http://www.visitsurin.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
Home News World Newspaper Visit Surin Article Eastern PhilosopHy Conspiracy 100ปีวิถีชีวิตชาวจีนเมืองซู้ลิ้ง History Webboard
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
 

รถคอกหมู–โตโยเปด ๓

รถคอกหมู–โตโยเปด ๓

 
 
วิถีชีวิตชุมชนชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง
รถคอกหมู – โตโยเปด
ความใฝ่ฝันดิ้นรนที่จะหารายได้มาจุนเจือให้พอกับการเลี้ยงครอบครัว ที่ใหญ่ขึ้นทุกวัน แม้รายได้แทบจะไม่พอกินพอใช้ แต่คำพังเพยเรื่องข้าวสารกรอกหม้อ” “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจงอย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน” (สมัยนั้นจะมีคนเอามาแผลงตลกๆ ว่า “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท ไปตลาดฟาดขนมให้หมดสิ้น) ที่คุณครูเคยสอนที่โรงเรียนยังฝังลึกอยู่ในลมหายใจและความคิดของท่าน
 
ท่านใช้งาน แปลทั้งบทความ แปลได้มากกว่า 40ภาษา..

 
(วิถีชีวิตชุมชนชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง)
ตอน
.
รถคอกหมู – โตโยเปด
ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๑ – ๒๕๑๐
 
 
ปรีชา วรเศรษฐสิน
๒ ธันวาคม ๒๕๔๖
 
           
ในระหว่างปีพ.ศ.๒๔๙๐ หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงได้ 3 ปี (พ.ศ.๒๔๘๘) การค้าขายในเมืองสุรินทร์เริ่มคึกคักมากขึ้น เนื่องจากทางรถไฟได้ขยายตัวมาถึงจังหวัดสุรินทร์ ได้ระยะเวลาหนึ่ง การขนส่งสินค้าโดยรถไฟได้เปิดประตูการค้าของจังหวัดสุรินทร์ ออกไปยังต่างจังหวัด โดยเฉพาะเมืองบางกอกซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ มีความต้องการสินค้าพื้นเมืองเป็นจำนวนมาก การกลับมา “เชียโหล่วเฮี้ยโป้ย” อีกครั้งทำให้วิถีชีวิตของคุณยายเฮียง แซ่ตั้ง ได้พลิกผันอีกครั้งหนึ่ง  
 
คุณยายเฮียงเล่าว่าระหว่าง พ.ศ.๒๔๙๑ ครอบครัวท่านได้ย้ายจากศีขรภูมิ กลับเข้ามาอยู่ในเมืองอีกครั้งด้วยเงินติดกระเป๋าเพียง ๒๐ บาท การกลับมาครั้งนี้ของท่านแตกต่างจาก ๒ ครั้งที่ผ่านมามาก เพราะท่านมีครอบครัว มีลูก มีภาระความรับผิดชอบต้องพึ่งตนเอง การต่อสู้ดิ้นรนชีวิตก็ทุกข์ยากลำบากยากจนมาก 
         
สามีของท่านเรียนหนังสือไม่จบชั้นประถมปีที่๒อย่างงูๆปลาๆ ภาษาจีนก็ไม่ได้เรียน เงินทุนก็ไม่มี จึงจำเป็นต้องไปสมัครทำงานเป็นกรรมกรรับจ้างที่โรงรับซื้อหมู และฆ่าหมู ชื่อโรงหมูสามัคคี ส่วนตัวท่านก็ทำขนมที่เคยช่วยคุณแม่ของท่านทำขายมาก่อน ได้แก่ ขนมกันเตรือม ขนมดอกบัว นางเร็ด ขนมโกร๊ย(มะนาว)ท่านบอกว่าขายดีมาก แต่ไม่มีแรงจะทำเพราะตัวคนเดียวเหนื่อยมาก
 
ระหว่าง พ.ศ.๒๔๙๑-๙๙ ท่านมีลูกชายหญิงรวมกัน ๕ คน ชีวิตลำบากยากเข็ญมาก คำว่าหาเช้ากินค่ำคนสมัยนี้อาจจะเข้าใจได้ไม่ลึกซึ้งนัก ยายผ่านเหตุการณ์นี้มา มันผสมกลมกลืนรวมเอาความยากลำบากทั้งหมดทั้งปวง ความขยัน ความอดทน การต่อสู้ริ้นรน และภาระความรับผิด ฯลฯ มาไว้ในคำๆนี้ ในวิถีชีวิตของครอบครัวคนยากจน
 
