http://www.visitsurin.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
Home News World Newspaper Visit Surin Article Eastern PhilosopHy Conspiracy 100ปีวิถีชีวิตชาวจีนเมืองซู้ลิ้ง History Webboard
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
 

ชาวจีนเมืองซู้ลิ่งกลับสู่..มาตุภูมิเพื่อกู้ชาติ

ชาวจีนเมืองซู้ลิ่งกลับสู่..มาตุภูมิเพื่อกู้ชาติ

 

วิถีชีวิตชุมชนชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง
ตอน..
 
 
ชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง
กลับสู่..
มาตุภูมิเพื่อกู้ชาติ
 
 
 
ขณะที่วิถีการดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายของชาวสุรินทร์ ขับเคลื่อนไปอย่างช้าๆ สถานการณ์ทางสากลกลับเกิดความขัดแย้งตรึงเครียดอย่างต่อเนื่อง หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ สิ้นสุดลงในปีพ.ศ.๒๔๖๑ สหรัฐก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจ ผู้นำเศรษฐกิจ การเมืองโลก พลังการผลิตของสหรัฐอเมริกา เติบโตมากกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตโลก 
 
แต่ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของสหรัฐก็ยืนอยู่ไม่นาน หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ประมาณ ๑๐ ปี เศรษฐกิจโลกก็กลับมาตกต่ำอย่างรุนแรงอีกครั้ง กลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลก ในเดือนตุลาคม ปีพ.ศ. ๒๔๗๒
 
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ถล่มทลายย่อยยับ ดัชนีดาวโจนที่ไต่ระดับจากปีพ.ศ. ๒๔๖๓ ขึ้นมาสูงสุดที่ระดับ ๓๘๑.๑๗ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๗๒ กลับล่วงลงเหวต่ำสุดเหลือเพียง ๒๐๐ จุดในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน และร่วงลงต่ำสุดในอีกครั้งในเดือนมิถุนายนปีพ.ศ.๒๔๗๕ เหลือเพียง ๔๑.๒๒ จุด   ทำให้คนอเมริกันต้องตกงานมากถึง ๑.๕ ล้านคน ต่อมาอีก ๑ ปี กลายเป็น ๕ ล้านคน และอีก ๒ ปีต่อมาคนอเมริกันต้องว่างงานมากถึง ๑๕ ล้านคน ตามลำดับ
 
       
 
ขณะที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำลงอีกครั้งหนึ่ง ประเทศเยอรมันที่แพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ถูกบังคับจากฝ่ายสัมพันธมิตรให้ต้องยอมรับ สนธิสัญญาแวร์ซายส์ ซี่งเยอรมันจะต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมาก ถูกลดกำลังทหาร อาวุธ ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ เสียดินแดนอาณานิคมของตน ความหมายก็คือพลังการผลิตของเยอรมันจะต้องตกต่ำ และต้องสูญเสียตลาดของตนอย่างสิ้นเชิง
ทำให้พรรคนาซี ภายใต้การนำของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ได้ปลุกกระแสชาตินิยมและนำกองทัพเยอรมันเคลื่อนพลบุกโปแลนด์เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๒ หลังจากนั้นอีก ๒ วัน อังกฤษ และฝรั่งเศส ก็ประกาศสงครามต่อเยอรมัน สถานการณ์สงครามขยายตัวออกไปทั่วทั้งยุโรป ชนวนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ ๒
 
ในเอเชีย ตลาดการค้าตกอยู่ภายใต้การควบคุมของ อังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกา ขณะที่ญี่ปุ่นได้พัฒนาประเทศเป็นแบบตะวันตก การขยายตัวของพลังการผลิตก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว การขยายตลาดในต่างประเทศกลับถูกกีดกันปิดล้อม ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นตกต่ำอย่างรุนแรง การส่งออกสินค้าของญี่ปุ่นลดลงมากถึง ๒ ใน ๓ จึงเกิดแนวความคิดที่ต้องการจะยึดตลาดใหญ่เอเชีย ระบาดทั่วไปในหมู่ผู้นำญี่ปุ่น
 
