มีขึ้นอีกและพวกเขาก็ได้ทำความปรารถนานั้น และต่อไปนี้เป็นวิธีการสร้างผืนแผ่นดินและสิ่งมีชีวิตที่พึ่งพาผืนแผ่นดินแห่งนี้...นี่คือตัวอย่างหาอ่านได้จากหนังสือ"มู นครอันตรธาน" ของคุณประกายธรรม ไชยแถน ได้นะคะมีรายละเอียดและความรู้ในเรื่องนครแห่งนี้แน่นปึ้กเลยค่ะ

ภาพแถวล่าง แถว๓-แถว๔
เครื่องหมายรูป สี่เหลี่ยม แทนสัญลักษณ์ทวีปมู ในทุกที่ ทุกโอกาส
มีการเกิดขึ้นของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ใช้สัญลักษณ์ ดอกบัว(พุทธะ) และ ๐๐๐ แทนหมายเลขลำดับ ๓
T ในภาษามูโบราณ หมายถึง การเกิดขึ้น ;การเกิดขึ้นนี้ ของคำแปลพิจารณาจากสัญลักษณ์ ข้างหน้าและข้างหลังของประโยค
ภาพแต่ละภาพ แทนเหตุการณ์ต่างๆของสรรพชีวิตที่ดำเนินไป ระยะห่างของเวลาแต่ละภาพที่บรรยาย อาจกินเวลานานเป็นล้านๆปี แสนปี พันปี หมื่นปี หรือ ร้อยปี...


(ข้อมูลส่วนใหญ่ที่นำมาอัพนี้ก็นำมาจากหนังสือเล่มนี้ค่ะ)
ทีนี้มาพูดถึงภาพสัญลักษณ์ต่อนะคะ ภาพข้างล่างนี้ค่ะ


จากภาพนี้อธิบายถึง การยกขึ้นของภูเขา แผ่นดินเปลือกโลก และการก่อตัวของอากาศ ต้นต่อมาจากไฟและแมลงสการับ (Scarab : แมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง อาศัยอยู่ในดิน และเป็นสัญลักษณ์แห่งการฟื้นคืนชีพ) ของชาวไอยคุปต์ ที่ได้จาก ชาวนาอะคัล
 

ภาพนี้ นี้อธิบาย เกิดการไหวสะเทือนที่ส่วนล่าง คือ แผ่นดินเปลือกทวีปที่เกิดจากการยกตัวและชนกันของแผ่นดินทวีปส่วนเปลือกโลก ในส่วนต่างของโลกอย่างฉับพลันรุนแรง ก่อให้เกิดการยกตัวของภูเขาส่วนต่างๆ กล่าวถึงคือ ธรณีพิบัติครั้งรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๑๑,๕๐๐ ปีที่แล้วที่ทวีปมู ส่วนที่เกิดกับทวีปแอตลันติส และส่วนต่างๆของโลกก็ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันนี้
กรณีของธรณีพิบัตินี้ ชนชาวทวีปมูที่รอดมาอยู่ที่ยูคาตัง เม็กซิคือ คือชนมายา ได้เขียนจารึกถึงเหตุการณ์นี้เช่นเดียวกันดังภาพข้างล่างนี้
นี่คือภาพ จารึกโคเด็กซ์ คอร์เตซิอานุส จากพิพิธภันฑ์แห่งชาติ กรุงมาดริด ประเทศสเปน ถอดใจความได้ว่า "มู มีการสั่นสะเืืทือนจากส่วนด้านล่าง(ใต้ดิน) ๒ ครั้ง จากนั้นจึงถูกบูชายัญด้วยไฟ (ภูเขาไฟระเบิด) มีการระเบิดในขณะที่มีเหตุแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ผู้วิเศษที่ทำให้สิ่งทุกสิ่งทุกอย่างสับสนโกลาหลก็ได้จัดการบูชายัญ มู ในคืนนั้นเอง" ทั้งนี้เนื่องจากอักษรภาพดังกล่าวที่มีการเขียนเป็นภาษาของชาวมายานั้นมีการแจกแจงรายละเอียดมากเพื่อนๆ ผู้สนใจสามารถหาอ่านรายละเอียดต่อได้ในหนังสือที่แนะนำในข้างต้นค่ะ


สภาพความเป็นไปและการล่มสลายอย่างฉับพลันของอาณาจักมู จากการถอดความจากรึกแห่งนาอะคัล จารึกมายา จารึกโตนาโน จารึกโคเด็กซ์ และคำบอกเล่าที่สืบทอดมาในส่วนอดีตของนักปราชญ์ต่างๆ ที่ทำให้พันเอกเจมส์ เชอร์วาร์ดเขียนบรรยายถึงทวีปมูในอดีตซึ่งอาจจมหายสาปสูญไปโดยฉับพลันเนื่องจากเหตุธรณีพิบัติดังนี้


