http://www.visitsurin.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
Home News World Newspaper Visit Surin Article Eastern PhilosopHy Conspiracy 100ปีวิถีชีวิตชาวจีนเมืองซู้ลิ้ง History Webboard
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
 

รู้กินรู้ปลูก รู้สร้างรู้ทำ..ธรรมะ

รู้กินรู้ปลูก รู้สร้างรู้ทำ..ธรรมะ
 
วิถีชีวิตชุมชนชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง
 
เรื่องสั้น
รู้กินรู้ปลูกรู้สร้างรู้ทำ..รู้ธรรมะ 
 
      ตะวันยังไม่พ้นขอบฟ้า ความมืดยังคงปกคลุมเช้าวันใหม่ อากิมตื่นแต่เช้าเหมือนวันปกติที่ต้องออกไปจ่ายตลาดเพื่อนำมาจัดเตรียมวัตถุดิบขายก๋วยเตี๋ยว 
    อากาศหนาวเย็นยามเช้าของปีนี้หนาวกว่าหลายปีที่ผ่านมา เป็นวันที่อากิมรู้สึกจิตใจของตนปลอดโปร่งโล่งใจและมีความสุขยิ่งวันหนึ่ง วันนี้อากิมไม่ต้องไปจ่ายตลาด ไม่ต้องเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว และสามีของเธอก็ไม่ต้องไปทำงานที่โรงหมู เพราะช่วง ๒-๓ วันนี้เป็นวันหยุดตามประเพณีสำคัญ วันตรุษจีน อากิมเพียงจัดเตรียมสิ่งของเซ่นไหว้ เพื่อไปไหว้เจ้า ณ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและศาลเจ้าอื่นๆ ในตัวเมือง ยังเป็นโอกาสที่เธอจะได้ไปเยี่ยม พ่อ-แม่-พี่น้องของเธอที่อยู่ต่างอำเภออีกด้วย
 

 
(วิถีชีวิตชุมชนชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง)
ตอน
.
เรื่องสั้น
รู้กินรู้ปลูกรู้สร้างรู้ทำ..ธรรม
 
 
 
ปรีชา วรเศรษฐสิน
๒๖ ธันวาคม๒๕๔๗
 
เด็กๆ หลายสิบคน เป็นกลุ่มๆกำลังวิ่งเล่นโป้งแปะ (ซ่อนหา) บางกลุ่มก็เล่นกระโดดน้ำบนสะพานข้ามคลองริมทางรถไฟ อย่างสนุกสนานแถบเชียโหล่วเฮี้ยโป้ย (ชุมชนทิศเหนือทางรถไฟ) บริเวณอั่งฉาเตี้ย(ไม้หมอนรางรถไฟ)ที่วางเรียงกันเป็นบริเวณกว้างนับร้อยตั้ง ด้านตะวันออกสถานีรถไฟสุรินทร์ ซึ่งห่างจากบ้านอาไช้ไปไม่มากนัก ที่นี่เป็นเหมือนสนามเด็กเล่น หลังจากเลิกเรียนเด็กๆมักจะมาวิ่งเล่นเกมส์ต่างๆในบริเวณนี้
 
เพี๊ยะ !! เพี๊ยะ !! “กลับบ้าน กลับบ้านเดี๋ยวนี้ ”
 
เสียงไม้เรียวหวดเข้าใส่ไม้หมอน และเสียงตะโกนของอากิม ขู่เรียกลูกให้กลับบ้าน
 
อาไช้ลูกชายของอากิมกำลังวิ่งเล่นซ่อนหากับเพื่อนๆ เมื่ออาไช้ได้ยินเสียงของอากิมก็รีบวิ่งกลับบ้านของตนทันที อากิมถือไม้เรียวมาตามลูกให้กลับบ้าน เพราะเวลาใกล้ค่ำ เมื่ออาไช้กลับมาถึงบ้านแล้ว
 
อากิมก็บอกให้อาไช้กวาดบ้าน ทำความสะอาดโต๊ะเก้าอี้ เพราะอาเอ็งพี่สาวของอาไช้ต้องไปตักน้ำจากบ่อหลังบ้านมาใส่โอ่งเพื่อเอาไว้ใช้ ไว้อาบ และยังต้องหุงข้าวอีกด้วย
 
หลังจากที่อากิมบอกให้ลูกๆ ทำงานแล้ว ตนเองก็ไปเก็บทำความสะอาดหน้าร้านขายก๋วยเตี๋ยว ล้าง ถ้วยล้างชาม อุ่นน้ำซุปที่เหลืออยู่ในหม้อก๋วยเตี๋ยวเพื่อเตรียมไว้ใช้ต่อในวันรุ่งขึ้น จากนั้นก็เดินดูแลความเรียบร้อยภายในบ้าน เมื่อลูกๆ ทำงานเสร็จแล้ว เธอก็หันไปบอกกับลูกสาว
 
“อาเอ็ง...ลื้อพาน้องไปอาบน้ำได้แล้ว“
 
“จ๊ะ ม่าม๊า“ อาเอ็งรีบรับคำ
 
หลังจากที่ลูกๆ อาบน้ำแล้ว อากิมก็บอกให้ลูกๆ ทำการบ้าน เมื่อพวกเขาทำการบ้านเสร็จ อากิมก็พาลูกๆ เข้านอน
 
ขณะที่อากิมสาละวนอยู่กับลูกๆ ในใจของอากิมคิดตลอดเวลาว่า ตนจะต้องดูแลฝึกฝนลูกๆ ให้รู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบ และต้องเรียนรู้หนังสือ เพราะตนเองไม่รู้หนังสือจึงลำบากถึงทุกวันนี้ เพื่อให้ลูกๆได้มีอนาคตที่ดี ดังนั้นจึงต้องเคร่งครัดกับหน้าที่ของลูกๆ จะละเลยไม่ได้
 
เมื่อพาลูกๆ เข้านอนแล้ว อากิมจึงเดินมาหน้าร้าน ขณะที่อาไถ่สามีของเธอเพิ่งปิดประตูบ้านเสร็จพอดี แล้วก็มานั่งพักผ่อนจิบน้ำชาคิดอะไรอยู่เพลินๆ
 
“ป๊ากินข้าว อาบน้ำหรือยัง? “อากิมเอ่ยทักขึ้นมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แม้จะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน
 
“ป๊ากินแล้ว แต่ยังไม่อาบน้ำ แล้วอากิมละ “ อาไถ่ตอบภรรยาของตนอย่างอารมณ์ดี
 
“กินพร้อมลูกๆ แล้ว แต่ยังไม่อาบน้ำเหมือนกัน”
 
พวกเขาสนทนากันด้วยความอบอุ่น ภายในบ้านหลังน้อยที่ดูเหมือนจะซอมซ่อ ซึ่งเช่าจากคุณตามน ในราคาค่าเช่าเดือนละ ๔๐ บาท เดิมทีเป็นยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือก ที่มีขนาดความกว้าง ๖ เมตร ลึกประมาณ ๑๒ เมตร ด้านหลังบ้านเป็นที่โล่ง มีบ่อน้ำใช้ ๑ บ่อ ต้นมะม่วงใหญ่ต้นหนึ่ง และยังมีมะละกออีก ๒-๓ ต้น หลังจากเช่าแล้วก็ค่อยๆ ปรับปรุงให้เป็นบ้าน โดยปรับแต่งประตูยุ้ง ให้เป็นแบบประตูบ้านที่มีไม้กระดานแผ่นเรียงต่อๆกัน และได้แบ่งพื้นที่ด้านในกั้นเป็นห้องนอน ๑ ห้อง ส่วนพื้นบ้านเป็นพื้นดินดำเหมือนเดิม ด้านหน้าบ้านทำเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยว มีโต๊ะนั่งสำหรับลูกค้า ๔-๕ ชุดๆ ละ๒-๔คน
 
“อากิมตอนนี้หมูแพงขึ้น ขายก๋วยเตี๋ยวพอได้กำไรไหม ป๊าเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวในตลาดเขาขายราคาเพิ่มเป็นชามละ๑.๕๐ บาทแล้ว” อาไถ่ถามภรรยา
 