ญี่ปุ่นเริ่มหาทางออกด้วยการชูคำขวัญ "เอเชียเพื่อชาวเอเชีย" (Asia for Asiatics) วันที่ 3 พฤศจิกายนNew order in East Asia and the Greater East Asia Co-Prosperity Sphere) เพื่อทำลายกำแพงปิดกั้นตลาดในเอเซียของฝ่ายตะวันตก 2481 ได้ประกาศนโยบาย "การจัดระเบียบใหม่ในเอเชียตะวันออกและการสร้างวงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา" (
 
แผนการจัดระเบียบตลาดในเอเชียใหม่ เพื่อเบียดขัดคู่แข่งจากตะวันตก ญี่ปุ่นได้เริ่มขึ้นในปีพ.ศ..๒๔๘๐ แสนยานุภาพกองทัพอันเกรียงไกรของจักรวรรดิญี่ปุ่น ก็ได้เคลื่อนพลครั้งใหญ่เพื่อบุกแผ่นดินใหญ่จีน (ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองแมนจูเรีย ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๗๔ เพื่อกอบโกยทรัพยากรของจีนในแมนจูเรีย ที่มีมากมายทั้งถ่านหิน,เหล็กฯลฯ) 
ขณะที่กองทัพญี่ปุ่นเปิดแนวรบถลำลึกเข้าไปในจีน กลับถูกการต่อต้านสู้รบจากประชาชนจีนขยายตัวออกไปทั่วทุกปริมณฑล แผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่ได้ดูดซับเอากองทัพญี่ปุ่นให้ตกอยู่วังวนของสงครามต่อต้านการรุกราน ที่ยากจะเอาชนะอย่างเด็ดขาด ขณะที่การต้านยันกองทัพญี่ปุ่นในเอเชียจากฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตก ด้วยการสนับสนุนกองทัพจีนอย่างเต็มที่เหนียวแน่น
.
สนใจอ่านเพิ่ม (กรณีภาษาอังกฤษ:แปลทุกคำ)
สงครามญี่ปุ่นรุกรานจีนเป็นได้ด้วยความยุ่งยากไม่คืบหน้าเท่าในยุโรป ทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจเข้าร่วมทำสัญญาความร่วมมืออย่างทั่วด้านกับเยอรมนีและอิตาลี ในวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓ หลังจากนั้นกองทัพรุกรานจากญี่ปุ่นก็สามารถรุกคืบไปอย่างก้าวหน้า
 
ข่าวการรุกรานจีนของญี่ปุ่น ได้แพร่ขยายไปอย่างกว้างขวางไปในหมู่ประชาชนจีนโพ้นทะเลและในประเทศ ต่างชักชวนกันเข้าร่วมขบวนการรักชาติ ทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่น โดยมีกองทัพแดง ที่นำโดย เหมาเจ๋อตง และกองทัพรัฐบาลเจียงไคเชค นำประชาชนชาวจีนเข้าร่วมทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่นอย่างถึงที่สุด
 
อีก ๔ ต่อมา ญี่ปุ่นต้องประกาศยอมแพ้สงคราม เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๘ หลังจากเครื่องบินสหรัฐทิ้งระเบิด ปรมาณูที่ ฮิโรชิมาและนางาซากิได้ ๒ วัน สงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงสิ้นสุดลง
Hiroshima:From: f170m 
 
เพื่อการบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตชุมชนชาวจีนเมือง..ซู้ลิ่ง” ให้สมบูรณ์มากขึ้น หลังจากทราบข่าวเรื่องราวที่ชาวจีนเมืองสุรินทร์ครั้งหนึ่งได้กลับสู่..มาตุภูมิเพื่อเข้าร่วมต่อต้านการรุกรานจีนของกองทัพญี่ปุ่นที่มณฑลหยุนหนาน ผู้เขียนจึงได้เดินทางไปจังหวัดขอนแก่น เพื่อพบกับคุนตา ชอเฮง แซ่เต็ง ซึ่งทราบว่าท่านเป็นหนึ่งในคณะผู้ร่วม กองคาราวานเดินทางกลับจีนเพื่อภารกิจกู้ชาติ จากการรุกรานของญี่ปุ่น
 