บันทึกการล่มสลายของ มู หรือแผ่นดินแม่ของมนุึษย์ชาติ "Mother's Earth" นั้นเป็นบันทึกที่มีความแปลกประหลาดยิ่งนัก จากบันทึกนี้เราได้เรียนรู้ถึงความลึกลับของชนผิวขาวแถบทะเลใต้และเรียนรู้ว่าอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ได้เจริญเฟื่องฟูขึ้นและถูกลบล้างเพียงเวลาชั่วข้ามคืนได้อย่างไร เมื่อเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ยังคงไม่แน่ใจถึงความเป็นไปได้ที่ว่า ทวีปมูอันยิ่งใหญ่นี้มีอยู่จริงในมหาสมุทรแปซิฟิค ตั้งแต่บันทึกนี้ถูกค้นพบและการศึกษาเปรียบเทียบได้มีขึ้น ข้อศึกษาเปรียบเทียบนี้เองที่เป็นตัวพิสูจน์ว่า ทวีปอันยิ่งใหญ่อย่างมู เคยมีอยู่จริง ข้อมูลพิสูจน์นั้นมีอยู่หลายประการ
ประการแรก อย่างที่ได้เคยกล่าวไว้ในบทแรกถึงการค้นพบจารึกแผ่นจารึกศักดิ์สิทธิ์ในวัดอินเดียว และความความช่วยเหลือของนักบวชผู้รอบรู้ แผ่นจากรึกจึงถอดรหัสและแปลความหมาย แผ่นจารึกเหล่านี้เอง ที่บอกใบ้ถึงเรื่องราวของมู กับผู้เขียน(พันเอกเจมส์ เชอร์วาร์ด) และทำให้เขาออกเดินทางค้นหา สำรวจและค้นคว้าไปทั่วโลกในเวลาต่อมา แผ่นจารึกเหล่านี้ถูกเขียนขึ้นโดยชาวนาอะคัลที่พม่าหรือไม่ก็ที่แผ่นดินแม่เอง แผ่นจารึกบอกกล่าวถึงการมาของชาวนาอะคัลจากแผ่นดินแม่ ซึ่งเป็นแผ่นดินที่อยู่ใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิก

นอกจากนั้นยังมีเรื่องราวของการสร้างมนุษย์และการจุติครั้งแรกบนผืนโลกของเขา ส่วนบันทึกที่ถูกเขียนขึ้นในเวลาต่อมา ในดินแดนมายา ไอยคุปต์และอินเดียนั้น บอกกล่าวและพรรณาถึงการล่มสลายของมู เมื่อเปลือกของแผ่นดินได้แยกออกเนื่องจากการเกิดแผ่นดินไหว แล้วแผ่นดินอันยิ่งใหญ่ก็จมอยู่ในกองไฟแห่งอเวจี จากนั้นผืนน้ำของมหาสมุทรแปซิฟิกก็ได้กลืนกินแผ่นดินแห่งอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ ทิ้งไว้เพียงผืนน้ำอันกว้างใหญ่อยู่เบื้องหลัง เนื่องจากบทความเรื่องนครอันตรธานนี้ค่อนข้างยาว ดังนั้นจึงขอแบ่งออกเป็นสามบทความนะคะ ยังไงติดตามต่อในบทความภาคต่อและภาคจบ
 
 
 
 
 
 
 
ทวีปมู(Mu) หรือ เลมูเลียเลมูเรีย (LeMUria) มหาทวีปที่สาปสูญ  ตอน

ภาพจำลองการระเบิดที่ทวีปมู
ประการที่ ๒ คือ ข้อยืนยันการมีอยู่ของ มู ในเอกสารโบราณฉบับอื่นๆ รวมทั้งในโคลงฮินดูอมตะ เรื่อง รามายะณะ (Ramayana) หรือรามเกียรติ์ที่คนไทยรู้จักกันดี รจนาขึ้นโดยนักปราญช์และนักประวัติศาสตร์ชื่อ ฤาษีวัลมิกิ (Valmiki) ผู้ซึ่งได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวจากการอ่านบันทึกโบราณของวัด โดยนักบวชผู้สูงศักดิ์แห่งวัดริชี(Rishi)ที่เมืองอโยเดีย (Ayo-dia) ในตอนหนึ่ของเรื่องวัลมิกิได้กล่าวถึงชาวนาอะคัลว่า "มาสู่พม่าจากแผ่นดินเกิดของพวกเขา ซึ่งอยู่ทางตะวันออก" ซึ่งก็คือ ทิศของมหาสมุทรแปซิฟิก

แผ่นจารึกโตรอาโนเขียนที่ยูคาตังโดยชาวมายา
เิอกสารอีกฉบับหนึ่งที่ยืนยันเรื่องราวของแผ่นจารึกศักดิ์สิทธิ์และเรื่องราวของวัลวิกิ คือ แผ่นจารึกโตรอาโน(Troano) ซึ่งขณะนี้อยู่ที่พิพิธภันฑ์ในอังกฤษ แผ่นจารึกโตรอาโนนี้เป็นซึ่งเป็นคัมภีร์มายาโบราณ เขียนขึ้นในยูกาตัง(Yucatan) หนังสือกล่าวถึงดินแดนแห่งมู โดยใช้สัญลักษณ์เดียวกับที่เราพบเห็นในอินเดีย ,พม่า และไอยคุปต์ บันทึกอ้างอิงโบราณอีกฉบับหนึ่งก็คือ จารึกโคเด็กซ์ คอร์เตซิอานุช (Codex Cortesianus) ซึ่งเป็นคัมภีร์มายาโบราณอีกเล่มหนึ่งที่มีอายุใกล้เคียงกับแผ่นจารึกโตรอาโน และยังมีบันทึกแห่งเมืองลาซา (Lhasa Record) รวมทั้งบันทึกอื่่นๆ อีกเป็นจำนวนร้อยจากไอยคุปต์ กรีก อเมริกากลาง เม็กซิโก และอักขระขนหน้าผาทางรัทางตะวันตก