“มีกำไรน้อยลงจ๊ะป๊า กิมคิดว่า ร้านเราอยู่ชานเมืองคงปรับราคาเท่าร้านในเมืองไม่ได้หรอก รออีกสองสามวันค่อยปรับราคาเพิ่มอีกสลึงหนึ่งเป็นชามละ ๑.๒๕ บาท ลูกค้าจะได้ไม่บ่น “ เธอตอบเพื่อให้อาไถ่ไม่ต้องเป็นกังวลกับร้านก๋วยเตี๋ยว
 
“ป๊า..เรื่องหมูขาหักเมื่อวานนี้เถ้าแก่เขาว่ายังไง”  
 
อากิมเอ่ยถามสามี ซึ่งทำงานเป็นลูกจ้างอยู่โรงรับซื้อหมู และต้องทำงานหนักตื่นตั้งแต่ ตี ๒ กว่าจะเลิกงานกลับบ้านก็โพล้เพล้มืดค่ำทุกวัน
 
เมื่อวานช่วงเวลาเย็น คนงานไล่ต้อนหมูไม่ระวังทำให้ขาหมูตกลงไปในร่องพื้นกระดาน ถูกหมูตัวหลังๆ ที่ตามมาเหยียบชน ทำให้ขาที่ขัดกับร่องพื้นกระดานเกิดหักขึ้นมา แต่เถ้าแก่ยังไม่รู้ กว่าจะรู้ก็ช่วงเช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งเถ้าแก่จะต้องเข้ามาเดินตรวจในโรงหมูทุกวัน
 
“ก็โดนเถ้าแก่ดุด่าซิ !! ป๊าเบื่อพวกคนงานจริงๆ มอบหมายงานอะไรไม่ได้เลย พอป๊าไปทำงานอย่างอื่น เดี๋ยววิ่งไปชั่งหมูหน้าร้าน เดี๋ยววิ่งไปซื้อรำ เดี๋ยวเอาหมูไปส่งโรงฆ่า กลับมาโรงหมูต้องเจอเรื่องเสียหายทุกที เช้ามาก็ต้องถูกเถ้าแก่ด่าเกือบทุกวัน“ อาไถ่บ่นให้ภรรยาฟัง
 
“แล้วจะทำยังไงดีละ เถ้าแก่เขาน่าจะเห็นใจเราบ้างนะป๊า“ อากิมออกความเห็นด้วยความเห็นใจสามี
 
“อากิม...เรามันคนจน ลูกเราก็กำลังโตวันโตคืน เราต้องอดทนเพื่ออนาคตของลูกเรา จะได้ไม่ต้องมาลำบากเหมือนพวกเรา อั๊วก็บ่นไปยังงั้นแหละ จะได้ระบายความอึดอัดเหน็ดเหนื่อยออกไปบ้าง มันเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเรา เถ้าแก่เขาก็ต้องด่าว่าเราอยู่แล้ว จะให้เขาไปว่าใคร ป๊าก็พยายามคิดในแง่ดี ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ก็เหมือนกับว่าเถ้าแก่เขาสอนเราให้รู้จักการดูแลรักษาสิ่งของให้ดี ถ้าเรามีโอกาสได้เป็นเถ้าแก่เราก็จะได้ระวังไม่ให้ของเสียหาย ถ้าเสียหายเยอะค้าขายก็จะขาดทุน อีกอย่างก็เป็นการฝึกให้เรารู้จักความอดทนไปด้วย แต่วันหนึ่งหากป๊ามีโอกาสได้เป็นเถ้าแก่ จะไม่ด่าลูกน้องแรงๆ อย่างนี้ จะสอนให้เขามีรับผิดชอบและพูดกับเขาเหมือนอย่างที่ คุณตามน แกเคยเล่านิทานเรื่องโคนันทวิศาลให้ฟัง”
 
สองสามีภรรยาแม้จะยากจน แต่ก็ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันด้วยความอบอุ่นกับลูกๆ วันๆ หนึ่งสองสามีภรรยาแทบจะไม่มีโอกาสได้พบเจอกันเลย เพราะต่างก็มีภารกิจรับผิดชอบหาเลี้ยงชีพแบบหาเช้ากินค่ำ จะมีเวลาพูดคุยกันบ้างก็ในช่วงเวลาหัวค่ำเพียงสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งพวกเขาได้มีโอกาสอยู่ในโลกส่วนตัวอย่างมีความสุข และมีความหวังความใฝ่ฝัน ที่ฝังแน่นอยู่ใจจิตวิญญาณตลอดเวลา ถึงการสร้างอนาคตอันดีแก่ครอบครัว
 
สักพักทั้งสองต่างก็ไปอาบน้ำและเข้านอนพักผ่อน เพื่อเตรียมตัวสู้ชีวิตต่อไปในวันรุ่งขึ้น วิถีการดำเนินชีวิตของพวกเขาจะวนเวียนอยู่เช่นนี้ นับตั้งแต่ชีวิตหลังการแต่งงานเป็นต้นมา....
 
ตะวันยังไม่พ้นขอบฟ้า ความมืดยังคงปกคลุมเช้าวันใหม่ อากิมตื่นแต่เช้าเหมือนวันปกติที่ต้องออกไปจ่ายตลาดเพื่อนำมาจัดเตรียมวัตถุดิบขายก๋วยเตี๋ยว อากาศหนาวเย็นยามเช้าของปีนี้หนาวกว่าหลายปีที่ผ่านมา เป็นวันที่อากิมรู้สึกจิตใจของตนปลอดโปร่งโล่งใจและมีความสุขยิ่งวันหนึ่ง วันนี้อากิมไม่ต้องไปจ่ายตลาด ไม่ต้องเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว และสามีของเธอก็ไม่ต้องไปทำงานที่โรงหมู เพราะช่วง ๒-๓ วันนี้เป็นวันหยุดตามประเพณีสำคัญ วันตรุษจีน อากิมเพียงจัดเตรียมสิ่งของเซ่นไหว้ เพื่อไปไหว้เจ้า ณ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและศาลเจ้าอื่นๆ ในตัวเมือง ยังเป็นโอกาสที่เธอจะได้ไปเยี่ยม พ่อ-แม่-พี่น้องของเธอที่อยู่ต่างอำเภออีกด้วย
 
อากิมกระวีกระวาดจัดเครื่องเซ่นไหว้ลงตระกร้า จากนั้นก็ปั่นจักรยานจากบ้านของเธอที่อยู่ชานเมืองด้านทิศเหนือทางรถไฟ ไปตามถนนลูกรัง เพื่อไปยังศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเธอไปประมาณ ๒ กิโลเมตร เธอปั่นจักรยานข้ามทางรถไฟ ผ่านถนนห่วยโหล่ว และติ๊กโกย ผ่านสี่แยกตลาดสด สี่แยกหลักเมืองแล้วเลี้ยวขวา ถึงศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
 
 อากิมจอดจักรยานไว้ด้านข้างศาลเจ้า แล้วเดินเข้าไปในศาลเจ้า เธอจัดวางเครื่องเซ่นไหว้ตามประเพณี และอธิษฐานขอพรจากเจ้าพ่อหลักเมืองเพื่อให้ทำมาค้าขึ้น ครอบครัวมีความสุข หลังจากนั้นเธอก็กลับบ้านเตรียมของเซ่นไหว้บรรพบุรุษ เพื่อเชิญดวงวิญญาณมาร่วมฉลองวันปีใหม่ตามประเพณี
 
วันนี้ทั้งอาไถ่และอากิมต่างแต่งตัวดูดีเป็นพิเศษ อาไถ่นุ่งกางเกงขายาวสีครีม สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวลายตารางสีสดตัวใหม่ที่เพิ่งซื้อมาจากร้านตัดเสื้อผ้าในเมืองเมื่อสองวันก่อน ส่วนอากิมนุ่งผ้าไหมลายสดสวย เสื้อสีแดงตัวใหม่เช่นกัน
 
ภายในบ้านได้รับการปัดกวาดทำความสะอาดตั้งแต่เมื่อวาน เพราะความเชื่อตามประเพณี ห้ามทำความสะอาดปัดกวาดบ้านในวันตรุษจีน ถือว่าเป็นการเอาสิ่งดี ๆ หรือสิ่งมงคล ในวันปีใหม่ ออกจากบ้านไป
 