ปัจจุบันท่านอายุ ๗๙ ปี ท่านเกิดที่แถบฟากทางรถไฟ จังหวัดสุรินทร์ ท่านยังมีสุภาพที่แข็งแรง มีบุคลิกที่โอบอ้อม อารมณ์ดี ท่านต้อนรับขับสู้ผู้เขียนเป็นอย่างดีเยี่ยม ระหว่างการสนทนาบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ในอดีต เมื่อครั้งแรกรุ่นวัยหนุ่ม อย่างมีความสุข ท่านเล่าถึงประสบการณ์ช่วงเวลาขณะร่วมขบวนการเดินทาง การพักอาศัยอยู่ที่ประเทศจีน และการเดินทางกลับเซียมล้อ ในสถานการณ์ต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น “มหาสงครามเอเชียบูรพา” เพื่อเป็นแบบอย่างบอกเล่าเรื่องราวในอดีตแก่ลูกหลานต่อไป ท่านเล่าว่า
 
ในระหว่างสงครามต่อต้านญี่ปุ่น บนผืนแผ่นดินใหญ่จีน ได้เกิดกระแสข่าวแพร่สะพัดทั่วไป ในหมู่ชาวจีนที่อพยพมาอยู่ในเซี่ยมล้อ ว่ากองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ายึดประเทศจีน เมื่อข่าวแพร่สะพัดมาถึงเมืองสุรินทร์(ซู้ลิ่ง) ทำให้กระแสรักชาติในหมู่คนหนุ่มสาวชาวจีนในเมืองสุรินทร์เกิดการตื่นตัว ในการที่จะกลับแผ่นดินเกิดต่อต้านญี่ปุ่นเพื่อกู้ชาติ
 
ในขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๑๒-๑๓ ปี ได้มีการเล่าลือกันถึงเรื่องกองทัพญี่ปุ่นบุกจีน และทำร้ายชาวจีนอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน พวกคนหนุ่มสาวรุ่นพี่ๆได้มีการพูดคุยชักชวนกัน เพื่อเดินกลับประเทศจีนไปกู้ชาติ
 
            ท่านจำได้ว่าการเดินทางกลับจีนเพื่อกู้ชาติ ขณะนั้นมีอย่างน้อยสองสาย สายหนึ่งเดินทางผ่านลาว เวียตนาม สู่..มาตุภูมิ ที่กวางสี และกว่างตง อีกสายหนึ่ง ผ่าน..แม่สาย เชียงตุง เชียงรุ้ง ไปปักหลักที่คุนหมิง มณฑล หยุนหนาน คุณพ่อ-คุณแม่ของท่านและตัวท่านเอง เลือกที่จะร่วมคณะเดินทางไปกับ กลุ่มคนจีนในสุรินทร์ ที่จะไปปักหลักที่คุนหมิง
 
ระหว่างนั้นปีพ.ศ.๒๔๘๓ คณะร่วมทางหลายสิบคน ได้ออกเดินทางจากจังหวัดสุรินทร์ โดยทางรถไฟ ผ่านโคราช ชุมทางบ้านภาชี ไปสิ้นสุดปลายทางรถไฟที่จังหวัดลำปาง ต่อจากนั้นก็ นั่งรถยนต์จากลำปางมุ่งขึ้นสู่ชายแดนเหนือสุดประเทศไทยที่แม่สาย
 
             เมื่อถึงแม่สายต่างคนต่างแยกย้ายการเดินทาง บางคนขึ้นไปปักหลักอยู่ที่ เชียงตุง บางคนขึ้นไปปักหลักที่เมืองไฮ สิบสองปันนา และคุนหมิง ส่วนท่านและคณะหลายคนข้ามไปอยู่ที่เมืองฮาย โดยมีข่าวว่าทางการเมืองฮายจะอนุญาตให้  จับจองที่ดินทำกินได้อย่างไม่จำกัด สำหรับผู้ที่กลับไปร่วมต่อต้านสงครามรุกรานของญี่ปุ่น
 
สนใจอ่านเพิ่ม (กรณีภาษาอังกฤษ:แปลทุกคำ)
 
 
   
แต่เนื่องจากพวกท่านไม่มีใครเคยทำไร่-ทำนามาก่อน ประกอบกับไข้ป่าชุกชุมมาก จึงอยู่ที่เมืองฮายได้ประมาณเดือนสองเดือน ในที่สุดแต่ละคนต่างตัดสินใจแยกย้ายกันกลับออกมาจากเมืองฮาย ตัวท่านเองได้กลับมาอยู่ที่ท่าขี้เหล็ก ส่วนคุณพ่อคุณแม่ยังอยู่ที่แม่สาย
 