 
โมอัยบนเกาะอีสเตอร์ ตองกาตาบู ซุ้มประตูหินบนเกาะตองกา
ประการที่ ๓ คือ ซากปรักหักพักที่พบเห็น ซึ่งตามสถานที่และสัญลักษณ์ที่ปรากฏ บอกกล่าวเรื่องราวของทวีปมูหรือแผ่นดินแม่ของมนุษย์ชาติที่สาปสูญไป บางเกาะมีชื่อเสียงในแถบหมู่เกาะทะเลใต้ เช่น เกาะอิีสเตอร์(Easter) เกาะแมนเจีย (Mangaia) เกาะตองกาตาบู(Tongatabu) เกาะปานาเป(Panape) และเกาะลาโดรเน (Ladrone) หรือหมู่เกาะมาเรียน่า (Mariana Islands) เราสามารถพบเห็นร่องรอยของวิหารโบราณ และแผ่นดินอื่นที่่จะพาเราย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาของมู
เกาะอิสเตอร์ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้สุดของหมู่เกาะโปลีนีเซีย อยู่ห่างจากชายฝั่งอเมริกาใต้ ราว 2,260 กิโลเมตร ยาว 208 กว้าง 112 กิโลเมตร เป็นที่ทราบกันที่นะคะ ว่า ทุกคนคงรู้จักโมอัย หินสลัก อนุสาวรีย์หิน นอกจากนั้น ยังมีสิ่งที่ขุดค้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ รูปจำลองที่ยังสร้างไม่เสร็จ ความสูง 21 เมตร และชิ้นที่เล็กที่สุดค้นพบในถ้ำ มีขนาดยาว 1 เมตร คาดว่า รูปจำลองเหล่านี้เป็นตัวแทนของบุคคลสำคัญ และตั้งใจสร้างไว้เป็นอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกหินนี้ แกะจากหินภูเขาไฟ ปัจจุบันสงบแล้ว ชื่อ รานา โรรากา (Rana Roraka) และ รานา ราโอ (Rana rao) คือซากปรักหักพังของวิหาร คาดว่า มีขนาดความยาว 30 เมตร กว้าง 6 เมตร กำแพงยังคงตระหง่าน สูง 1.5 เมตร หนา 1.5 เมตร

ตองกา ตาบู (Tonga tabu) ตางกา– ตาบู คือ เกาะหินปะการังในหมู่เกาะตองกา ไม่มีชิ้นส่วนของหินธรรมชาติ มีเพียงหินปะการังเท่านั้น มี อนุสาวรีย์หินขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นในลักษณะของซุ้มประตู ประกอบด้วยเสาตั้งตรง 2 เสา มีน้ำหนักเสาละ 70 ตัน เสา 2 เสา นี้ เชื่อมติดกับหินส่วนบน ซึ่งหนัก 25 ตัน และไม่มีหินบนเกาะนี้ คิดว่า นำมาจากที่อื่น ระยะทางประมาณ 220 กิโลเมตร ทำให้มีการคาดเดาว่า คนโบราณใช้เรือชนิดใด ขนหินที่มีน้ำหนักมาขนาดนั้น และใช้เครื่องมือชนิดใดในการติดตั้งเสาบนพื้นที่แห่งนี้

  (Cook group) หมู่เกาะคุก ตั้งอยู่ทางใต้ของอาวาย ประมาณ 40 องศา อยู่ครึ่งระหว่าง ตาฮิติ และ ฟิจิ มีเกาะ 2 เกาะ เกาะแรกคือ เกาะ ราราตองกา (Raratonga) บนเกาะนี้มีส่วนเล็ก ๆ ของถนนที่ได้กล่าวไว้ในจารึก หมู่เกาะ อีสเตอร์ และตำนาน เกาะที่ 2 คือ เกาะ แมนเจีย อยุ่ใต้สุดของหมู่เกาะคุก มีขนาดใหญ่ครึ่งหนึ่งของเกาะอีสเตอร์ บนเกาะมีชิ้นส่วนที่คล้ายคลึงกับที่มีอยู่บนเกาะอิสเตอร์ แต่ไม่มีร่องรอยการขุด เจาะ คิดว่าชิ้นส่วนนี้ ถูกนำมาจากที่อื่น
หมู่เกาะคุก

Uxmal (ยูคาตัง-เม็กซิโก)
ที่อุกซ์มัล(Uxmal) ในยูกาตัง มีซากโบราณสถานที่สร้างไว้เป็นอนุสรณ์ถึง"แผ่นดินแห่งตะวันตก ที่ซึ่งเราจากมา" รวามถึงปิรามิดแห่งเม็กซิโกที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเม็กซิโกซิตี้ คำจารึกของปิรามิดกล่าวไว้ว่า ปิรามิดถูกสร้างขึ้นเป็นอนุสาวรีย์แด่การล่มสลายของแผ่นดินแม่แห่งตะวันตก
 
Xochicalco Pyramid เม็กซิโก

 
ซากสิ่งก่อสร้างที่ปานาเป และ ซากสิ่งก่อสร้างที่เกาะไทเนียน
ปานาเป (Panape) เกาะนี้มีซากที่ถือว่าสำคัญที่สุดในหมู่เกาะทะเลใต้ มีซากปรักหักพังของวิหาร โครงสร้าง ขนาดกว้าง 18 เมตร ยาว 90 เมตร กำแพง ตั้งอยู่ สูง 9 เมตร หนา 1.5 เมตร บนกำแพงมีร่องรอยรูปสลักลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ ของแผ่นดินแม่ มีทางเจาะผ่านกำแพง เข้าไปภาย มีลานสี่เหลี่ยม เป็นห้องศูนย์กลางของปิรามิด

 