ความใฝ่ฝันดิ้นรนที่จะหารายได้มาจุนเจือให้พอกับการเลี้ยงครอบครัว ที่ใหญ่ขึ้นทุกวัน แม้รายได้แทบจะไม่พอกินพอใช้ แต่คำพังเพยเรื่อง ข้าวสารกรอกหม้อ” “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาทอย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจงอย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน” (สมัยนั้นจะมีคนเอามาแผลงตลกๆ ว่ามีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท ไปตลาดฟาดขนมให้หมดสิ้น) ที่คุณครูเคยสอนที่โรงเรียนยังฝังลึกอยู่ในลมหายใจและความคิดของท่าน
 
ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๐๐-๒๕๑๐ หลังจากที่ท่านและสามีช่วยกันทำมากินเลี้ยงครอบครัว เก็บเล็กผสมน้อยในที่สุด ก็มีทุนซื้ออุปกรณ์ หม้อลวกก๋วยเตี๋ยว ท่านก็สามารถเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ลาบ ก้อย ต้มยำ ฯลฯ ได้สำเร็จ        
ช่วงเวลานี้ท่านมีลูกมากถึง ๘ คน แม้ว่าจะสามารถมีกิจการค้าที่ก้าวหน้าขึ้น แต่ความทุกข์ยากลำบากกลับดูเหมือนว่าจะทับถมทวีคูณเพราะสามีของท่าน ยังคงต้องทำงานประจำอยู่ที่โรงฆ่าหมู ตัวท่านคนเดียวต้องแบกรับภาระในการจัดเตรียมวัตถุดิบทำอาหารขาย ดูแลลูกๆ ทั้งที่โตเข้าโรงเรียนแล้วและทั้งลูกเล็กลูกแดง สาละวนวุ่นวายทั้งวัน
 
การดูแลลูกๆ หลังจากจัดหาอาหารเช้าให้ลูกๆกินแล้วต่างคนก็ต่างไป โตหน่อยก็ไปโรงเรียน เล็กลงมาก็ไปวิ่งเล่นละแวกบ้าน ลูกเล็กลูกแดง ก็ปล่อยคลาน ผูกเปลเล่นอยู่ในบ้าน(เป็นพื้นดิน) ท่านเองไม่มีเวลาที่จะไปดูแลลูกๆ เพราะจะมีลูกค้าเข้ามาทานอาหารทั้งวัน แม้ท่านจะอาศัยจิตใจที่ต่อสู้ มานะอดทนเพียงไร ธรรมชาติร่างกายก็ไม่อาจต้านทานไหว ในที่สุดสามีของท่านก็ต้องตัดสินใจลาออกจากงานมาช่วยกันทำมาหากิน
 
ท่านเล่าต่อว่า ระหว่างนั้นความเจริญเริ่มทะลักเข้าเมืองสุรินทร์รถยนต์เริ่มเข้ามามีบทมากขึ้น การสื่อสารคมนาคมเริ่มดีขึ้น ถนนหนทางถูกพัฒนาให้เป็นถนนลูกรัง ไฟฟ้า โทรศัพท์ โทรเลข ธนาคาร ฯลฯ เริ่มเข้ามามีบทบาททางการค้า พ่อค้าวานิชแถบฟากทางรถไฟ เริ่มมีฐานะดีร่ำรวยจากการสะสมทุนมากขึ้น มีการปลูกบ้านหลังใหม่เพิ่มขึ้น เป็นบ้านไม้สองชั้น (บ้านมีเหล่าเต้ง) ประตูจากที่เคยเป็นแผ่นกระดานไม้ขนาดหน้า ๑x๖ นิ้วสอดเรียงบนรางประตู ก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นประตูพับที่ใช้บานพับ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังใช้แผ่นกระดานไม้สอดเรียงบนรางประตู  หลายบ้านเริ่มมีรถยนต์ไว้ใช้สำหรับขนส่งติดต่อซื้อขาย ระหว่างในเมืองกับชนบท
 
ปี ๒๕๐๔ รัฐบาลสมัย จอมพล สฤษดิ์ธนะรัชติ์ กำหนดโครงการตัดถนนสาย โชคชัย-เดชอุดม และมีการนำพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ปอกระเจา เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก อย่างแพร่หลายในเขตภาคอีสาน ถนนลูกรังสายใหม่ โชคชัย-เดชอุดม ได้ทะลายกำแพงการคมนาคมทางรถยนต์เขตอีสานใต้พังทลายลง เปิดประตูอีสานใต้สู่..กรุงเทพโดยเส้นทางรถยนต์ ทำให้เศรษฐกิจอีสานใต้ขยายตัวครั้งใหญ่ (แต่เดิมหากซื้อรถยนต์จาก กรุงเทพ บริษัทจำหน่ายรถยนต์ จะนำรถยนต์มาส่งจังหวัดสุรินทร์ จะต้องขับผ่าน โคราช – บ้านไผ่-สารคาม-ร้อยเอ็ด-สุวรรณภูมิ ผ่านทุ่งกุลา ตามเส้นทางเกวียน กว่าจะถึงสุรินทร์ต้องกินเวลาหลายวัน)
 