 
หลังจากนั้นประมาณ ๑ ปี ญี่ปุ่นบุกถึงพม่า สถานการณ์ชายแดนที่แม่สายตรึงเครียด มีการระเบิดสะพาน แม่สาย-ท่าขี้เหล็กของฝ่ายสัมพันธมิตร การข้ามแดนเริ่มไม่สะดวก ท่านเองก็ติดต่อกับพ่อแม่ไม่ได้ จึงรับจ้างทำงานทั่วไป และเรียนหนังสือจีนอยู่ที่ท่าขี้เหล็กระยะหนึ่ง
 
            ท่านได้เล่าต่อว่า ในที่สุดท่านก็ได้ตัดสินใจ เดินทางกลับขึ้นไปเมืองจีนอีกครั้งโดยมีเป้าหมายขึ้นไปอยู่ที่ เมืองคุนหมิง
 
การเดินทางของท่าน เริ่มที่ท่าขี้เหล็ก โดยสารรถยนต์ระยะทางประมาณ ๑๖๓ กิโลเมตรอย่างทุรักทุเล ไปตั้งหลักที่ เชียงตุง ที่เป็นเมืองใหญ่มีการค้าขายคึกคัก ท่านอยู่ที่นี่ ๒-๓วัน เพื่อจัดเตรียมซื้อหาสัมภาระการเดินทางครั้งสำคัญสู่คุนหมิง ได้แก่ รองเท้า ( เป็นรองเท้าที่ทำมาจากเส้นฟางข้าว สานเป็นรองเท้า ) ผ้าห่ม มุ้ง ข้าวสาร อาหารแห้ง ฯลฯ จากนั้นก็โดยสารรถยนต์ จากเชียงตุง มุ่งขึ้นเหนือสู่..ชายแดนพม่า ถึงเมืองลาระยะทางประมาณ ๘๐ กิโลเมตร จากเมืองลานั่งรถต่อไปอีก ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ก็ถึงด่านชายแดนเมืองต้าล่อ แคว้นสิบสองปันนา (ซีซัวปั่นน่า)
 Stilwell Road อินเดีย-จีน

 ฝ่ายมพันธมิตรในพม่า

 เส้นทาง-อินเดีย-พม่า-จีน

 ค่ายทหาร ญี่ปุ่นไทย-พม่า

 สะพานข้ามแม่น้ำแคว

             ท่านบอกเล่าถึงตอนนี้ ความรู้สึกของท่านคล้ายจะระลึกถึงอดีตประสบการณ์เส้นทางการเดินทาง อันแสนหฤโหดครั้งหนึ่งในชีวิตที่ยากจะลืมเลือน เส้นทางจากชายแดนพม่า-คุณหมิง ท่านเล่าว่า เป็นเส้นทางที่ทุรกันดารมากที่สุด ตลอดเส้นทางการเดินทาง ต้องเดินเท้าผ่านภูเขา ตลอดเส้นทางต้องเผชิญกับ ความหนาวเย็น ไข้ป่า การขาดแคลนอาหาร ความเหน็ดเหนื่อยหดหู่ที่สุดแสนจะยาวนาน ใช้เวลาในการเดินทางยาวนานถึง ๓๑ วัน จึงจะถึงจุดหมายปลายทางที่เมืองคุนหมิง
 
ท่านหยุดพักจิบน้ำชาสักครู่จากนั้นท่านก็ได้นำแผนที่มณฑลหยุนหนาน ขึ้นมากางออกเพื่อประกอบกับการบอกเล่า ถึงเส้นทางการเดินทางไปคุนหมิง ทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น
 
            สายหมอกยามเช้าลอยเลื้อยปกคลุม เมืองลาบริเวณชายแดนพม่า และด่านเมืองต้าล่อ แคว้นสิบสองปันนา([ 西雙版納傣族自治州] ประเทศจีน แสงสว่างสลัวๆ รำไร มัคคุเทศก์ชาวเขาพร้อมล้อตั่งคู่ใจ (รถลากที่ใช้ลาล่อลากจูง พวกชาวเขาจะใช้ขนฝิ่นเข้ามาขายเมืองลา เมื่อได้เงินก็จะซื้อสินค้าจากพม่ากลับไป) นำคณะออกเดินทางเคลื่อนขบวนคาราวาน (ประมาณ ๑๐๐ ชีวิต) อย่างช้าๆ มุ่งสู่..แผ่นดินสิบสองปันนา
 