หลังจากเซ่นไหว้ตามประเพณีแล้ว วันนี้เป็นวันที่มีความสุขมากวันหนึ่งของครอบครัวอาไถ่ เป็นวันหยุดพักผ่อนพร้อมหน้าพร้อมตากันยาวนานถึงสามวัน และเป็นโอกาสดีวิเศษสุดในรอบปี จะได้นั่งสนทนาปรึกษาหารือกันอย่างปลอดโปร่งโดยไม่ต้องมีเรื่องงานประจำเข้ามารบกวนให้กังวล
 
“ป๊า...พรุ่งนี้นั่งรถไฟขบวนไหนไปเยี่ยมอากงอาม่า“ อากิมเอ่ยถามสามี
 
“พรุ่งนี้หลังกินข้าวเช้า เจ็ดโมงครึ่งไปสถานีรถไฟ รอขึ้นขบวนรถเร็วอุบลฯ-กรุงเทพ ถึงสถานีกระสังประมาณ เก้าโมงเช้า เยี่ยมบ้านเตี่ย-แม่ เสร็จแล้วตอนบ่ายก็ขึ้นขบวนรถเร็วกรุงเทพ-อุบลฯ กลับสุรินทร์ถึงบ้านตอนเย็น อากิมคิดว่าดีไหม“
 
“ก็ดีเหมือนกัน แล้วป๊าจะพาลูกไปด้วยไหม ถ้าไปก็ต้องให้พวกเขาลาโรงเรียน“
 
“ป๊าว่าพาไปด้วยดีกว่า ปีหนึ่งหยุดเรียนสักวันคงไม่เป็นไรหรอก อากงอาม่าคงดีใจเมื่อได้พบหลานๆ  อีกอย่างลูกๆ เราอยู่ห่างอากงอาม่า จะได้เรียนรู้การเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ รู้ธรรมเนียมประเพณี” อาไถ่มักสอดแทรกขนบธรรมเนียมประเพณีผ่านอากิมไปยังลูกๆ เสมอ
 
“เย็นนี้เมื่อลูกๆ กลับมาจากโรงเรียน อากิมก็พาลูกๆ อาบน้ำกินข้าวแต่วันหน่อย แล้วเอาเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ป๊าซื้อมา แขวนไว้อยู่ในห้องนอนให้ลูกใส่ด้วย เพื่อปลูกฝังให้ลูกๆ รู้ว่าปีใหม่จะต้องปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นกว่าปีเก่า”  อาไถ่พูดกำชับอากิม
 
“ป๊า...แล้วป๊าเตรียมอั่งเปา แต๊ะเอียให้อากงอาม่า และลูกหลานของเราแล้วหรือยัง” อากิมพูดเตือนอาไถ่
 
“เตรียมไว้แล้ว อากิมไม่ต้องเป็นห่วง “
 
“ ป๊าเตรียมไว้เท่าไหร่“
 
“ปีนี้เถ้าแก่ใจดี แต๊ะเอียให้ป๊าเพิ่มขึ้นเป็น ๑,๐๐๐ บาท เมื่อรวมกับเงินขายก๋วยเตี๋ยว และเงินเดือนของป๊า ปีนี้เงินสะสมของเราเหลือเยอะหน่อย ประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าบาท รวมแล้วเรามีเงินเหลือประมาณ ๕,๐๐๐ บาท ป๊าคิดว่าจะแต๊ะเอียให้อากงอาม่าบ้านอากิม ๕๐๐ บาท บ้านป๊า ๕๐๐ บาท ส่วนพวกหลานๆ คนละ ๒๐ บาท เงินอีกส่วนหนึ่งป๊าคิดว่าจะต่อเติมหลังบ้านสร้างห้องนอนให้ลูก เพราะพวกเขาเริ่มโตแล้ว ป๊าปรึกษาช่างไม้ดูแล้วใช้งบราว ๔๐๐ บาท ” อาไถ่หยุดพูดแล้วจ้องมองหน้าของอากิมด้วยสายตาบอกถึงความชื่นชม
 
“อากิม...เราแต่งงานกันมากี่ปีแล้ว“ อาไถ่พูดเหมือนกับจะรำลึกถึงความประทับใจในอดีต
 
“๑๓ ปีแล้ว“ อากิมตอบด้วยความภูมิใจ
 
“อือ...ตั้ง ๑๓ ปีแล้วนะ ป๊าไม่น่าพาอากิมมาลำบากด้วยเลย สงสารอากิมจริงๆ สมบัติสักชิ้นยังไม่เคยมีให้ วันก่อนป๊าไปที่ร้านทอง เขาบอกว่าตอนนี้ทองบาทละ ๔๐๐ บาท ป๊าว่าจะซื้อทองให้อากิมสักเส้น แล้วยังพอมีเงินเหลืออยู่อีก ๓,๐๐๐ บาท เอาไว้ทำทุนค้าขาย“
 
 “จริงเหรอ...ป๊าคิดจะค้าขายอะไร“ อากิมถามขึ้นด้วยความกระตือรือร้น
 
“ป๊าปรึกษากับอาเจ็กเส็งว่าป๊าเบื่อกับการเป็นลูกจ้างเขา ลำบากใจและเหนื่อยมาก รายได้ก็ตายตัวไม่ค่อยจะก้าวหน้า ลูกๆ ก็โตขึ้นทุกวัน ไม่รู้เมื่อไรจึงจะได้ซื้อบ้านเป็นของตัวเอง“ อาไถ่เริ่มอธิบายความคิดเกี่ยวกับอนาคตของครอบครัวที่อยู่ในใจของเขา
 
“อาเจ็กเส็งแนะนำว่า ถ้าเบื่อการเป็นลูกจ้างเขา คิดอยากจะออกมาค้าขายเอง เป็นความคิดริเริ่มที่ดี เมื่อเรามีประสบการณ์ในระดับหนึ่ง และพอมีทุนบ้างก็ควรจะออกมาค้าขายเอง แกถามป๊าว่ามีเงินทุนอยู่เท่าไหร่ ป๊าบอกแกว่าประมาณ ๓,๐๐๐ บาท แกแนะนำว่าป๊ามีประสบการณ์อยู่กับเถ้าแก่โรงหมูมาก็หลายปี น่าจะค้าขายเป็นยี่ปั๊ว ออกไปหาซื้อของป่าแถวนอกเมือง แล้วเอามาขายร้านใหญ่ในเมือง ขยันๆ หน่อยก็พอจะมีกำไร ดีกว่าเป็นลูกจ้างเขา เริ่มจากการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ค่อยๆ เรียนรู้หาประสบการณ์ไปก่อน เมื่อมีกำไรก็ให้รู้จักเก็บออม ใช้เงินแต่ในสิ่งที่จำเป็น อย่าฟุ่มเฟือย ก็จะมีเงินเหลือเก็บไว้เป็นทุนรอน วันหนึ่งเราเห็นช่องทางค้าขายที่ดีกว่า เราก็จะมีโอกาส เพราะเรามีเงินทุนที่สะสมเอาไว้ “
 
อาไถ่อธิบายแผนการอนาคตอย่างเปี่ยมไปด้วยความหวังให้อากิมฟัง 
 
อากิมได้ฟังก็มีความรู้สึกดีใจมาก ในใจคิดว่าอยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆ ตนเองพร้อมที่จะเป็นช้างเท้าหลังร่วมหัวจมท้ายกับสามี แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงใดๆก็ตาม เพื่ออนาคตของครอบครัว
 
“ป๊าไม่ต้องซื้อทองหรอก มันยังไม่จำเป็น อากิมอยากให้ป๊าเอาเงินไปทำทุนก่อนดีกว่า เงินตั้ง ๔๐๐ บาท อากิมเห็นด้วยที่อาเจ็กเส็งแกแนะนำให้เราต้องรู้จักเก็บออมเงินไว้ทำทุน เป็นสิ่งที่ดีมาก ป้าเล็กข้างบ้านแกก็เคยสอนอากิมเสมอว่าถ้าใครอยากสบายต้องเชื่อ สุภาษิตไทยว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน แล้วป๊าคิดว่าจะเริ่มค้าขายเมื่อไหร่ละ“
 
“อากิม เมื่อเราเป็นเถ้าแก่เอง มันไม่เหมือนทำงานอยู่กับเถ้าแก่นะ บางทีอาจจะเจ๊งก็ได้” 
 