กาะคูไซ (Kusai Island) พบซากนี้ คล้ายเกาะ ปานาเป แต่ไม่ได้มีรายละเอียดมาก มีสิ่งก่อสร้างสูงประมาณ 10 เมตร ชาวพื้นเมืองระบุว่า “ชนที่เคยอาศัยบนเกาะนี้นั้นมีพลังอำนาจสูง พวกเขามีเรือใหญ่ที่สามารถเดินทางไกลมาก ๆ ได้ จากตะวันตกสู่ตะวันออก ต้องใช้ระยะเวลาหลายรอบของดวงจันทร์” ข้อความนี้พ้องกับ บันทึกของ วัลมิกิ “ชาวมายาเป็นนักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีเรือสามารถเดินทางจากตะวันออกสู่ตะวันตกของมหาสมุทร และจากทางใต้สู่ทางเหนือของท้องทะเล”


 
หมู่เกาะกิลเบิร์ต และมาร์แชล (The Gilbert and Marshall Groups) บนเกาะนี้ หลายเกาะที่ประกอบกันเป็นหมู่เกาะทั้งสองนี้ มีการค้นพบ ปิรามิด ทรงผอม สูง สร้างด้วยหิน ชนพื้นเมือง ใช้เครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ ของแผ่นดินแม่ เป็นเครื่องประดับ โดยไม่ทราบว่า พวกเขาได้แบบอย่างนี้มาจากไหน

หมู่เกาะคาโรไลน์
(Caroline Group) จากเกาะนี้ ไม่มีสิ่งที่ค้นพบที่ไหนที่น่าอัศจรรย์ เท่าบนหมู่เกาะคาโรไลน์ คือ หมู่เกาะตั้งอยู่เป็นระยะทางการเดินทางของดวงจันทร์ 1 ครั้ง จากพม่า ซึ่งตามจารึก นาอะคัล และวัลมิกิ เคยเป็น ที่ตั้งของแผ่นดินแม่ของมนุษยชาติ จุดที่อพยพกลุ่มแรกสู่พม่า และอินเดียได้จากมา

หมู่เกาะคิงส์มิลล์
(Kingsmill Island) เกาะ ตาปิโต 1 ในหมู่เกาะนั้น พบปิรามิด ทรงผอมสูง แบบเดียวกับที่พบในเหมู่เกาะกิลเบิร์ต และมาร์แชล

หมู่เกาะนาวิเกเตอร์
(Navigator Island) พบสิ่งก่อสร้างเป็นหินมากมายบนหูม่เกาะเหล่านี้ 1 ในนั้นมีสิ่งก่อสร้างเป็นแท่นสร้างจากหินภูเขาไฟ เส้นผ่านศุนย์กลาง 45 เมตร สูง 6 เมตร

หมู่เกาะลาโดรเน หรือ มาเรียนา
(กวม) (Ladrone, or Mariana Group (Guam)) มีสิ่งก่อสร้าง เป็นแท่งหิน และเสาหินทรงปิรามิด สูง ประมาณ 6 เมตร
 
ฮาวาย (Hawill) 48 กิโลเมตร จากเมือง ฮีโล พบซากปรักหักพัง บนเนินเขา ชื่อ กูกีอี (Kukii) ยอดเนินเขา ถูกปรับประดับ และทำให้เป็นสี่เหลี่ยม สิ่งก่อสร้างถูกวางมีลักษณะเป็น 4 มุม ส่วนบนของเนินเขาทำเป็นชั้น ๆ หินทุกชั้นถูกเกลาและขัด ทุก ๆ ด้าน เพื่อสามารถเข้ากันได้

หมู่เกาะ มาร์ควีซัน
(The Marquesans) มีซากปรักหักพัง อยู่บ้าง แม้จะมีอารยธรรมที่หลงเหลืออยู่บ้าง แต่ไม่รู้ว่าใต้ทะเลเราจะเจออะไรกันบ้าง คิดว่าคงมีไม่น้อยเลยทีเดียว จากการถูกทับถมเป็นเวลาหลายพันปี อารยธรรมเหล่านี้แม้จะสูญสลายไปตามกาลเวลา แต่คุณค่าทางจิตใจ ของมนุษย์ก็ยังคงอยู่ จากการจารึก จากมนุษย์ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่คนยุคหลัง ๆ ได้แต่เพียงสันนิฐานเท่านั้น
เกาะเล เล
(Lele Island) ถูกแยกออกจากเกาะ คูไซโดยช่องแคบ ทั่วเกาะมีสิ่งก่อสร้างเป็นหินเรียงกัน ล้อมรอบด้วยกำแพง ภายในห้องมี ถ้ำที่ทำเอง และทางเดินลับมากมาย ชาวพื้นเมืองบนเกาะนี้ เกลียดชังชนผิวขาวมาก พวกเขาเคยเป็นมนุษย์กินคน ที่ร้ายกาจ
ประการที่ ๔ คือความเป็นสากลของสัญลักษณ์และประเพณีที่ค้นพบในไอยคุปต์ พม่า อินเดีย ญี่ปุ่น หมู่เกาะทะเลใต้ อเมริกากลาง อเมริกาใต้ และในชนเผ่าดินเดียนแดงทางอเมริกาเหนือและอารยธรรมโบราณอื่นๆ สัญลักษณ์และประเพณีเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกันมากจนเป็นที่แน่ใจได้ว่าทั้งหมดนั้นมีแห่งที่มาจากที่เดียวกัน นั่นก็คือ "มู" ด้วยปูมหลังและหลักถานเหล่านี้ เราจึงสามารถติดตามเรื่องราวการล่มสลายของทวีปมูได้