         
เท่าที่ท่านยังจำได้ กองคาราวาน เดินเท้าทุกคนต่างสวมใส่รองเท้าที่ทำจากเส้นฟางข้าว แล้วใช้ผ้าขาวพันจากข้อเท้าสูงขึ้นมาถึงหัวเข่าเพื่อป้องกันการขีดข่วนจากกิ่งหนามไม้ ทาก แมลง ฯลฯ    ตลอดการเดินทางต้องเดินไปบนเส้นทางสูงๆต่ำๆหายลับเข้าไปในป่าเขา ลัดเลาะตามไหล่เขา หุบเขา ซอกเขาลูกแล้วลูกเล่า ผ่านป่าทึบ ป่าโปร่ง ป่าละเมาะ ทุ่งหญ้า ข้ามน้ำ ลำห้วย ผ่านหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่างๆ ไท ฮานี ลากู ปู้หลาง จีนั่ว เย้า แม้ว อี้ ฯลฯ
 
ผ่านเมืองสำคัญต่างๆ เช่นเมืองไฮ เมืองเชียงรุ้ง ข้ามแม่น้ำหลั่นฉาง(แม่น้ำโขง หรือล้านช้าง) ซือโมว่ ผู๋เอ่อ เยินเจียง หยู้ซี ลัดเลาะไปตามแนวฝั่งตะวันออกทะเลสาบเตือนฉือ มุ่งสู่..ตอนเหนือของทะเลสาบถึงเมืองคุนหมิง ซึ่งเป็นนครหลวงของมณฑลหยุนหนาน ประเทศจีน
 
            ผู้เขียนได้ขอให้ท่านบอกเล่าต่อถึงบรรยากาศ ลมหายใจของกองคาราวาน ระหว่างเส้นทางการเดินทาง ท่านจึงได้เล่าให้ฟังต่อว่า
 
ตลอดเส้นทางการเดินทาง เต็มไปด้วยความยากลำบาก ทั้งความเหน็ดเหนื่อย ความหิวโหย ความหดหู่กับภาพบรรยากาศที่พบเห็นเพื่อนร่วมทางบางคนที่เจ็บป่วยล้มตาย ตลอดเส้นทางการเดินทาง รอนแรมรอนเดือน
 
บางคนต้องเดินทางกลับจีนเป็นครอบครัว มีทั้งลูกเล็กเด็กแดง พ่อ-แม่ ต้องดูแลลูกๆ ทั้งอุ้ม ทั้งเอี๋ย(อุ้มตะแบงอยู่ที่เอว) ทั้งขี่คอขี่หลัง เมื่อพ่อแม่เหนื่อยหนัก ก็จะปล่อยลูกให้เดินบ้าง พอลูกเดินเหนื่อยมากก็ร้องไห้โฮ ให้พ่อ-แม่อุ้ม พ่อ-แม่เหน็ดเหนื่อยมาก แบกอุ้มไม่ไหว ก็จำเป็นต้องปล่อยทิ้งลูกที่ร้องไห้ล้มกลิ้ง กระทืบเท้า ไปต่อหน้าต่อตา ไม่สามารถหยุดรอดูแลลูกๆด้วยความห่วงใยอาทรได้ เนื่องจากกองคาราวานไม่มีการหยุดรอใคร เมื่อพ่อ-แม่ไม่สนใจ ในที่สุดลูกๆก็จะวิ่งตาม พ่อ-แม่เอง
 
ระหว่างการเดินทางรอนแรมรอนเดือน อาหารการกินก็เป็นอาหารที่จัดเตรียมมาจากเชียงตุง และหาซื้อเอาระหว่างเส้นทางการเดินทาง เมื่อผ่าน ชุมชนชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้แก่ นก ไก่ หมูป่า ปลาฯลฯ หุงหากินกันพอปะทังชีวิตไปตลอดเส้นทาง
 
ตกเย็นมาค่ำไหนก็นอนที่นั่น ต่างคนต่างแบ่งกลุ่มกันตัดกิ่งไม้ใบหญ้า เพื่อสร้างเพิงพักแรมชั่วคราว ใช้ใบไม้ใบหญ้า มุงหลังคา และพนังเพิงพัก เพื่อป้องกัน ลมหนาว และน้ำค้างยามราตรี ที่อยู่บนเขาสูงชัน ภายในเพิงพักก็จะกางมุ้งเพื่อป้องกัน สัตว์ แมลงยุ่ง ฯลฯ ที่จะมารบกวนระหว่างการหลับนอน
   