“ป๊าเป็นผู้นำที่ดี..ป๊าจะนำทางอย่างไร อากิมก็พร้อมสนับสนุนร่วมกันสู้ชีวิตกับป๊าอยู่แล้วเพื่ออนาคตของครอบครัว ป๊าไม่ต้องห่วงหรอก”
 
“ ถ้าอากิมเห็นดีด้วย ป๊าคิดว่าหลังตรุษจีน ป๊าจะคุยกับเถ้าแก่ขอลาออกเพื่อไปค้าขายเอง คิดว่าแกคงไม่ขัดข้อง จากนั้นป๊าก็จะเริ่มออกไปหาซื้อของป่านอกเมืองเลย คงต้องใช้จักรยานของอากิมก่อน“
 
สองสามีภรรยานั่งปรึกษาหารือกันพักใหญ่ แสงแดดยามบ่ายเริ่มสาดลึกเข้ามาในตัวบ้าน เบียดแทรกไล่อากาศที่หนาวเย็นมาตั้งแต่ตอนเช้าให้ค่อยๆ อุ่นขึ้น ทำให้บรรยากาศยามบ่ายเย็นสบายๆ ไม่นานอาเอ็ง กับ อาไช้ก็กลับจากโรงเรียน
 
“สวัสดี ป่าป๊า สวัสดี ม่าม๊า“
 
ทั้งสองสวัสดีคุณพ่อคุณแม่แล้วก็จัดเก็บกระเป๋า รองเท้า และหมวกเข้าที่เรียบร้อย จึงเปลี่ยนชุดนักเรียน วันนี้อาไถ่ได้เห็นความเป็นระเบียบมีวินัยแล้ว ได้แอบชื่นชมลูกๆ และอากิมที่เคร่งครัดกับการเฝ้าฝึกสอนลูก
 
“อากิมประเดี๋ยวพาลูกๆ ไปอาบน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ซื้อมาใหม่เลยนะ แล้วมากินข้าวพร้อมกัน กินข้าวเสร็จจะได้ไปเยี่ยมอากงแต่วันๆ หน่อย “
 
เย็นวันนี้อาเอ็ง กับ อาไช้ ต่างแต่งตัวอย่างสุดหล่อสุดสวยด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่เอี่ยม ทั้งคู่เดินมาที่โต๊ะอาหารที่ป่าป๊า-ม่าม๊านั่งรออยู่ก่อนแล้ว
 
“ อาเอ็ง..อาไช้.. รีบมากินข้าว ประเดี๋ยวเราจะไปบ้านอากงกัน“
 
“เย้..เย้.. พวกเราไปรับแต๊ะเอียที่บ้านอากง“ อาไช้พูดกับพี่สาวด้วยความดีใจ
 
“ปีที่แล้วอาไช้ได้อั่งเปาเท่าไหร่” อาเอ็งถามน้องชายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มยินดี
“ได้ ๖๐ บาท ฝากม่าม๊าไว้ ๔๐ บาท”
 
“เจ้ก็ได้เหมือนกัน เจ้สะสมเงินไว้กับม่าม๊าได้ ๑๐๐ บาทแล้ว ปีนี้ถ้าเจ้ได้แต๊ะเอีย จะฝากม่าม๊าเพิ่มอีก“
 
“เอ๊า..รีบๆ มากินข้าว มัวแต่พูดกันอยู่นั่นแหละ” อากิมเร่งให้ลูกๆ มาทานข้าว
การได้ร่วมกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาของครอบครัวอาไถ่มีไม่บ่อยนัก วันนี้จึงเป็นวันที่มีความสุขที่สุดของครอบครัว
 
“อาเอ็ง ลูกจะสอบไล่เมื่อไหร่“ อาไถ่ถามลูกสาว
 
“เดือนหน้าคะป๊า”
 
“อาไช้ละ สอบไล่วันไหน” อาไถ่หันไปถามลูกชายบ้าง
 
“เดือนหน้า เหมือนอาเจ้ครับ”
 
“ลูกๆ จะต้องตั้งใจเรียนหนังสือนะ โตมาจะได้อ่านออกเขียนได้ ทำอะไรก็จะได้รู้ทันคนอื่นเขา และต้องเป็นเด็กดี เวลาม่าม๊าให้ทำอะไรก็ต้องทำ อย่าดื้อ เวลาเราโตขึ้นจะได้เป็นคนดีมีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ แล้วชีวิตเราจะมีอนาคตที่ดี”
 
อาไถ่สอนลูกๆ ซึ่งโอกาสมีไม่บ่อยนัก เด็กๆ กินข้าวด้วยความเอร็ดอร่อยกว่าทุกมื้อ เพราะวันนี้เป็นวันตรุษจีน อากิมทำกับข้าวพิเศษ มีทั้ง หมู เป็ด ไก่ ของหวานเม็ดบัว เกาลัก เป็นต้น เพื่อไหว้เจ้า หลังจากเซ่นไหว้แล้วก็นำมารับประทานกัน บรรยากาศเช่นนี้อากิมมีความรู้สึกว่าอบอุ่นยินดีมาก
 
ลูกๆ กินอิ่มแล้ว ขณะที่พวกเขาเดินไปดื่มน้ำ ใส่รองเท้า อากิมหันไปยิ้มกับอาไถ่พร้อมกับพูดว่า
 
“ป๊า อากิมอยากให้ครอบครัวของเราได้มีโอกาสกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างนี้ทุกวัน รู้สึกว่ามันอบอุ่นดี“
 
“ป๊าก็แหมือนกัน เพราะเวลามีปัญหาอะไรเราก็จะได้ปรึกษาหารือกัน ได้สอนลูกหรือลูกๆ อยากรู้อะไรพวกเขาก็จะมีโอกาสพูดคุยกับเรา แต่ทำยังไงได้ละเรายังอยู่ในฐานะที่หาเช้ากินค่ำอยู่ ต่างต้องช่วยกันหาเลี้ยงครอบครัว ป๊าก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งความฝันของพวกเราจะเป็นจริงขึ้นมาได้ ขอแต่พวกเราตั้งใจยึดมั่นในคำสอนของผู้ใหญ่ที่ให้ ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน รู้จักใช้ รู้จักเก็บออม อนาคตครอบครัวของเราก็จะมั่นคงขึ้นเอง อากิมลื้อจงจดจำคำสอนเหล่านี้และยึดมั่นตลอดไป จะได้เป็นแบบอย่างแก่ลูกๆ เราด้วย “
 
อากาศเริ่มเย็นลงอีกแล้ว อาไถ่พาครอบครัวออกจากบ้าน ทุกคนใส่เสื้อกันหนาวสวมทับอีกชั้นหนึ่ง เดินไปบนถนนลูกรัง ผ่านยุ้งฉาง มีต้นมะขามเทศ ต้นก้ามปู ที่เจ้าของปลูกไว้เป็นร่มอยู่ด้านหน้า ร้านค้าขายของป่าซึ่งยามนี้ต่างปิดประตูร้านกันหมดแล้วเพราะเป็นวันตรุษจีน มาถึงสะพานข้ามคลองริมทางรถไฟ และเดินข้ามทางรถไฟไป วู๊ดๆๆ เสียงวูดโรงสีไฟบอกเวลาเลิกงานเปลี่ยนกะของคนงานแว่วมา ไม่นานก็มาถึงบ้านเตี่ยของอาไถ่
 
อาไถ่พาครอบครัวเข้าไปในบ้านเตี่ย ต่างกล่าวทักทาย ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ กันระหว่างญาติพี่น้องลูกหลานตามประเพณี และเพื่อเป็นการแสดงออกถึงการทดแทนบุญคุณบุพการีที่ชุบเลี้ยงเขามาตั้งเยาว์วัย อาไถ่ได้มอบอั่งเปาแก่เตี่ยและแม่ ซึ่งขณะนี้เข้าสู่วัยชราแล้ว เขาอวยพรให้ท่าน และได้รับพรจากบุพการีทั้งสอง ทำให้อาไถ่ซาบซึ้งกับการทดแทนบุญคุณที่มีต่อเตี่ยและแม่เป็นอย่างมาก
 