 
 
**ในปี ๒๕๐๐ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐ ฯ ภายหลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นสู่อำนาจได้ดำเนินแนวนโยบายเศรษฐกิจสมัยใหม่ตามแบบที่สหรัฐ ฯ เสนอแนะ ในรูปของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่๑ ในปี ๒๕๐๔ เป็นต้นมา
**ธนาคารโลกให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาทางเศรษฐกิจตามทฤษฏีทันสมัย โดยให้เงินกู้ในโครงการลงทุนขั้นพื้นฐานได้แก่ โครงการพัฒนาการผลิตภาคเกษตรกรรมในรูปแบบการผลิตเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตลาดโลก โครงการคมนาคมขนส่ง โดยการตัดถนนและขยายกิจการรถไฟ สร้างท่าเรือน้ำลึก และโครงการจัดหาพลังงานไฟฟ้า เช่น การสร้างโรงไฟฟ้าและเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นต้น
 
การค้าแถบฟากทางรถไฟ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านค้ารับซื้อของป่า หลังจากที่การคมนาคมสะดวกขึ้น ถนนลูกรังฝุ่นแดงถูกก่อสร้างทับ บนทางเกวียนฝุ่นขาวดินทราย รถยนต์ขนส่งโดยสารมีมากขึ้น การขนส่งสินค้าโดยเกวียน กำลังกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยกงล้อประวัติศาสตร์ค่อยๆ บดกลืนทางรอยกงล้อเกวียนหายไป ประชากรที่เพิ่มมากขึ้น การแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าระหว่างเมือง กับ ชนบท เป็นไปอย่างคึกคัก วิถีการดำเนินชีวิตสังคมในชนบทเริ่มพึ่งพา สังคมเมืองมากขึ้น ทรัพยากรจากชนบทเริ่มถูกนำมาใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายกับสังคมเมืองมากขึ้น การสื่อสารข้อมูลรวดเร็ว พ่อค้าวานิชรายใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น การแข่งขันก็ตามมา พ่อค้าวานิชรายเดิมที่ไม่มีการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ทันต่อสถานการณ์ กงล้อประวัติศาสตร์ก็จะบดทับสาบสูญไปจากเวทีของการแข่งขันทางการค้า ดังนั้นการตื่นตัว การปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง ที่มีอยู่ตลอดเวลาตราบที่โลกยังคงหมุน “ลมหายใจแห่งวิถีชีวิต การค้าวานิช” จะไม่ยินยอมเปิดโอกาสให้พ่อค้าวานิชรายใดที่หยุดนิ่งไม่ปรับตัวยืนอยู่บน เส้นทางการแข่งขันอย่างเด็ดขาด
             
เอ้ก.อิ๊.เอ้ก.เอ้ก..เสียงไก่ขันบอกเวลาอรุณรุ่งวันใหม่ ท่านกลางแสงขมุกขมัว อากาศเย็นสบายๆยามเช้า พ่อค้าวานิชต่างกระวีกระวาดตื่นขึ้น มาเตรียมความพร้อมในการค้าขายวันใหม่ เปิดประตูร้าน นำสิ่งของที่เก็บเข้าร้านจากค่ำคืนเมื่อวานจัดวางให้เข้าที่เข้าทาง รถเข็น รถจักรยาน สามล้อบรรทุก ต่างถูกเข็นออกมาหน้าร้าน ปัดกวาด เช็ดถู ฝุ่นดินในร้าน หน้าร้านให้สะอาด ตักน้ำสาดรดถนนหน้าร้าน เพื่อป้องกันฝุ่นถนนดินแดงจากการแล่นผ่านไปมาของรถยนต์ และลมพัดพาปลิวเข้าร้าน ฯลฯ 
             