เราพบว่าทวีีปที่เรากล่าวถึงนี้เป็นประเทศที่มีอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลที่แผ่ขยายตั้งแต่ตอนเหนือของฮาวายถึงตอนใต้ อาณาเขตทางตอนใต้ของทวีปนี้คือ หมู่เกาะอิสเตอร์ และฟิจิ มีระยะจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกกว่า ๘,๐๐๐ กิโลเมตร และจากทิศเหนือถึงทิศใต้มีระยะทางกว่า๔,๘๐๐ กิโลเมตร ทวีปนี้ประกอบไปด้วยผืนดิน ๓ ผืนที่ถูกแบ่งแยกออกมาจากกันด้วยช่องแคบหรือทะเล

ภาพจำลองแม่น้ำทั้ง ๗ สายที่ไหลพาดผ่านทวีปมู
เมื่อลองนึกวาดภาพทวีปมูตามคำพรรณาที่เขาตีความได้จากจารึกต่างๆ นับน้อนไปเป็นเวลาหลายพันกว่าปี จนสุดขอบของช่วงประวัติศาสตร์ มีทวีปอันยิ่งใหญ่ทวีปหนึ่งตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิก มันเป็นประเทศในเขตร้อนที่ "สวยงาม" ที่มี "ที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาล" หุบเขาและที่ราบถูกปกคลุมไปด้วยพืชผักเมืองร้อนที่อุดมสมบูรณ์ยิ่ง ไม่มีภูเขาแม้สักลูกที่จะทอดตัวผ่านสวรรค์บนดินผืนนี้เนื่งอจากในช่วงเวลานั้นภูเขายังไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนผืนโลก

แผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์นี้ ถูกตัดผ่านด้วยสายน้ำที่ไหลระเรื่อยเป็นลำธารและแม่น้ำหลากหลายสาย ก่อให้เกิดเส้นสายของน้ำอันคดเคี้ยวที่ให้ความสวยงามอย่างประหลาดรอบๆ เนินเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า รวมทั้งตัดผ่านทั่วทั้งที่ราบอันอุดมสมบูรณ์ พฤษชาติอันงดงามได้ปกคลุมผืนแผ่นดินแต่งแต้มสีให้กับหมู่มวลต้นไม้ ต้นปาร์ลมที่สูงสง่าแม่น้ำได้ทอดตัวออกเป็นทะเลสาบที่มี "ดอกบัว" ศักดิ์สิทธิ์นับหมืื่นนับแสนดอกรายล้อมอยู่โดยรอบ ประดับประดาผิวน้ำที่เป็นประกายดุจอัญมณีหลากสีที่ล้อมรอบผืนน้ำสีเขียวมรกต เหนือแม่น้ำที่ไหลเย็น ผีเสื้อ ปีฉูดฉาดโผผินอยู่ตามเงาของต้นไม้ ...ฯลฯ
 
ทวีปอันยิ่งใหญ่ คับคั่งไปด้วยชีวิตที่ร่าเริงและมีความสุขโดยมีมนษย์ กว่า ๖๔,๐๐๐,๐๐๐ คน เป็นผู้ปกครองสูงสุดทุกชีวิตอาศัยร่วมกันอย่างมี ความสุขบนบ้านอันยิ่งใหญ่ ที่สวยสดงดงาม "ถนนหนทางอันกว้างใหญ่และราบเรียบ ทอดยาวไปทุกทิศทางราวกับเส้นของไยแมงมุม แผ่นหินที่นำมาสร้างถนน นั้นช่างราบเรียบ และชิดติดกันจนต้นหญ้าไม่สามารถเล็ดลอดระหว่างแผ่นหินได้

ในขณะนั้นประชากรทั้ง ๖๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ประกอบไปด้วยผู้คน ๑๐ เผ่าพันธุ์ หรือ ๑๐ กลุ่ม แต่ละเผ่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่อยู่ภายใต้ การปกครองเดียวกันหลายชั่วอายุคนก่อนหน้านี้ ผู้คนได้เลือกกษัตริย์และได้ตั้งชื่อของพระองค์ โดยมีชื่อ รา เป็นชื่อหน้า จากนั้น พระองค์ได้กลายเป็นผู้นำที่มีอำนาจศักดิ์์สิทธิ์ และองค์จักรพรรดิภายใต้ชื่อ รามู และจักรวรรดิได้รับสมญานามว่า ราชอาณาจักรแห่งดวงอาทิตย์ ทุกคนในราชอาณาจักรนับถือ ศาสนาเดียวกัน ซึ่งบูชาอำนาจพระผู้เป็นเจ้าผ่านสัญลักษณ์ ต่างเชื่อในความเป็นอมตะของดวงวิญญาณที่ว่า ดวงวิญญาณจะกลับไปสู่แหล่งอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่จากมาในที่สุด


สิ่งที่ยิ่งใหญ่คือ ความเคารพนับถือต่อพระผู้เป็นเจ้าที่พวกเขามี พวกเขาไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยพระนามของพระองค์ ในบทสวดมนต์และในบทภาวนา พวกเขาจะอ้างถึงพระผุ้เป็นเจ้าโดยใช้สัญลักษณ์ รา ผู้เป็นเทพแห่่งดวงอาทิตย์ ได้เป็นคำที่ถูกใช้แทนพระองค์ในทุกโอกาส


 

รา-มู ภาพวาดจากจินตนาการ (ไม่มีบันทึกชัดเจนว่ารามูคือเพศใด)
ในฐานะ นักบวชผุ้สูงศักดิ์ รามู เป็นตัวแทนของพระผุ้เป็นเจ้าในการสอนศาสนา เป็นที่ชัดเจนและเข้าใจกันว่า รามู เป็น เพียงตัวแทน และจะไม่ได้รับการบูชาเสมือนพระผู้เป็นเจ้าในขณะนั้น