ขณะที่อาไถ่รับพรอยู่นั้นเขามีความรู้สึกว่าได้รับพลังที่ซึมซับเข้ามาในร่างกายของเขา ทำให้จิตใจปลอดโปร่งขึ้นมาอย่างน่ามหัศจรรย์ นี่คงเป็นวัฒนธรรมประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดถือปฏิบัติสืบมาแต่ครั้งบรรพบุรุษกระมัง
 
หลังจากวันตรุษจีนประมาณ ๑ เดือน อาไถ่ก็ขอเข้าพบปรึกษาเถ้าแก่ของเขา
 
“เถ้าแก่ครับ..ผมว่าจะขอปรึกษาเถ้าแก่สักหน่อย ตอนนี้ลูกๆ ของผมเริ่มโตกันแล้ว ครอบครัวของผมยังยากจนอยู่ บ้านเป็นของตัวเองก็ยังไม่มี ค่าใช้จ่ายก็มากขึ้นทุกวัน ผมเองเก็บเงินไว้ได้ก้อนหนึ่ง พอจะเป็นทุนไปค้าขายเล็กๆ น้อยๆ จึงอยากจะขอลาออกจากเถ้าแก่ครับ “ อาไถ่อธิบายเหตุผลการลาออกให้เฒ่าแก่เฮงฟัง
 
“เออ..อั้วก็เห็นใจอาไถ่เหมือนกัน ยังไม่เป็นตัวของตัวเองสักที บอกตรงๆ นะถ้าอาไถ่จะลาออก อั้วก็เสียดายจริงๆ เพราะลื้อเป็นคนเก่งรับผิดชอบงานดี ทำงานแทนอั้วได้เกือบทุกอย่าง แล้วลื้อจะไปค้าขายอะไรละ“ เถ้าแก่แสดงความเห็นด้วยความห่วงใย เพราะอาไถ่ทำงานอยู่กับแกมาเกือบ ๑๐ ปีแล้ว
 
“ผมคิดว่าจะไปหาซื้อของป่าตามบ้านนอกแล้วเอามาขายให้ร้านใหญ่ในเมือง”
 
“ดี..ดี.อย่างนี้อั้วเห็นด้วย...ต่อไปลื้อเป็นเถ้าแก่เองแล้ว ทำอะไรต้องคิดให้รอบคอบ โอ่ยซึ่ง โอ่ยตื้อ (เมื่อคิดด้านบวก จะต้องคิดด้านลบด้วย) ไม่มีใครมาควบคุมดูแลการทำงานของเราแล้ว ตัวเองจะต้องรับผิดชอบต่อตัวเอง อาไถ่ลื้ออยู่กับอั้วมาร่วม ๑๐ ปี ลื้อเป็นคนเก่ง ซื่อสัตย์และขยัน รู้จักใช้ รู้จักเก็บออม อั้วขอให้ลื้อจดจำประสบการณ์นี้ไว้ตลอดไป อย่าขี้เกียจ อย่าเล่นการพนัน แล้วลื้อจะประสบความสำเร็จ” เถ้าแก่พูดกับอาไถ่เหมือนลูกหลานของตัวเอง
 
“ผมขอขอบคุณมากครับเถ้าแก่ ผมจะจดจำคำสอนนี้ตลอดไป“ อาไถ่รับปากรับคำด้วยความเคารพ
 
 “อาไถ่...จักรยานที่บ้านลื้อมีอยู่คันเดียวเมียลื้อใช้อยู่ไม่ใช่หรือ”
 
“ครับ”
 
“เอาอย่างนี้ เดี๋ยวอั้วให้จักรยานคันใหญ่ลื้อคันหนึ่ง เวลาไปหาซื้อของบ้านนอกจะได้สะดวก ไม่ต้องไปเอาของเมียลื้อ เพราะอั้วเห็นอากิมก็จำเป็นต้องใช้เหมือนกัน”
“ขอขอบคุณมากครับเถ้าแก่ ผมจะไม่ลืมบุญคุณเถ้าแก่เลย” อาไถ่กล่าวขอบคุณอย่างสุดซึ้งในน้ำใจของเถ้าแก่
 
เมื่อพูดคุยธุระเสร็จแล้วอาไถ่ก็ลากลับ เถ้าแก่เฮงยืนมองเงาหลังอาไถ่ด้วยความอาลัย
 
หลังจากลาออกจากการรับจ้างอยู่ที่โรงหมูและได้มาค้าขายเอง อาไถ่กับอากิมสองสามีภรรยาต่างก็มุ่งมั่นตั้งใจทำมาค้าขายด้วยความซื่อสัตย์ ขยัน ประหยัด เก็บออม และถนอมรักกันในครอบครัว ช่วยกันทำมาค้าขายอย่างไม่เห็นแก่ความยากลำบาก หลังจาก ๑ ปีผ่านไปการค้าขายแบบยี่ปั้วของอาไถ่ได้ก้าวรุดหน้าไปมาก จึงได้ปรึกษาหารือกันกับภรรยาว่า อากิมต้องเลิกขายก๋วยเตี๋ยวมาช่วยกัน ในที่สุดร้านก๋วยเตี๋ยวของอากิมก็ปิดลง และใช้บ้านเป็นที่เก็บสินค้าแทนร้านขายก๋วยเตี๋ยว
 
ต่อมามาอาเอ็งลูกสาวคนโตเรียนจบชั้นป ๗ เห็นพ่อแม่ลำบากไม่มีคนช่วยทำงาน อาเอ็งได้ตัดสินใจไม่เรียนต่อ ออกโรงเรียนมาช่วยพ่อแม่ค้าขาย ทั้งๆ ที่อาเอ็งเป็นคนเรียนเก่ง ในใจก็อยากเรียนต่อชั้นมัธยมเหมือนกับเพื่อนๆ แต่ก็คิดว่าตนเองตัดสินใจถูกแล้ว แม้จะถูกทัดทานจากม่าม๊า 
 
อีกสองปีถัดมากิจการค้าได้เติบโตขึ้นมาก ขณะที่อาไช้เรียนจบชั้นป.๗ ก็ขอเตี่ยกับแม่ว่าอยากจะออกเรียนมาช่วยการค้าที่บ้าน อาไถ่ อากิม ก็เห็นดีด้วย เพราะพวกเขาก็อยากให้ลูกชายมาช่วยการค้าที่บ้านเช่นกัน ในที่สุดอาไช้ก็มาช่วยเตี่ยกับแม่ค้าขายอีกแรงหนึ่ง
 
เวลาผ่านไป ๕ ปี อาไถ่เปิดร้านค้ารับซื้อของป่าเป็นของตัวเองอยู่ชานเมือง และมียุ้งฉางไว้เก็บสินค้า ๑ หลัง ครอบครัวของอาไถ่เริ่มมีฐานะดีขึ้น
 
วันนี้อาไถ่มีจักรยานคันใหม่ให้ลูกคนละคันไว้ใช้ อากิมก็มีมอเตอร์ไซค์คันเล็ก ขนาด ๕๐ ซี.ซี ส่วนอาไถ่ใช้มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ขนาด ๑๕๐ ซี.ซี. ไว้ใช้ลากจูงรถเข็นขนส่งสินค้าไปมา
 
นอกจากนั้นแล้ว พวกเขายังไม่ต้องใช้ตะเกียงโป๊ะอีกต่อไป ความเจริญได้ขยายตัวเข้ามาในจังหวัดสุรินทร์ มีโรงปั่นกระแสไฟฟ้า มีศูนย์โทรศัพท์ ฯลฯ ตอนนี้อาไถ่พอมีเงินเก็บออมที่ได้กำไรจากการค้าขายเพียงพอที่จะติดตั้งไฟฟ้าภายในบ้านได้อย่างสบายๆ และยังได้ติดตั้งโทรศัพท์ไว้ติดต่อค้าขายอีกด้วย
 