รถคอกหมู แปดโมงเช้ารถขนส่งโดยสารจากบ้านนอก เริ่มทยอยเข้าถึงเมือง ลักษณะรถคอกหมู หัวรถจะยาวประมาณ ๑.๕-๒ เมตร ที่นั่งคนขับกว้างประมาณ ๑ เมตร ทำด้วยไม้ ไม่มีประตู ทั้งสองด้าน มีกระจกหน้า ที่เหยียบขึ้นนั่ง หลังคายื่นไปข้างหน้าตลอดไปจนถึงท้ายกระบะรถยนต์ ด้านหลังคนขับจะเป็นที่นั่งผู้โดยสารอยู่ด้านข้างกระบะรถ ๒ ด้านซ้าย-ขวา ตลอดไปจนถึงท้ายกระบะ พื้นกระบะจะทำด้วยไม้ และต่อกระบะข้างขึ้นไปถึงหลังคา ด้านท้ายกระบะมีบันไดให้ผู้โดยสารเหยียบขึ้น-ลง คนขับรถเรียกโดยทั่วไปว่า โชว์เฟอร์ เด็กรถเรียกว่า “แอ๊ดรถ” พนักงานเก็บเงินส่วนใหญ่เป็นเจ้าของรถ รถยนต์โดยสารที่เข้าเมืองจะให้บริการผู้โดยสาร ทั้งผู้โดยสาร และขนส่งสินค้าของป่านานาชนิดเข้ามาขาย ในเมือง เช่น ข้างเปลือก นุ่น คลั่ง ชัน เส้นไหม ผ้าไหม ข้าวตาก หมู ไก่ ไข่เป็ด หนังวัว-ควาย   หอยทราย ปลา ฯลฯ และให้บริการขนส่งสินค้าเครื่องใช้ต่างๆ มากมาย จากในเมืองกลับไปชนบท 
 
    
สภาพการซื้อ-ขายของป่า แถบฟากทางรถไฟ เริ่มจากสะพานข้ามคลองริมทางรถไฟ ตั้งแต่กิโลศูนย์ (สายท่าตูม) ไปประมาณ ๑๐๐ เมตร จะเต็มไปด้วยร้านรับซื้อ-ขาย ยุ้งเก็บตุนสินค้าของป่า มีร้านค้าใหญ่-ยุ้ง รับซื้อเส้นไหม-หนังวัว-ควาย-ข้าว-นุ่น อู่ซ่อมรถยนต์ ยุ้งข้าว โรงฟักลูกเป็ด โรงรับซื้อหมู โรงฆ่าหมู โรงรับซื้อ-ขาย เป็ดไก่ ไข่เป็ด ปอ นุ่น เส้นไหม ฯลฯ ดังนั้น เกวียน(ยังพอมีให้เห็น) รถโดยสาร สายท่าตูม จะเข้ามาจอดเพื่อลงขายสินค้า ในบริเวณนี้ทั้งหมด 
 
             การต่อสู้ชิงชัยแข่งขันทางการค้า รถโดยสารจะบรรทุกผู้โดยสาร ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นพ่อค้าแม่ค้าจากบ้านนอก นำสินค้าซื้อจากบ้านนอกเข้ามาขายในเมือง และซื้อสินค้าจากในเมืองกลับไปขายในหมู่บ้าน ดังนั้นรถโดยสารจึงอัดแน่นไปด้วยผู้โดยสาร และสินค้าของป่า ทั้งภายในกระบะคอกหมูที่นั่งผู้โดยสาร และหลังคารถ ขณะที่รถแต่ละคันชะลอความเร็วลงเหลือระดับความเร็ว ๒๐-๓๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อจอดลงสินค้า เฒ่าแก่แต่ละร้านค้า จะให้น้องหรือลูกๆ เฒ่าแก่ คุมลูกน้องของตน เพื่อแย่งกันจับจองสินค้าของป่าที่มากับรถโดยสาร ลูกน้องจากร้านค้าต่างๆ สิบกว่าคนจะออกวิ่งไล่ตามรถโดยสารท่ามกลางฝุ่นดินแดงลูกรังม้วนตลบคลุ้งเบียดเสียดกัน เพื่อหาจังหวะกระโดดเกาะคอกหมูปีนไต่ขึ้นไปบนหลังคา (สมัยเป็นเด็กผู้เขียนเคยมีประสบการณ์นี้อยู่หลายปี ขณะที่มือพวกเขาแตะที่คอกหมูรถยนต์ ชั่วพริบตาจะไต่ตัวลอยไปอยู่บนหลังคารถแล้ว)   อีกส่วนหนึ่งก็จะกระโดดเกาะท้ายรถเพื่อเข้าไปในตัวรถ 
 