 
  บางครั้งเพื่อนร่วมกองคาราวาน เกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยแม้จะเกิดความกังวน ห่วงใย แต่ก็ไม่มีใครสนใจใครเพราะทุกคนอยู่ในสถานภาพที่ ต้องพาตัวเองให้รอดก่อน หยูกยา ก็หาเอาตามมีตามเกิด อาศัยการหาซื้อ เอากับชุมชนชาวเขา ที่มีอยู่บ้างในระหว่างเส้นทาง เป็นสมุนไพร รักษาหายบ้างไม่หายบ้าง ก็ร่วมเดินทางกันไป 
 
จะรู้อีกทีว่าผู้ป่วยได้ตายจากไปแล้ว ก็ระหว่างการเดินทางในวันรุ่งขึ้นเมื่อมองหาไม่เห็นก็แปลว่า ผู้ป่วยได้ตายจากไปแล้ว มันเป็นสภาพที่น่าหดหู่สลดใจ แต่ทุกคนก็ทำได้เพียงความห่วงใยและเห็นใจ กระทั่งดูเหมือนว่าจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา
 
ในที่สุดกองคาราวานที่เดินทางรอนแรมรอนเดือน ก็มาถึงจุดหมายปลายทาง ที่เมืองคุนหมิง มณฑล หยุนหนาน ประเทศจีน เมื่อรวมระยะตลอดเส้นทางการเดินทางจากจังหวัดสุรินทร์ ถึง เมืองคุนหมิง รวมระยะทางประมาณร่วม ๒๐๐๐ กิโลเมตร 
 
นับเป็นเส้นทางการเดินทางที่มหาโหดหินมากๆจริงๆ เมื่อมองย้อนอดีต สู่..ยุคสมัยกว่า ๖๐ ปีที่ผ่านไป ก็มีแต่เพียงการอาศัยจิตใจที่รักชาติ รักเอกราชอธิปไตยของชาติ ในหมู่คณะผู้ร่วมกองคาราวาน เท่านั้นที่ไปเอาชนะความยากลำบากทั้งหมดทั้งปวงตลอดเส้นทางการเดินทางไปได้
 
           พ่อเฒ่าชอเฮงได้พักและหันไปจิบน้ำชาสักครู่ เพื่อให้การบันทึกความทรงจำสมบูรณ์มากขึ้น ผู้เขียนจึงขอให้ท่านได้บอกเล่าถึงการใช้ชีวิตของท่านที่เมืองคุนหมิง และการเดินทางกลับมา ค้าขายที่เซี่ยมล้ออีกครั้ง 
 
หลังจากท่านจิบน้ำชาสักครู่ ท่านก็ได้เล่าประสบการณ์ของท่านต่อ ท่านบอกว่า เมื่อเดินทางถึงเมืองคุนหมิง ความยากลำบากตลอดเส้นทางการเดินทางก็สิ้นสุดลง การใช้ชีวิตในคุนหมิงก็กลับสู่ปกติ คล้ายๆกับการอยู่ที่สุรินทร์ 
 
อยู่ที่เมืองคุนหมิงท่านได้ไปสมัครเป็นทหารสังกัดกองทัพของรัฐบาลก๊กหมิ่งตั๋ง ที่นำโดยประธานาธิบดี เจียง ไค เชค ขณะนั้นกองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่พม่า และผ่านประเทศไทย (ด้านจังหวัดกาญจนบุรี โดยญี่ปุ่นได้สร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำแคว เพื่อบุกต่อไปยังพม่าอีกสายหนึ่ง) แต่กองทัพญี่ปุ่นก็ยังไปไม่ถึงคุนหมิง เพราะแนวต้านของฝ่ายสัมพันธมิตร นำโดยกองกำลังของอังกฤษต้านยันอย่างเหนียวแน่นในพม่า
 ระหว่างที่ท่านอาศัยอยู่ที่เมืองคุนหมิง นั้นท่านได้ทำงานรับจ้างทั่วไปเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ ต่อมาได้เข้าทำงานที่โรงงานเลื่อยไม้แห่งหนึ่ง
หลังจากนั้น ๔-๕ ปีต่อมา ก็มีข่าวลือกันในคุนหมิงว่า ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามแล้ว แต่ขณะนั้นท่านก็ยังไม่ได้คิดจะกลับเซี่ยมล้อ
Hiroshima Atomic Bomb Reenactment: From: B3tonyc
   