แม้ว่าฐานะของครอบครัวอาไถ่จะดีขึ้นมาก แต่พวกเขาก็ยังคงเก็บความทรงจำ ชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับความยากลำบากในอดีตไว้ พวกเขาไม่เคยแม้แต่น้อยที่จะรังเกียจอดีตของตัวเอง เหมือนกับบางคนที่คิดว่านั่นเป็นชีวิตบัดซบครั้งหนึ่งในชีวิตที่ต้องปิดบัง พวกเขารำลึกเทิดทูนอดีตความทุกข์ยากของพวกเขา ซึ่งเปรียบเสมือนครู ที่บ่มเพาะหล่อหลอมให้พวกเขาแข็งแกร่ง ทั้งอาไถ่และอากิมยังได้เรียนรู้ท่ามกลางการต่อสู้ชีวิตร่วมกัน ทำให้พวกเขาเกิดความประทับใจ และถนอมรักกันอย่างซาบซึ้งมีพลังยิ่งขึ้น กว่าเมื่อครั้งที่มีความรักต่อกันในวัยหนุ่มสาวเสียอีก
 
สมาชิกในครอบครัวของอาไถ่ต่างมุ่งมั่นสามัคคีกลมเกลียว ช่วยกันทำมาหากิน ทำให้มีฐานะดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา กระทั่งเป็นที่โจษขานของชาวบ้าน บางรายถึงกับหยิบเอาเรื่องราวของครอบครัวอาไถ่ไปเป็นแบบอย่างสอนลูกสอนหลาน
 
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันนี้อาไช้อายุครบ ๒๐ ปี เขาเติบโตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้ว อาไช้สามารถช่วยงานเตี่ยและแม่ได้แทบทุกเรื่อง สร้างความภาคภูมิใจลึกๆ ให้กับ อาไถ่ และอากิมเป็นอย่างยิ่ง
 
ส่วนอาเอ็งออกเรือนไปอยู่กับสามีที่จังหวัดอื่น ทำให้ครอบครัวของอาไถ่เหลือสมาชิกในครอบครัวอยู่เพียงสามคนพ่อแม่ลูก
 
หลังจากที่อาไช้ออกโรงเรียนมาช่วยพ่อแม่ เขาพยายามเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ จากพ่อแม่อย่างถี่ถ้วน ทั้งในด้านการค้า คำสอนต่างๆ และที่สำคัญที่สุดก็คือเขาได้รับการถ่ายทอดทางจิตวิญาณการต่อสู้ชีวิตที่มีอยู่มากมายในตัวของเตี่ยและแม่ ซึ่งมีบุคลิกที่ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมากับลูกค้าและผู้คนทั่วๆ ไป ขยันอดทน กล้าที่จะต่อสู้ กล้าที่จะเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ไม่กลัวความเหน็ดเหนื่อยยากลำบากใดๆ ท่วงทำนองที่อ่อนน้อมถ่อมตนทำให้พวกเขาเป็นที่นิยมรักใคร่ของผู้พบเห็น จึงมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เตี่ยและแม่เป็นคนที่ประหยัด รู้จักใช้ รู้จักเก็บออม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของเงินทอง เครื่องใช้ต่างๆ พวกเขาจะทะนุถนอมใช้อย่างระมัดระวัง มีระเบียบวินัย
 
ครั้งหนึ่งเตี่ยและแม่จะต้องไปงานแต่งงานของหลานชาย  
 
ป่าป๊าชวนม่าม๊าให้ไปตัดชุดสูทเพื่อใส่ไปงานด้วยกัน แต่ม่าม๊าไม่อยากตัด เพราะราคามันแพง ม่าม๊าบอกป่าป๊าว่ามีเสื้อผ้าดีๆ อยู่แล้ว ทำไมต้องตัดชุดสูทให้สิ้นเปลืองเงินเปล่าๆ ป่าป๊าก็อธิบายเกลี้ยกล่อมให้ม่าม๊าเข้าใจถึงเหตุผล ป่าป๊าบอกว่า จริงอยู่แม้เรามีเสื้อผ้าดีๆ อยู่แล้วก็ตาม แต่วันนี้เป็นงานแต่งงานของหลานชายคนแรก เราควรจะแต่งตัวเพื่อเป็นเกียรติแก่หลานเรา แม้ชุดสูทจะมีราคาแพงแต่ก็ยังใช้ได้อีกนาน ในที่สุดม่าม๊าก็ยอมที่จะตัดชุดสูท
 
ระหว่างที่ช่วยกิจการค้าขายที่บ้าน อาไช้พยายามเรียนรู้และหาเหตุผลมาอธิบายประสบการณ์ต่างๆ เขาได้พบเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ภายในจังหวัดสุรินทร์ตลอดเวลา ไม่ว่าจะด้านการค้าในตัวเมืองที่เริ่มมีร้านขนาดใหญ่เป็นตึกห้องแถว ๕-๖ ห้อง ตกแต่งสวยงามดูทันสมัย โรงแรมสมัยใหม่ใช้ลิฟท์ขึ้นลงแทนบันได และมีโรงหนังทันสมัย ฯลฯ
 
ความเปลี่ยนแปลงที่อาไช้พบเห็น มันเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายสำหรับเขา เตี่ยและแม่ก็เป็นเพียงพ่อค้าวานิชที่ไม่ได้เรียนหนังสือ มีความรู้ก็จากประสบการณ์การค้าในยุคเก่า จึงไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงให้กระจ่างแก่อาไช้ได้ 
 
เวลาได้ผ่านไป ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง อาไช้เริ่มวิตกถึงอนาคตการค้าของทางบ้าน เขาพบเห็นร้านค้าหลายร้านที่เติบโตมาในยุคเดียวกันกับเตี่ย-แม่ เริ่มล้มหายตายจากปิดกิจการลงไปทีละรายสองราย หลายรายก็ได้ปรับเปลี่ยนอาชีพใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ตัวเขาเองมีความรู้เพียงอ่านออกเขียนได้ ในที่สุดอาไช้ก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกล้าศึกษาหาความรู้มาอธิบายการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มิเช่นนั้นอนาคตการค้าของทางบ้านคงต้องจบลง หากไม่มีรายได้ เงินทองที่เก็บออมมาก็คงต้องหมดไปสักวัน
 
หลังจากนั้นมา อาไช้จะหาโอกาสไปที่ร้านขายหนังสือในตัวเมือง เพื่อค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือ ที่ร้านหนังสือเขาได้มีโอกาสเรียนรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักอ่านหนังสือจากหลายหลากอาชีพ มีทั้งครูบาอาจารย์ นักคิดนักเขียน และนักธุรกิจ ฯลฯ
 
จากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มาจากเตี่ยและแม่ ทำให้อาไช้มีท่วงทำนองที่อ่อนน้อมถ่อมตนในการศึกษาเรียนรู้จากทุกคน ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นน้อง เขาเชื่อว่าความรู้มีอยู่มากมายหลากหลายสาขา แต่มีความสัมพันธ์กัน ยากที่ใครคนใดคนหนึ่งจะมีความรู้อย่างสมบูรณ์ เขาจึงไม่เคยสร้างกำแพงปิดกั้นตัวเองที่จะเรียนรู้ แม้จากเด็กรุ่นน้อง เขาจะให้เกียรติคารวะเป็นอาจารย์ของเขาด้วยความศรัทธา
 
หนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าได้ผ่านสายตาของอาไช้ คนแล้วคนเล่าที่เขาได้แลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ เขาสนใจที่จะศึกษาความรู้ในแทบทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ประวัติศาสตร์ และแม้แต่ความรู้ด้านวัฒนธรรม เขาเชื่อว่าศาสตร์ด้านต่างๆ มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ไม่นานอาไช้เริ่มพอมีความรู้บ้าง แม้จะยังไม่ลึกซึ้งนัก แต่ด้วยประสบการณ์การค้าขายมาตั้งแต่เด็ก ทำให้อาไช้เริ่มพอเข้าใจอธิบายปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้บ้าง
 
อาไช้เริ่มเข้าใจวงจรของการค้ามากขึ้น การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น โดยเฉพาะด้านการค้าล้วนแล้วแต่เกิดจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมสัมพันธ์กันทั้งหมดอย่างทั่วด้าน เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ตราบที่โลกยังหมุน สรรพสิ่งล้วนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กัน การค้าหนึ่งๆ จะมีการเริ่มต้น เฟื่องฟู ฟุบ และถึงจุดสิ้นสุดของมันอย่างแน่นนอน 
 