เมื่อพวกเขาอยู่บนหลังคารถ ก็แย่งกันจับจองสินค้า ส่วนผู้ที่เข้าด้านท้ายรถ ก็จะต้องเบียดเสียด(มุด)กับผู้โดยสาร เข้าจับจองสินค้าที่ผู้โดยสารนั่งทับอยู่ตอนกลางลำรถ และใต้ที่นั่ง กติกาที่ไม่ได้ตกลงกัน ก็คือว่าใครจับสินค้าใดได้ก่อน ก็มีสิทธิ์ที่จะนำสินค้าไปซื้อที่ร้านตน (ยกเว้นแต่ลูกค้าไม่ยอมขายให้) กติกาก็คือกติกา แต่พวกที่ไม่เคารพกติกาก็มี คือผู้อื่นจับจองได้ก่อนแต่ตนได้ทีหลังก็จะแย่งเอา ทำให้เกิดการยื้อแย่งดึงไปดึงมา เสนอตัดราคาสินค้ากันอย่างหน้าสิ่วหน้าขวาน   จึงเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันทุกวัน ถึงขั้นชกต่อยตีกันก็มีให้เห็นเป็นประจำ ใครอ่อนแอก็จะหมดโอกาสได้แข่งขันชิงชัยค้าขาย
 
ด้านการแข่งขันขายสินค้าจากเมือง (โชวห่วยและอื่นๆ) ถนนหนทางที่เจริญขึ้นเปลี่ยนจากถนนฝุ่นดินทราย(สีขาว) ที่เป็นทางเกวียน ได้รับการพัฒนาให้เป็นถนนฝุ่นดินลูกรัง(สีแดง) รถโดยสารคอกหมูก็เริ่มมีวิ่งบริการรับขนส่งผู้โดยสารและสินค้า ระหว่างสุรินทร์จอมพระและขยายเส้นทางออกไปไกล ถึงอำเภอรัตนบุรี การคมนาคม สะดวกมากขึ้นการแข่งขันทางการค้าก็เริ่มมีมากขึ้น จากอดีตพ่อค้าจะขายสินค้าอยู่ที่ร้าน ลูกค้าต้องเข้ามาซื้อของที่ร้านเนื่องจากมีคู่แข่งไม่มาก หลังจากที่การคมนาคมได้เปลี่ยนไป พ่อค้าจะต้องออกไปตามอำเภอต่างๆ เพื่อเสนอขายสินค้า ร้านใดที่ไม่ออกไปขายก็จะเสียเปรียบการค้าถดถอย
 
การเดินทางไปขายสินค้าที่อำเภอรัตนบุรี ผู้อาวุโสท่านหนึ่งร้านท่านจำหน่ายอะไหล่รถยนต์เป็นหลัก แต่ก็มีสินค้าอื่นๆ ประกอบด้วย ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ท่านเดินทางไปขายของที่ อำเภอรัตนบุรี จะต้องออกเดินทางตั้งแต่ ๐๘.๐๐ น.ไปนั่งรถโดยสารที่คิวรถอั่งฉ่าเตี้ย (ไม้หมอนรางรถไฟ อยู่ริมทางรถไฟ ) สายจอมพระ รถโดยสารสมัยนั้นจะมีอยู่ ๒ แบบ เป็นรถคอกหมู และรถบัส พ่อค้าส่วนใหญ่จะเลือกนั่งโดยสารไปกับรถบัส เพราะจะดูภูมิฐานน่าเชื่อถือ และสะดวกสบายรวดเร็ว กว่านั่งรถคอกหมู แต่ค่าโดยสารจะแพง กว่าโดยสารรถคอกหมู รถออกจากสุรินทร์ เวลาประมาณ ๐๘.๐๐ น.
 
ระหว่างเส้นทาง รถโดยสารจะจอดแวะรับผู้โดยสารไปตลอดทาง กว่าจะถึงอำเภอรัตนบุรีเวลาก็ล่วงเลยถึงประมาณ ๑๔.๐๐-๑๕.๐๐ นาฬิกา รวมเวลาเดินทางรวมประมาณ ๖-๗ ชั่วโมง เมื่อถึงรัตนบุรีผู้โดยสารทุกคนลงจากรถบัสในสภาพที่ ผมเผ้า เสื้อผ้า เปื้อนฝุ่นดินลูกรังแดงไปทั้งตัว ต้องปัดฝุ่นกันจ้าละหวั่น ก่อนแยกย้ายกันไป ตัวท่านเองก็จะไปที่ร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอรัตนะบุรี มีสินค้าจำหน่ายทุกชนิด หลังจากเสนอขายสินค้า เก็บเงิน เรียบร้อยแล้ว ทางร้านค้า ก็จะมีห้องพักและเลี้ยงอาหารฟรี !! : ท่านเล่าต่อว่า “ นี่เป็นกลยุทธหนึ่ง ที่ใช้กันในยุคนั้น เป็นการสร้างความสนิทสนมกับผู้แทนจำหน่ายจากในเมือง จะได้ขายสินค้าให้เฉพาะร้านตนแต่ผู้เดียว หรือหากจะขายร้านอื่นก็ให้ขายในราคาที่แพงกว่าร้านตน” วันรุ่งขึ้นก็เตรียมตัวกลับสุรินทร์ บอกลาลูกค้าแล้ว ก็ไปที่คิวรถ เพื่อเดินทางกลับ ถึงสุรินทร์เวลาประมาณ บ่าย ๒-๓ โมงเย็น
 