ประชากรแห่งมู มีอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรือง และทุกคน มีความรู้แจ้ง ไม่เคยมีความป่าเถื่อน ปรากฏให้เห็น เนื่องด้วยผู้คนทุกเผ่า เป็นบุตรแห่งมู และต่างก็อยู่ภายใต้อธิปไตย เดียวกันของแผ่นดินแม่ เชื้อชาติที่โดดเด่นในแผ่นดินมู เห็นจะเป็นชนชาติผิวขาว ผุ้ที่มีความงดงามเกินกว่าชนชาติใด เป็นผู้ซึ่งมีผิวพรรณสีขาวหรือสีมะกอก พร้อมด้วยดวงตากลมโตสีเข้ม และผมสีดำตรง นออกจากชนชาตินี้แล้วยังมีชนกลุ่มอื่นอีกที่มีผิวพรรณแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง น้ำตาล หรือผิวสีเข้ม อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร

พลเมืองโบราณแห่งมู นี้เป็นนักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งเดินเรือจากฝั่ง ตะวันออกสู่ฝั่งตะวันตก ของมหาสมุทร และจากทะเลเหนือสู่ทะเลใต้ นอกจากนั้นพวกเขายังเป็นสถาปนิก ผู้เชี่ยวชาญที่สร้างอารามอันยิ่งใหญ่และพระราชวังหิน พวกเขาสลักและก่อตั้งแท่งหินให้เป็นอนุสาวรีย์ในดินแดนแห่ง มู นี้ มีเมืองที่เป็นหลักสำคัญอยู่ ๗ เมือง เมืองซึ่งเป็นที่รองรับศาสนา ศาสตร์ และการเรียนรู้อื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีเมืองใหญ่และหมู่บ้านกระจายอยู่ทั่วผืนแผ่นดินทั้ง ๓ เมืองหลายแห่งถูกสร้างขึ้นบริเวณปากแม่น้ำใหญ่ที่มีอยู่หลายสาย แม่น้ำเหล่านี้เป็นแหล่งค้าขาย แลกเปลี่ยน และการพานิชย์ เนื่องจากเป็นที่มีซึ่งมาจากทุกส่วนของโลกแล่นผ่านผืนแผ่นดิน มู เป็นแหล่งกำเนิด และเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมความเจริญรุ่งเรืองของโลก รวมทั้งความรู้ต่างๆ การค้า และการพานิชย์ ประเทศอื่นๆในโลกล้วนแล้วแต่เป็นอาณานิคมของ มู
 
ตาม หลักฐานที่ปรากฏในบันทึก แผ่นจารึก และประเพณี การถือกำเนิดของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นบนดินดินแห่งมู และด้วยเหตุนี้ มู จึงมีอีกชื่อหนึ่งคือ แผ่นดินแห่งกุย(Land of Kui)* อารามหินปราศจากหลังคาที่ถูกสลักอย่างสวยงามประดับประดาเมืองทั่วไป ความไม่มีหลังคานี้ มีจุดประสงค์เพื่อให้รังสีแห่ง รา สาดส่องลงมายังศรีษะของผู้สวดภาวนาแสงที่สาดส่องนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการยอม รับ โดยพระผู้เป็นเจ้า บุคคลผู้มั่งคั่ง ประดับประดาตนด้วยเครื่องแต่งกายที่เต็มไปด้วยอัญมณีและหินสีล้ำค่า พวกเขาอาศัยอยู่ในพระราชวังอันสง่างาม ที่เต็มไปด้วยคยรับใช้มากมาย ดินแดนที่เป็นเมืองขึ้นได้เริ่มมีขึ้นทั่วทั้งผืนโลก

ในการที่เป็นผู้เดินเรือที่ ยิ่งใหญ่ เรือของพวกเขาได้บรรทุกผู้โดยสารและสินค้าจากดินแดนเมืองขึ้นต่างๆอย่างสม่ำ เสมอ พลบค่ำอันแสนเย็นสบาย เราจะพบเห็นเรือสำราญที่เต็มไปด้วยสุภาพบุรุษสุภาพสตรีที่แต่งกายด้วยเสื้อ ผ้าอันหรูหรา ประดับประดาไปด้วยอัญมณี กรรเชียงอันยาวของเรือเพิ่มจังหวะให้กับเสียงเพลงและเสียงหัวเราะอย่างมี ความสุขของผู้โดยสาร
ในขณะที่ผืนแผ่นดินอันยิ่ง ใหญ่แห่งนี้กำลังพุ่งสูงสุด เป็นศูนย์กลางของอารยธรรม ความรู้ การค้า และการพานิชย์ พร้อมด้วยวิหารหินอันยิ่งใหญ่และอนุสาวรีย์ที่ได้ถูกสร้างขึ้น การมาเยืยนของความกลัวได้ไล่ตามมาติดๆ

ขณะที่แผ่นดินสั่นสะเทือน ขึ้นลงนั้น ไฟจากเบื้องล่างได้ระเบิดขึ้น เปลวไฟลุกพุ่งสู่มวลเมฆ ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า ๔.๘ กิโลเมตร เปลวไฟได้บรรจบกับลำแสงของสายฟ้าที่มีอยู่ทั่วทั้งท้องฟ้า ควันหนาสีดำปกคลุมทั่วทั้งแผ่นดิน คลื่นลูกใหญ่ม้วนตัวสู่ชายฝั่งและขยายตัวสู่ที่ราบเสียง คำรามดังกระหึ่มจากใต้โลก ติดตามด้วยแผ่นดินไหวและภูเขาไฟที่เริ่มระเบิดจากส่วนใต้ของแผ่นดินทางชาย ฝั่งด้านใต้ มีคลื่นลูกใหญ่ม้วนตัวจากมหาสมุทรเข้ามาปกคลุมแผ่นดิน ผืนน้ำกลืนเมืองหลายเมืองให้จมดิ่งลงไป ภูเขาไฟพ่นไฟ ควัน และลาวาออกมา แต่ลาวาไม่ได้ไหลไป กลับทับถมกันจนเป็นรูปกรวย มียอดที่แหลมสูง ซึ่งกลายเป็นบริเวณส่วนหนึ่งของเกาะแถบทะเลใต้ในปัจจุบัน ในที่สุดการระเบิดก็ได้สงบลงภูเขาไฟมอดดับและอยู่ในความสงบตั้งแต่บัดนั้นมา