เขาคิดเสมอว่าพ่อค้าที่ดีไม่อาจนิ่งเฉยดูแคลนต่อการเปลี่ยนแปลง เส้นทางการแปลงเปลี่ยนจะส่งผลกระทบเป็นระลอกคลื่น จากระดับสากล ระดับประเทศ สู่ท้องถิ่น เป็นเกลียวคลื่นที่ไร้ความปราณี เสมือนกงล้อประวัติศาสตร์ที่จะบดทับการค้าที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
 
จากความเชื่อดังกล่าว ทำให้อาไช้ต้องติดตามเหตุการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด เขาปรับปรุงการค้าขายของเขาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หลักการบริหารการค้าขายสมัยใหม่แบบตะวันตกก็ไม่เป็นสิ่งแปลกแยกสำหรับอาไช้อีกต่อไป แม้กระทั่งเทคโนโลยีใหม่ๆ เขาก็นำมาประยุกต์ใช้กับการค้าขายของเขาอยู่เสมอ 
 
อาไช้พบว่าความรู้หลายอย่างที่หลั่งไหลมาจากตะวันตก ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะคัดลอกนำมาใช้ทั้งหมดได้ มีหลายอย่างที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในท้องถิ่น อาไช้จึงยังคงยึดมั่นอยู่บนรากฐานความเป็นจริงทางวัฒนธรรมการค้าจากประสบการณ์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากเตี่ยและแม่ 
 
แม้ว่าการค้าของอาไช้จะเติบโตก้าวหน้าไปมาก แต่เขาก็ยังระลึกเสมอถึงคำสอนของเตี่ยและแม่ ที่สอนให้รู้จักกับการอ่อนน้อมถ่อมตน ความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน รู้จักใช้ รู้จักเก็บออม เตี่ยมักจะสอนให้เป็นคนขยันอยู่เสมอเรื่องฝึกขยัน ฝึกขี้เกียจ” เตี่ยอธิบายว่า เมื่อเป็นเด็กมีเรี่ยวมีแรงจะต้องเร่งฝึกขยัน การฝึกขี้เกียจนั้นไม่ยากขอแต่ต้องเรียนรู้ประสบการณ์ให้ท่องแท้ ฝึกตอนแก่ก็ยังทัน
 
ครั้งหนึ่งในขณะที่การค้าของเขากำลังขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง อาไช้ต้องแบกรับภาระการงานต่างๆ ตัวเป็นเกลียว เขาได้นำเอาคำสอนที่เตี่ยเคยสอนเขาเกี่ยวกับวิธีคิดวิธีการทำงานว่า
 
ต้อง “รู้จักขี้เกียจ รู้จักใช้เงิน “
 
เขานำเอาคำสอนนี้มาแก้ไขปัญหาการทำงานของเขา และพบว่าเมื่องานขยายใหญ่ซับซ้อนมากขึ้น ความขยันในตัวเขาต้องเปลี่ยนใหม่ ความขยันจะต้องไปอยู่ที่การให้เวลากับการคิดและการบริหาร เขาจะต้องกระจายงานออกไปสู่ลูกน้อง จึงจะเรียกว่า “รู้จักขี้เกียจ รู้จักใช้เงิน
 
นับจากนั้นมาอาไช้ก็สามารถบริหารกิจการของเขาไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ..
 
ด้วยวัยที่ผ่านโลกมาราวกึ่งศตวรรษ ในห้องทำงานของอาไช้ สายตาของเขากำลังจ้องมองไปที่แผนที่โลก เขากำลังค้นหาคำตอบกับความเป็นจริงในโลกธุรกิจปัจจุบัน สถานการณ์โลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง การแสดงบทบาทอำนาจของตลาดเงินตลาดทุน กำลังส่งผลกระทบต่อพลังการผลิตทั่วทุกมุมโลก ปัจจัยการผลิตได้เกิดความขัดแย้งระหว่างเก่ากับใหม่ ความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อถ่วงดุลอำนาจกำลังเคลื่อนไหวคุกคามต่อพลังการผลิตให้อ่อนแอลง ฯลฯ
 
อาไช้พยายามใช้ประสบการณ์ของเขาครุ่นคิดหาคำตอบมานานเป็นแรมเดือน เพื่อที่จะกำหนดจังหวะก้าวครั้งสำคัญ เพราะกิจการค้าของอาไช้แม้ว่าจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก แต่เมื่อเขามองลึกไปในอนาคตแล้ว พบว่ากิจการของเขากำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย ขณะที่เขาจะต้องเตรียมส่งไม้ต่อไปยังรุ่นที่สาม ซึ่งเป็นรุ่นลูกของเขา
 
หากทิศทางการลงทุนครั้งนี้ของเขาเกิดความผิดพลาดไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง นั่นมิใช่แปลว่า เขาส่งลูกของเขาเข้าไปสู่การผจญภัยในวังวนแห่งหายนะทางธุรกิจหรือ? และหากเขาสานต่อประสบการณ์สู่รุ่นลูกได้ไม่ดี การต่อสู้ชีวิตที่ผ่านมามิใช่จะสูญเปล่าหรือ? ขณะที่กำลังครุ่นคิด เขาเหลียวไปมองปฏิทิน อีกเพียงไม่กี่วัน..วันเวลาก็จะล่วงเลยมาถึงวันตรุษจีนอีกครั้ง ปีนี้ลูกชายคนโตของเขาก็จะจบมหาวิทยาลัยแล้ว อาไช้ยังหาคำตอบในเรื่องนี้ได้ไม่ชัดเจน..
 
บรรยากาศวันตรุษจีนปีนี้ที่บ้านของอาไช้คึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากบ้านหลังใหม่ของอาไช้เพิ่งจะสร้างเสร็จเมื่อสองเดือนก่อน อาไช้จึงได้เชิญชวนญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลของเขามาร่วมฉลองตรุษจีนกันที่บ้าน เพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นแก่อากงไถ่ อาม่ากิมที่ใจดีของลูกๆหลานๆ ได้มีความสุขและเป็นการตอบแทนบุญคุณท่านทั้งสอง
 
อากงไถ่ อาม่ากิม ยืนมองภาพความสำเร็จของลูกๆ หลานๆ อย่างมีความสุข เด็กๆ ต่างกำลังอยู่ในวัยที่สดใสบริสุทธิ์ ลูกชายคนโตของอาไช้เป็นเหมือนหัวหน้าเด็ก ดูแลน้องๆ ที่วิ่งเล่นหยอกล้อกันภายในบ้าน อากง อาม่าสองคู่ทุกข์คู่ยาก หันมามองหน้ากันด้วยใบหน้าที่อิ่มสุขอย่างสุดที่จะบรรยาย อาม่ากิมพูดขึ้นว่า
 
“อากง...ลื้อเห็นลูกหลานของเราวันนี้แล้ว ลื้อมีความสุขไหม?“
 
“เราสองคนก็เปรียบเสมือนไม้ใกล้ฝั่ง เราเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งชีวิต บั้นปลายเราก็ต้องการเห็นภาพชีวิตลูกหลานเป็นแบบนี้ มันเป็นความใฝ่ฝันของลื้อกับอั้วไม่ใช่หรือ วันนี้อั้วมีความสุขมากๆ“ อากงไถ่ตอบคำถามคู่ทุกข์คู่ยากอย่างมีความสุข
 
“อากง...พวกเราไปนั่งดื่มน้ำชาคุยกันดีไหม“ อาม่ากิมพูดชวนขึ้นมา
 
“ดี...ดี” อากงไถ่ตอบอย่างอารมณ์ดี ทั้งคู่จูงมือกันค่อยๆ เดินไปยังโต๊ะรับแขกที่จัดไว้ทางด้านซ้ายของบ้านหน้าห้องนอน
 
“อาไช้สร้างบ้านใหม่หลังนี้อั้วว่าต้องใช้เงินเยอะมาก อั้วถามอาไช้ก็ไม่ยอมบอก ไม่รู้จะปิดบังทำไม  อั้วรู้อั้วจะได้ดีใจกะอาไช้ด้วย“ อาม่ากิมหยุดพูดและส่ายหน้าไปมา แต่แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจ“
 