ขี่ช้าง นั่งเรือ ไปขายของที่อำเภอสตึกผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่ง ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ในปีพ.ศ.๒๕๐๕ “สมัยนั้นท่านทำงานเป็นหลงจู้ (แปลว่าผู้จัดการ แต่บางร้านใช้เรียกพนักงานขาย)ให้กับร้านขายยา ร้านใหญ่(ตั่วล่ง)แห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ ท่านเล่าว่า พนักงานขายที่จะไปขายสินค้าหรือส่งสินค้า ทั้งขายยา โชวห่วยและอื่นๆ ที่อำเภอสตึก พนักงานขายจะต้องเตรียม ถุงใส่เงิน ถุงเก็บเงินเป็นสายรัดพันรอบเอว กางเกงที่มีกระเป๋าลับรอบกางเกง สำหรับเก็บซ่อนเงิน สมุดจดรายการสินค้า ใบส่งของ บัญชีเพื่อเก็บเงินลูกค้า กระเป๋าเดินทาง 
 
จากนั้นก็ไปขึ้นรถโดยสาร ที่คิวรถอั้งฉ่าเตี้ย (อยู่ทิศใต้ทางรถไฟด้าน กิโลศูนย์ถนนสาย สุรินทร์-ท่าตูม)เพื่อเดินทางไปอำเภอท่าตูม รถออกจากสุรินทร์ เวลาประมาณ ๐๖.๐๐ น.ค่าโดยสารคนละ ๖ บาท ตลอดสองข้างทางยังมีสภาพของป่าไม้ทึบอยู่มาก ไม่ค่อยมีบ้านเรือนหมู่บ้าน ถึงอำเภอท่าตูมเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. เมื่อถึงท่าตูม หลังจากทานอาหารเที่ยงแล้ว ก็ออกไปขายสินค้ากับร้านค้าที่มีอยู่ไม่กี่ร้าน ท่านต้องพักแรมที่อำเภอท่าตูม ๑ คืน
 
วันรุ่งขึ้นเวลา ๐๖.๐๐ น.ท่านก็จะต้องจัดเตรียมขนย้ายยาซึ่งมีประมาณ ๑๐-๑๕ ลัง ไปที่ท่าเรืออำเภอท่าตูมเพื่อส่งขึ้นเรือ เรือขนส่งโดยสาร เป็นเรือที่ดัดแปลงเอาเครื่องรถยนต์ขับใบพัดเรือ ขนาดความกว้างประมาณ ๒.๕๐ เมตร ยาวประมาณ ๖-๗ เมตร มีที่นั่งอยู่สองข้างกาบเรือ และหลังคาทำด้วยไม้มุงสังกะสี เมื่อผู้โดยสารและสินค้าขึ้นเต็มลำเรือแล้ว เจ้าของเรือจะเก็บค่าโดยสารคนละ ๒๕ บาทค่าสินค้าจะแยกเก็บ เวลาประมาณ ๐๘.๐๐ น.
 
เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง ท้ายเรือสายน้ำแตกกระจายจากใบพัดเรือ พาลำเรือค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากท่า แหวกสายลำแม่น้ำมูล ลัดเลาะทวนกระแสน้ำที่ไหลมาอย่างเอื่อยๆ ผ่านแนวป่าสองฝั่งแม่น้ำมูล มุ่งสู่..อำเภอสตึก อากาศร้อนผ่าวๆ ผ่านหลังคาสังกะสี แต่โชคดีมีลมบ้างจากการเคลื่อนตัวของเรือ และสายลมจากธรรมชาติที่พัดมาเป็นระยะ ทำให้ตัวท่านงีบหลับอย่างสบายๆ ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์
 
ท่านรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อเสียงเร่งเครื่องยนต์ดังขึ้น เพื่อเบรคตัวเข้าเทียบท่าเรืออำเภอสตึก เหลือบดูนาฬิกาข้อมือบอกเวลา ๑๕.๓๐ น. เมื่อเรือสงบนิ่งอยู่ที่ท่า ผู้โดยสารต่างกระวีกระวาด ขนข้าวของสัมภาระขึ้นจากลำเรือ บนฝั่งจะมีชาวบ้านนำเกวียนมารับจ้างขนสินค้าเพื่อไปส่งยังร้านลูกค้า ซึ่งมีอยู่เพียงร้านเดียว เมื่อส่งมอบสินค้า เก็บเงิน รับรายการสั่งซื้อเรียบร้อย ท่านก็เข้าพักแรมเป็นคืนที่ ๒ โดยเสียค่าที่พักโรงแรม ๑๕ บาท
 