หลังจากการระเบิดได้สงบลง ประชากรของแผ่นดิน มู จึงค่อยๆผ่านพ้นจากความหวาดกลัว เมืองที่ปรักหักพังได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ การค้าและการพานิชย์ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง กาลเวลาได้ผ่านไปหลายรุ่น จนเหตุการณ์อันน่าหวาดกลัวนั้นได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ แผ่นดิน มู ต้องตกเป็นเหยื่ออีกครั้งหนึ่งในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ผืนดินไหว ทวีปทั้งทวีปม้วนตัวราวกับคลื่นของมหาสมุทร แผ่นดินสั่นไหวสะท้านสะเทือนราวกับใบไม้ของต้นไม้ที่อยู่ท่ามกลางพายุ วิหารและพระราชวังพังราบลงสู่พื้นดินอนุสาวรีย์และรูปปั้นคว่ำทลายลง เมืองหลายเมืองกลายเป็นกองของซากปรักหักพัง

เมือง และสิ่งมีชีวิตถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา เสียงร้องไห้ อันเจ็บปวดทรมานของผุ้คนมากมายดังไปทั่วบริเวณ พวกเขาต่างหาที่หลบภัยตามวิหารและป้อมต่าง ๆ แต่ก็ต้องพบกับเปลวไฟ และกลุ่มควัน สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีในเครื่องแต่งกายที่หรูหรา ประดับประดาด้วยอัญมณีต่างเป็นร้องเป็นเสียงเดียว "มู ช่วยชีวิตพวกเราด้วย"

ดวงอาทิตย์แสดงตัวที่ขอบฟ้า ภายใต้กลุ่มที่ปกคลุมผืนแผ่นดินดวงอาทิตย์ช่างดุราวกับลุกไฟสีแดงดวงใหญ่ที่ กำลังเผาผลาญด้วยความโกรธ เมื่อดวงอาทิตย์ได้ลับขอบผ้าไปแล้ว ความืดมิดจึงได้เข้าครอบงำ จะมีก้เพียงแต่แสงไฟที่มาจากแสงวูบวาบ ของสายฟ้า อันดัังกึกก้อง แผ่นดินผืนนี้ก็ถึงวาระที่จะจมดิ่งลงไปเรื่อย ๆ ลงไปสู่ปากทางแห่งนรกหรือถังแห่งไฟขณะที่แผ่นดินที่แหลกสลายจม ลงสู่ห้วงเหวแห่งไฟนั้น เปลวไฟได้ ลุกล้อมรอบและหุ้มห่อแผ่นดินไว้ เปลวไฟกำลังทวงสิทธิ์กับเหยื่อของมัน ซึ่งก็คือ ดินแดนมู และประชากรของเธอกว่า ๖๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับไฟนี้

ขณะที่มู จม ลงสุ่อ่าวแห่งไฟนั้น พลังอำนาจ อีกอย่างหนึ่งก็ได้เข้ามาซ้ำเติม นั่นก็คือ ผืนน้ำกว่า ๘๐,๐๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ซึ่งเข้าถาโถมไปทั่วบริเวณ น้ำและไฟพบกันตรงบริเวณที่เคยเป็นศูนย์กลางของแผ่นดิน และที่ตรงนั้นเองที่เกิดการเดือนพล่าน

มู ดินแดนมาตุภูมิ ของมนุษยชาติ ด้วยเมืองทั้งหลายที่น่าภาคภูมิใจ พร้อมด้วยวิหาร พระราชวัง ศาสตร์ และศิลป์ของเธอได้กลายเป็นภาพความฝันในอดีต ผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ทำหน้าที่ดังผ้าผืนใหญ่ ที่ห่อหุ้มดินแดน ไว้เบื้องล่าง ความหายนะของทวีปครั้งนี้ เป็นก้าวแรกของการเสื่อมสลาย ของอารยธรรม อันยิ่งใหญ่อารยธรรมแรกของโลก เป็นเวลาเกือบ ๑๓,๐๐๐ ปี ที่ความเสื่อมสลายของมูได้แผ่อำนาจปกคลุมพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของโลก

แม้ว่าในบางส่วนจะดีขึ้น ก็ยังมีอีกหลายส่วนที่ยังคงได้รับผลกระทบอยู่ เมื่อทวีปได้แตกแยก ขาดสะบั้น และจมลง สันและยอดของแผ่นบางส่วนยังคงเหลืออยู่ให้เห็นเหนือผืนน้ำ นั่นทำให้เกิดเกาะและหมุ่เกาะทั้งหลายแตกแยก และมีลักษณะขรุขระเป็นเหลี่ยมแหลม เนื่องจากพลังภูเขาไฟ ที่ได้เกิดขึ้นภายใต้หมู่เกาะเหล่านั้น หมู่เกาะเหล่านี้ได้รองรับ มนุษยชาติ ที่หลบพนีจากดินแดนที่จมลงสู่พื้นน้ำ ดินแดนซึ่งพวกเขาเป็นเจ้าของ หรือดินแดนที่เป็นมาตุภูมิ ซึ่งได้กลายเป็นส่วนประกอบของผืนน้ำ ที่พลุงพล่านอยู่รอบ ๆ เกาะ