         
 
          
            Pearl Harbor Dec 7, 1941: From: PrideRunsDeep

(ผู้เขียน: วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๔๘๔ กองเรือบรรทุกเครื่องบินของญี่บุกโจมตีกองเรือของอเมริกาที่อ่าวเพิร์ล ( Pearl Harbor )ชัยชนะของญี่ปุ่นทางยุทธนาวี ที่อ่าวเพิร์ล ทำให้ญี่ปุ่นสามารถความควบมหาสุมทรแปซิฟิกไว้ได้ทั้งหมด โดยเข้ายึดครองหมู่เกาะต่างๆ ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย นิวกีนี สิงค์โปร์ มาเลเซีย และพม่า ทำให้แนวรบฝ่ายอักษะของญี่ปุ่น รุกคืบก้าวหน้ากว่าแนวรบของเยอรมันในยุโรป ในปี ๒๔๘๘ เยอรมันก็ประกาศยอมแพ้สงคราม ปีเดียวกันนี้ กองเรือของสหรัฐก็สามารถเอาชนะศึกทางทะเลครั้งใหญ่ต่อญี่ปุ่นได้ ในยุทธนาวี ที่อ่าวเลเต้ ทำให้อเมริกาสามารถกลับมามีอิทธิพลเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกได้อีกครั้ง ก่อนที่สหรัฐจะทิ้งระเบิดปรมาณู ที่เมืองฮิโรชิมา นางาซากิ และจักรพรรดิญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ครามทันทีในวันที่ ๒ กันยายน ๒๔๘๘ สงครามโลกครั้งที่สองก็สิ้นสุดลงด้วยชนะของฝ่ายพันธมิตร )
 
   
           หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง ชาวจีนที่เดินทางไปคุนหมิง  ก็เริ่มชักชวนกันกลับเซี่ยมล้ออีกครั้ง คุณตาชอเฮงเล่าว่า การเดินทางกลับของท่านไม่ได้กลับเส้นทางเดิม เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ยากลำบากมากๆ 
 
จึงเลือกกลับอีกเส้นทางหนึ่งที่เป็นเส้นทางรถยนต์ตลอดจนถึงแม่สาย พ.ศ.๒๔๙๐ ท่านออกเดินทางจากคุนหมิง ไปทางตะวันตก ผ่านเมืองหนานหัว เซียงหยุน ต้าลี่ (เมืองหลวงอาณาจักรน่านเจ้า) แล้วเข้าไปตั้งหลักอยู่ที่ เมืองเป่าซานอยู่ประมาณ ๑ ปี รับจ้างทำงานทั่วไปเลี้ยงชีพ ท่านบอกว่าที่เมืองเป่าซานนี่ ตั้งอยู่บนภูเขาสูงที่มีแม่น้ำสาละวินขนาบอยู่ด้านตะวันตก และแม่น้ำโขงอยู่ด้านทิศตะวันออก (ใกล้จุดที่เป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำทั้งสองสายในธิเบต) ในช่วงของฤดูหนาวอากาศจะหนาวเย็นมาก และมีหิมะตกด้วย
 
           ปีรุ่งขึ้น พ.ศ.๒๔๙๑ ท่านก็ได้เดินทางล่องใต้โดยทางรถยนต์ เป็นเส้นทางวิ่งไปตามแนวระหว่างชายแดนพม่า กับแม่น้ำหลั่นฉาง (แม่น้ำโขง ) จากเมืองเมืองเป่าซาน ผ่านหลินชาง เมืองมา ว่านจิง ข้ามพรมแดนพม่า มุ่งสู่เมืองเชียงตุง 
 
ที่เมืองเชียงตุง ท่านได้พบกับเพื่อนเก่าของท่านที่เคยร่วมเดินทางมาจากเมืองไทย เมื่อ ๖-๗ ปีก่อน ขณะนั้นเพื่อนของท่านอาศัยอยู่ที่เมืองเชียงตุงทำมาหากินค้าขายพอมีฐานะบ้าง เมื่อท่านบอกว่าจะกลับเมืองไทย เพื่อนของท่านได้ให้เงินเป็นค่าใช้จ่ายการเดินทาง ๒๐๐-๓๐๐ บาท (นับว่ามากโขเลยทีเดียวในสมัยนั้น)
 