เช้าวันที่สาม ท่านต้องเดินทางกลับสุรินทร์ การเดินทางกลับ จะจ้างช้างให้ไปส่งที่สถานีรถไฟจังหวัดบุรีรัมย์ โดยจ่ายให้ควานช้าง ๒๕ บาท เมื่อตกลงค่าจ้างกันเรียบร้อยแล้ว เวลาประมาณ ๐๘.๐๐ น. การเดินทางโดยช้างก็เริ่มขึ้นลัดเลาะไปตามทางเกวียน ผ่านป่าทึบตลอดเส้นทาง ถึงสถานีรถไฟบุรีรัมย์เวลาประมาณ๑๕.๐๐-๑๖.๐๐ น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๗-๘ ชั่วโมง นั่งรอรถไฟที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ถึงเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น.ขบวนรถไฟจากโคราช เข้าเทียบชานชาลาสถานรถไฟบุรีรัมย์ ท่านก็ขึ้นรถไฟเพื่อกลับสุรินทร์ ถึงสถานีรถไฟสุรินทร์เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. รวมระยะเวลาที่ไปขายและส่งสินค้าที่ อำเภอสตึกต้องใช้เวลามากถึง ๓ วัน ต่อ หนึ่งรอบการทำงาน
 
ขณะที่กระแสการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจการเมืองโลก การพัฒนา ทางด้านการสื่อสารคมนาคม ได้ส่งผลกระทบต่อรูปแบบธุรกิจ และการแข่งขันทางการค้า นักธุรกิจจะต้องมีการปรับเลี่ยนรูปแบบธุรกิจของตน ใช้สอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลง ปลายยุค รถคอกหมู – โตโยเปด สินค้าอุตสาหกรรมจากญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาสร้างผลสะเทือนอย่างรุนแรง สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดสินค้าจากตะวันตกในเมืองไทย เนื่องจากมีราคาที่ต่ำกว่าสินค้าจากตะวันตกมาก ขณะที่พ่อค้าของป่า เริ่มหันไปทำธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น โรงงานปอลัง โรงงานอัดปอ โรงงานนุ่น การเพิ่มขึ้นของโรงสีไฟ ฯลฯ
 
การขนส่งสินค้าเข้ากรุงเทพฯ โดยทางรถยนต์เริ่มมีบทบาทลดความสำคัญการขนส่งสินค้าทางรถไฟมากขึ้น จากเดิมใช้เส้นทางการขนส่งทางรถยนต์ ที่ผ่านร้อยเอ็ดบ้านไผ่ โคราช กรุงเทพฯ เมื่อถนนสายโชคชัย-เดชอุดม มีการก่อสร้าง รถยนต์ขนส่งสินค้าได้เปลี่ยนมาใช้เส้นทางรถยนต์สายใหม่ (ยังเป็นถนนลูกรัง ) ผ่านอำเภอปราสาทประโคนชัย โชคชัย โคราชกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ย่นระยะทางได้เป็นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับเส้นทางสายร้อยเอ็ด การขนส่งสัตว์ทางรถไฟที่ไม่แน่นอนบางครั้งตกค้างเป็นวัน ทำให้สัตว์ตายเป็นจำนวนมากกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย เมื่อการขนส่งทางรถยนต์เข้ามาแทนที่ธุรกิจรถโดยสารสุรินทร์-โคราช รถสิบล้อขนส่งสินค้าเกษตรเข้ากรุงเทพฯจึงเป็นธุรกิจที่ทันสมัยอีกธุรกิจหนึ่งในยุคนี้.
 
 
 
 
 
 

ความคิดเห็น

  1. 1
    เงิม
    เงิม anustoll@thaimail.com 10/03/2008 19:25
    เมืองนรก สำหรับคนที่คิดจะมาเรียน มมส.