หลังจากที่ได้กลืนผืนดินอัน เป็นมาตุภูมิ ของมนุษยชาติ แล้วนั้น ผืนอันกว้างใหญ่ได้สงบนิ่ง ราวกับว่าพึงพอใจในผลงานอันร้ายกาจของตนและผืนน้ำที่ว่านี้ก็คือ มหาสุมทรปาซิฟิก ซึ่งมีความหมายถึง ความสงบบนเกาะเหล่านี้ประชากรของมู ที่รอดชีวิตได้มารวมตัวกัน รอคอย ให้เหตุการณ์แผ่นดินไหวอันเลวร้ายบรรเท่าลง พวกเขาเห็นวิหารและพระราชวัง เรือ และถนนของพวกเขาพังทลายลง และถูกกลืนกินโดยผืนมหาสมุทร ประชากรเกือบทั้งหมดถูกดูดกลืนไปกับความหายนะครั้งนี้ ประชากรจำนวนน้อยของมู ที่เหลือรอดชีวิต พบว่าพวกเขาอยู่ในสถานะที่สิ้นเนื้อประดาตัว และหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง

 

 
 
 
 
รูปสลักส่วนคอพญานาคที่ ปราสาทพนมรุ้ง อาจหมายถึงสัญญลักษณ์ของดินแดนแห่ง "มู"
 
รูปสลักกลางรอยพระพุทธบาท "เขาศาลา อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ วงกลมแล้วแทนสัญญลักษณ์ ดวงอาทิตย์ แผ่รัศมีออกไป ๗ วงล้อมอันหมายถึงจำนวนเมืองขึ้น และอาณาจักรที่เป็นเมืองขึ้น และรอบเศียร พยานาค(งููใหญ่) แต่หลายคนบอกว่าเป็นกลีบบัว นี่ก็อาจหมายถึงอาณาจักร "มู" เช่นกัน
 
ผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะเป็นภาพหัวงูใหญ่ซึ่งหมายถึงพญานาค ยามความเชื่อชาวกัมพูชา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

        

2012 My-Mu.com Research Update 
http://www.youtube.com/user/jchurchward?feature=watch http://youtu.be/zIu2rA0yd9s
 
 
 
 
 
 
 
 
 
underwater city found
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ความฝันในหอแดง :  红楼梦 : The Dream of the Red Chamber
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Lemuria - The Hidden History of Mankind's Motherland - pt 1 of 21

Lemuria - The Hidden History of Mankind's Motherland
อาณาจักร MU หรือ Lemuria นครอันธาน สารคดี21 ตอน
21   
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

                     

Earth's Lost History Part 1 The Beginning

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ความฝันในหอแดง :  红楼梦 : The Dream of the Red Chamber
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ความฝันในหอแดง :  红楼梦 : The Dream of the Red Chamber
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ความคิดเห็น

  1. 1
    Coach Factory
    Coach Factory factoryoutlet@hotmail.com 24/09/2012 13:34

    With the great diversity of styles, patterns and sizes available nowadays, finding the right pieces to highlight your personality is quite important. Coach Outlet offers exactly what you want.Cheap Coach Purses are of high quality and aesthetic design. Yes, brand Coach Outlet Online name handbags are extremely attractive;However,the highest care is taken that every Coach Outlet Store Carriage Bags is both aesthetically beautiful and functional.
    Several days ago, my friends recommended Coach Factory online to me, which provides women with cheaper Coach goods, better service and faster delivery.Coach Factory Outlet offers you the modern and very comfortable coach bags. Since many women often do not know things and are daily buses to challenge their handbags handbag, also comprehensive.Many people like to go to Coach Factory Online, Some people like to designers and shiny metal or leather coach shoulder bags. However, the majority of women choose to safe the neuter color coach shoulder bags.

  2. 2
    Coach Outlet Store
    Coach Outlet Store vcfd@126.com 08/10/2012 16:42

    At that range, the


    Coach Outlet Store


    missile range would include


    Coach Factory Online


    North Korea's northern peninsula. Under the amended


    Coach Factory Outlet


    pact, South Korea also can


    Coach Outlet Store Online


    increase its current restricted payload of 500 kilograms (1,100 pounds), depending on the range of the missile. The plan allows for three times the current payload for ballistic missiles with a range of 300 kilometers. South Korea first


    Coach Outlet Store Online


    agreed in 1972 to limit its missile range to 180 kilometers (112 miles) in exchange for


    Coach Factory Outlet


    access to U.S. missile technology. A bilateral


    Coach Outlet Store Online


    agreement between the two countries was signed in 1979, though the guidelines were revised in 2001 to allow for a range of 300 kilometers. The two Koreas


    Coach Wallet Outlet


    signed an armistice that ended the 1950-1953 Korean war, though a peace treaty was never signed. Technically, the two countries remain in a state of war

  3. 3
    dsquared outlet
    dsquared outlet 1111111111@qq.com 03/12/2012 16:05

    http://www.burberryschalsoutlet.de burberry outlet http://www.chanelbags-hot.eu chanel bag http://www.belstaffjacket.eu belstaff jacket http://www.dsquared2shoes.eu dsquared jeans http://www.belstaffjacken-outlet.de belstaff outlet online

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

 
หน้าแรก เว็บบอร์ด
By Visit Surin Thailand “Land of Elephants” .  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view