ท่านพักอยู่ที่เชียงตุง ประมาณ ๑ สัปดาห์ จึงได้เดินทางกลับเซี่ยมล้อ ผ่านท่าขี้เหล็กข้ามพรมแดนพม่า-ไทย ที่แม่สาย ท่านได้ไปพบเพื่อนบ้านสนิทและสอบถามหาพ่อ-แม่ของท่าน จึงทราบว่าพ่อแม่ได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น จากนั้นก็เดินทางต่อกระทั่งได้มาพบแม่ที่ จังหวัดขอนแก่น รวมระยะทางเดินทางกลับเมืองไทย นับจากเมือง คุนหมิง-เป่าซาน-เชียงตุง-แม่สาย-ขอนแก่น รวมระยะทางประมาณ ๒,๔๐๐ กิโลเมตร
 
หลังจากนั้นท่านก็ได้ปักหลัก ทำมาหากินอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นตลอดมากระทั่งถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลาที่ท่านเดินทางไปกู้ชาติอาศัยอยู่ที่เมือง คุนหมิงรวม ๖ – ๗ ปี และเส้นทางการเดินทางไปกลับ รวมระยะทางประมาณ ๓,๔๐๐ กิโลเมตร
 
 
           ผู้เขียนนั่งฟังการบอกเล่าด้วยความตื่นเต้นยินดีเป็นยิ่งนัก นับเป็นบุญที่มีโอกาสได้รับฟังการบอกเล่าเรื่องราวของพลังศรัทธาความรักชาติ รักแผ่นดินของชาวจีนในยุคร่วมศตวรรษที่ผ่านไป อย่างไรก็ตามจิตวิญญาณลมหายใจความเป็นพ่อค้า-วานิช ก็ยังคงดำรงอยู่ในตัวตนของพวกเขาตลอดเวลา จากการบอกเล่าโดยตรงของพ่อเฒ่าชอเฮง แซ่เต็ง ที่มีประสบการณ์จากเหตุการณ์จริงในสมัยนั้น บันทึกเรื่องเล่าชิ้นนี้ แม้จะเป็นเหตุการณ์เล็กๆเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ที่คนรุ่นหลังน่าจะศึกษา จิตใจพลังศรัทธา ความรักชาติ รักแผ่นดิน ที่เป็นภูมิปัญญาวิถีแห่งเอเชีย ที่นับวันก็จะถูกกลืนโดยวัฒนธรรมตะวันตก ที่ทำให้เอเชียตกต่ำยากจน..
 
 คุณตา ชอเฮง (นามสมมุติ) กับลูกหลานของท่าน (ภาพถ่าย ปีพ.ศ.๒๕๕๐)
(พ่อเฒ่าชอเฮง : เป็นนามสมมุติ เนื่องจากท่านไม่ต้องการเปิดเผยนามจริง หากท่านพร้อมจะเปิดเผยชื่อ visitsurin.com จะรีบแก้ไขทันที)
 
Nuclear Bomb: From: dico87
     
       
 
BRIDGE ON THE RIVER KWAI - 1957: From: dday0606
(จากภาพยนตร์เรื่อง"สะพานข้ามแม่น้ำแคว")

 
 
 

ความคิดเห็น

  1. 1
    ด้
    ด้ 26/05/2008 10:51
    หร่อยดี {icon10} {icon2} {icon2} {icon1} {icon1} {icon6} {icon4} {icon3}
  2. 2
    คน
    คน คน 02/09/2013 18:42

    ไม่ใช่เว็บที่ต้องการเลย

  3. 3
    Nike pas cher
    Nike pas cher zman12@outlook.com 06/09/2015 13:54

    Gregor Murray, la mondialisation de l'rolex submariner replica rolex replica watches sale rolex submariner replica watches nike air jordan air max nike  nike air max 95 nike basketball provoque des rapprochements int voyons de plus en plus des alliances entre des syndicats et des groupes de femmes, par exemple. On voit na des coalitions plus larges et souvent disparates. Il s'agit d'un d de r la mondialisation.

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

 
หน้าแรก เว็บบอร์ด
By Visit Surin Thailand “Land of Elephants” .  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view