    สารคามนามนี้มีมนต์ขัง ประดุจดังขุมนรกปกรักษา
    ช่างแร้นแค้นแดนสวรรค์ไม่มีตา อยู่นานมาแม้นว่าจะบ้าตาย
    แดดท่วมฟ้าส่องมานภาโปร่ง ต้นไม้โล่งสบายตาฟ้าฝนหาย
    อยู่ตากแดดตากฝุ่นอุ่นสบาย แสบผิวกายระคายปอดบอดนัยน์ตา
    รถบรรทุกพลุกพล่านสร้างม่านฝุ่น ช่างสถุลยิ่งใหญ่ไร้ปัญหา
    ทั้งทรายดินหินขยะละลานตา หล่นลงมาเกลื่อนถนนให้คนชม
    บ.ข.ส.โอ่อ่าเท่าฝาหอย ริมคลองน้อยปฏิกูลขุ่นหมักหมม
    น่าอนาถมีฟุตปาธเป็นโคลนตม คงระทมทำไว้ให้ควายนอน
    ค่าครองชีพเมืองแล้งก็แพงมาก งกกระชากราคาหน้าสลอน
    ทั้งที่อยู่ที่กินและที่นอน แสนเดือดร้อนเหี่ยวแห้งแล้งน้ำใจ
    ลาบส้มตำน้ำตกก้อยซกเล็ก ทานแต่เด็กยันชราปลาแดกไห
    อาหารหลักโภชนาน่าภูมิใจ ไม่สนใครกินไม่ได้ให้อดเอา
    กินกันตายหาได้ไม่กี่ร้าน ทนยัดทานกันไปให้โง่เขลา
    ผงชูรสแถมให้ไม่ใช่เบา รสชาติเน่าเข้าปากอยากอาเจียน
    ขุดกันเข้าทั้งเมืองเรื่องไม่จบ ฝุ่นตลบอบอวลชวนคลื่นเหียน
    เป็นถนนวัวควายคล้ายทางเกวียน เป็นวงเวียนไม่สิ้นกินกันยาว
    ซ่อมสิ่งใดบอกได้มีแต่เจ๊ง ห่วยเส็งเคร็งแหกตาราคาหนาว
    จากเล็กน้อยค่อยชำรุดทรุดระนาว พังทุกคราวเสียทรัพย์กลับเสียตังค์
    ใครจะรับผิดชอบตอบไม่ได้ คิดพึ่งใครตอบได้ว่าหมดหวัง
    วางยาแล้วไม่แคล้วว่าต้องพัง น่าชิงชังดั่งโจรโดนทุกราย
    อัตคัดรถโดยสารปานเมืองร้าง ต้องตกค้างเดินทางลำบากหลาย
    พอตกเย็นแดดหมดรถก็วาย เบียดกันตายคารถสลดจริง
    ไม่ต้องห่วงมีรถไว้ให้คุณเหมา ทั้งห้องเช่ามากมายมั่วชายหญิง
    ช่างอารีต่อมนุษย์ประดุจปลิง ไม่รีบชิ่งยิ่งอยู่จะยิ่งซวย
    บังกะโลมากมายไว้ร่วมเพศ ช่างทุเรศเขตนี้ไม่มีขวย
    เมืองความสุขของประเทศเขตเฮงซวย วัดกันด้วยม่านรูดบูดศีลธรรม
    หากว่างมากเชิญมาอย่าเมินหมาง รีบเดินทางทิ้งสุขมาทุกข์เข็ญ
    สารคาม เมืองนี้แสนลำเค็ญ แล้วจะเห็นนรกนี้มีอยู่จริง
  2. 2
    หลานคนขอนแก่น
    พ่อเล่าให้ฟังว่าเกิดอยู่บริเวณตลาดฟากรถไฟ แต่คุณเตี่ยที่เป็นชาวจีนเสียชีวิต (คุณเตี่ยรับซื้อของป่าแต่จำชื่อไม่ได้) ทำให้แม่ต้องพาอพยพมาอยู่ขอนแก่น ต้องจากกับพี่ชายชื่อ เซงซัวที่อยู่สุรินทร์ ขณะนี้ไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่หรือไม่ พ่อบอกว่าอยากกลับไปหาแต่ยังไม่มีโอกาส ถ้าใครทราบข่าวคราวช่วยเข้ามาตอบด้วยนะคะ (เตี่ยของพ่อเป็นคนจีนอพยพมา แม่เป็นชาวร้อยเอ็ด)พ่อย้ายมาตั้งแต่อายุประมาณ 3 -5 ปี ขณะนี้อายุ 75 ปี
  3. 3
    Cheap Jordans
    Cheap Jordans jordan158homlee@gmail.com 07/12/2012 10:23

    The Cheap Jordans sale for cheap with no cost shipping. Welcome to Cheap Jordans For Sale Online shop, no cost shipping globally. At our official Cheap Jordans Online,we give you Discount Cheap Jordans Shoes For Sale with higher quatity and 100% satisfaction promise!

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

 
หน้าแรก เว็บบอร์ด
By Visit Surin Thailand “Land of Elephants” .  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view