“เมื่อกี้อั้วเห็นอาเอ็งคุยกับอาไช้ว่า สามีอาเอ็งก็จะสร้างบ้านใหม่เหมือนกัน ค่าสร้างบ้านคงจะถูกกว่าบ้านอาไช้ เพราะว่าบ้านอาเอ็งขายวัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้างเองด้วย อั้วดีใจมากเลยที่ได้เห็นลูกๆ ของเราทำมาค้าขึ้นมีเงินมีทองกัน“
 
“อั้วเห็นลูกๆ ทำมาค้าขึ้นมีเงินมีทอง อั้วก็ดีใจเหมือนกัน แต่ลื้ออย่าลืมว่าเงินทองเป็นของนอกกาย ถ้าหลงลืมตัวเมื่อไหร่ ไม่นานวันหนึ่งมันก็จะหมดไปได้เหมือนกัน สำหรับอั้วแล้วสิ่งสำคัญที่เหนือกว่าทรัพย์สมบัติเงินทอง ตามที่อั้วเฝ้าสังเกตดูลูกของเราตลอดมา และเป็นสิ่งที่อั้วภาคภูมิใจมากที่สุดก็คือ การที่ลูกๆ ยังคงยึดมั่นอยู่กับสิ่งที่ได้เรียนรู้คำสั่งสอนของเรา แม้ว่าปัจจุบันบ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปจากยุคของพวกเรามากแล้วก็ตาม” อากงไถ่ หันหน้าไปมองเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่พวกหลานๆ กำลังเล่นเกมส์กันอยู่ แล้วพูดต่อ
 
“เดี๋ยวนี้มองไปตรงไหนก็เห็นแต่เขาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์กันแล้ว อั้วเกรงว่าเด็กๆ รุ่นหลังจะเอาอย่างฝรั่งไปเสียทุกอย่าง จนลืมคำสั่งสอนดีๆ ของคนเก่าคนแก่ ของพวกฝรั่งบางอย่างมันก็ดี บางอย่างมันก็ไม่ไหวเหมือนกันต้องรู้จักแยกแยะ คำสอนของคนรุ่นเก่าของเราก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ดีๆ เหมือนกัน” อากงไถ่หยุดถอนหายใจด้วยความห่วงกังวล แล้วหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่ม
 
 “พวกเราแก่เฒ่าแล้ว แม้มีความภาคภูมิใจลูกของเรา แต่เมื่อคิดย้อนลำดับภาพจากอดีตมาถึงปัจจุบัน และคิดไปถึงอนาคตที่ไกลออกไปตามความเคยชินของอั้ว การเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองอนาคตจะเป็นเช่นไรหนอ พวกเราคงไม่ได้เห็นมันหรอก อากิมลื้อคิดอย่างอั้วไหม ภารกิจสำคัญของพวกเราที่ได้ปลูกสร้างลูกของเราให้เป็นคนดีของสังคม..และที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ก็คือพวกเขายังคงยึดมั่นอยู่กับคำสอนของคนเก่าคนแก่ที่ว่า รู้กินรู้ปลูก รู้สร้างรู้..ธรรม และนี่จะเป็นแบบอย่างอันดีที่จะถูกถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานของเรา และสร้างสรรค์สังคมให้ดีงามมั่นคงตลอดไป วันนี้พรุ่งนี้แม้ว่าดินจะกลบหน้า พวกเราก็คงจะจากไปด้วยความสงบสุข“
 
หลังจากที่อาไถ่และอากิมสิ้นบุญไปแล้ว อาไช้ยังคงยึดมั่นตั้งปณิธานกับตนเองว่าจะสืบสานจิตวิญญาณและคำสอนที่ได้รับการสั่งสอนมาจากเตี่ยแม่และตัวเขาอย่างเคร่งครัด เพื่อบอกเล่าถ่ายทอดไปสู่..ลูกๆ ของเขา ให้เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมสืบต่อไป
           
 
 
.
 
 

 

 
 

ความคิดเห็น

  1. 1
    ตุ้มอุตุ
    ตุ้มอุตุ tum48432@gmail.com 11/06/2008 09:44
    เป็นบทความที่ดีมากๆ ครับ
  2. 2
    รส
    รส 18/10/2008 13:59
    อ่านแล้วชอบมากๆค่ะ
  3. 3
    Coach Factory
    Coach Factory factoryoutlet@hotmail.com 24/09/2012 13:42

    With the great diversity of styles, patterns and sizes available nowadays, finding the right pieces to highlight your personality is quite important. Coach Outlet offers exactly what you want.Cheap Coach Purses are of high quality and aesthetic design. Yes, brand Coach Outlet Online name handbags are extremely attractive;However,the highest care is taken that every Coach Outlet Store Carriage Bags is both aesthetically beautiful and functional.
    Several days ago, my friends recommended Coach Factory online to me, which provides women with cheaper Coach goods, better service and faster delivery.Coach Factory Outlet offers you the modern and very comfortable coach bags. Since many women often do not know things and are daily buses to challenge their handbags handbag, also comprehensive.Many people like to go to Coach Factory Online, Some people like to designers and shiny metal or leather coach shoulder bags. However, the majority of women choose to safe the neuter color coach shoulder bags.

  4. 4
    Coach Outlet Store
    Coach Outlet Store vcfd@126.com 08/10/2012 16:35

    At that range, the


    Coach Outlet Store


    missile range would include


    Coach Factory Online


    North Korea's northern peninsula. Under the amended


    Coach Factory Outlet


    pact, South Korea also can


    Coach Outlet Store Online


    increase its current restricted payload of 500 kilograms (1,100 pounds), depending on the range of the missile. The plan allows for three times the current payload for ballistic missiles with a range of 300 kilometers. South Korea first


    Coach Outlet Store Online


    agreed in 1972 to limit its missile range to 180 kilometers (112 miles) in exchange for


    Coach Factory Outlet


    access to U.S. missile technology. A bilateral


    Coach Outlet Store Online


    agreement between the two countries was signed in 1979, though the guidelines were revised in 2001 to allow for a range of 300 kilometers. The two Koreas


    Coach Wallet Outlet


    signed an armistice that ended the 1950-1953 Korean war, though a peace treaty was never signed. Technically, the two countries remain in a state of war

  5. 5
    north face clearance
    north face clearance meitinghu@gmail.com 28/11/2012 08:27

    as well as dead endless to find the jerkin ready the particular online stores absolutely not has some slack a moment, For several types of for you to north face sale discover the north face jerkin, i know thereby sure that you would certainly be able to find layers at a fantastic amount of money for those overall you.

  6. 6
    dsquared outlet
    dsquared outlet 1111111111@qq.com 03/12/2012 15:49

    http://www.belstaffjacken-outlet.de belstaff outlet online http://www.chaneltaschenonlineshop.de chanel outlet http://www.burberryoutletonline-it.it burberry outlet http://www.dsquared2schuhe-outlet.de dsquared outlet http://www.belstaffjacken-outlet.de belstaff jacke

  7. 7
    North Face Jackets
    North Face Jackets jordan158homlee@gmail.com 20/12/2012 15:28

    You'll find all sorts of designer Cheap North Face Jackets on ou web site for the variety. We provide the preferred North Face Jackets On Sale Sale,this kind of since the North Confront Kids Jackets ,The North Confront Mens Jackets, The North Face Womens Jackets etc. These Jackets could make you appear much more fashion,Generous,North Face Jackets Cheap Online Sale here with free shipping. Hurry up to select the most current North Face Outle Store in our North Encounter Outlet Shop, Free delivery!

  8. 8
    custom writing
    custom writing sdsd@gmail.com 28/03/2013 13:13
    A report from the National Bureau of Economic Research notes that globalized corporate governance may bring advantages to wealthy and poorer nations alike. Such advantages, though, can only come from equitable financial practice among all parties. Thanks.
  9. 9
    Drake
    Drake sharongillam@hushmail.com 06/04/2013 04:52

    Its a cool article to read by any common man. I found myself in the place of the traveller. Here lies the real worth and beauty of the article. The article had clearly demarcated the facts that are really true. 


  10. 10
    resume writing service
    resume writing service ankhan@gmail.com 14/06/2013 13:05

    Proper education for Sustainable Development is must . It should include key sustainable development issues into teaching and learning.

 1  2 [Next]

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

 
หน้าแรก เว็บบอร์ด
By Visit Surin Thailand “Land of Elephants” .  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view