http://www.visitsurin.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
Home News World Newspaper Visit Surin Article Eastern PhilosopHy Conspiracy 100ปีวิถีชีวิตชาวจีนเมืองซู้ลิ้ง History Webboard
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
 

ปราสาทบ้านพลวง

ปราสาทบ้านพลวง
.
.
ปราสาทหินบ้านพลวง
 อาณาจักรเมืองพระนครกำลังอยู่ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด รัชสมัยของพระเจ้าสุริยะวรมันที่๒ ระหว่างพ.ศ. ๑๖๗๕ พระองค์ทรงประกอบพิธีกัลปนาและอุทิศรูปสลักวิษณุเทพองค์ประธาน ซึ่งสูญหายไปนานแล้ว ในระหว่างการก่อสร้างเทวาลัย “นครวัด” พระองค์สวรรคตใน ปีพ.ศ. ๑๖๙๓ ขณะที่การสร้างนครวัดยังไม่เสร็จ
อาณาจักรเมืองพระนครยังคงรุ่งเรืองสืบเนื่องต่อมา ถึงรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ.๑๗๓๐-๑๗๖๓) พระองค์ได้ทรงสร้างนครธม ปราสาทบายน ศาสนสถาน อโรคยาศาลา อย่างมากมายทั้งในและนอกราชอาณาจักรของพระองค์มากถึง ๗๔ แห่ง
ท่านใช้งาน แปลทั้งบทความ แปลได้มากกว่า 40ภาษา..

กระแสโลกได้ขับเคลื่อนมาสู่..รอบพันปีที่สาม ความสลับซับซ้อนของพลังขับเคลื่อนโลกในยุคของการสื่อสารข้อมูลจึงยากยิ่งที่จะแยกแยะ อะไรจริง สิ่งไหนเท็จ ในปรากฎการณ์ หลักการ “ตรรกะศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือแม้กระทั่งวิทยาศาสตร์ อาจไม่เพียงพออีกต่อไปในการอธิบายปรากฎการณ์” www.visittsurin.com ไม่กล้าที่จะชี้แนะ หากแต่ฝากไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนทรรศน์ สำหรับผู้แวะเวียนมาเยี่ยมบ้านของเรา “อย่าได้ปล่อยให้อารมณ์ของท่านเตลิดไปกับข้อมูลข่าวสารที่ผ่านตา...”แม้กระทั่งที่นี่  www.visittsurin.com
 
 
 
 
 
 

ตามรอยอารยธรรมขอม
ปราสาทบ้านพลวง
            สถานการณ์โลก ปีพ.ศ. ๑๖๐๔ – ๑๘๓๔ บริเวณศูนย์กลางของโลก(ปัจจุบันคือประเทศอิสราเอล-ปาเลสไตน์) กำลังเกิดความขัดแย้งยุ่งยากซับซ้อน ”สงครามครูเสด” ระหว่างกองทัพของชาวคริสต์ในยุโรป กับกองทัพของชาวมุสลิม การรบพุ่งรบพุ่งกันยาวนานถึง ๒๓๐ ปี 
            เวลาเดียวกัน กองทัพของเจงกีสข่าน (พ.ศ.๑๗๕๐) ได้บุกตลุยเข้าไปในจีน ยึดเอาประเทศจีนให้หลานชายชื่อ กุบไลข่าน ตั้งราชวงศ์หยวน ส่วนเจงกิสข่าน เขาได้นำทัพบุกตลุยต่อไปทางตะวันตก ทำลายกรุงแบกแดดของกาหลิบ และบุกต่อถึงเขตแดนยุโรป
            ขณะที่จักรพรรดิกุบไลข่าน ปกครองจีน มาร์โคโปโล นักผจญภัยแสวงโชคชาวเวนิช ได้เดินทางผ่านทะเลทรายอาหรับ เข้าไปในจีน และเสนอตัวรับใช้จักรพรรดิ กุบไลข่านนานถึง23ปี ก่อนเดินทางกลับยุโรปทางเรือ ผ่านช่องแคบมะละกา อินเดีย ทะเลแดง กลับสู่เวนิช และได้เขียนหนังสือเรื่องราวเกี่ยวกับตำนาน หมู่เกาะเครื่องเทศ” ในโลกตะวันออกที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยเครื่องเทศ เพชรนิลจินดาฯลฯ
             อาณาจักรเมืองพระนครกำลังอยู่ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด รัชสมัยของพระเจ้าสุริยะวรมันที่๒ ระหว่างพ.ศ. ๑๖๗๕ พระองค์ทรงประกอบพิธีกัลปนาและอุทิศรูปสลักวิษณุเทพองค์ประธาน ซึ่งสูญหายไปนานแล้ว ในระหว่างการก่อสร้างเทวาลัย “นครวัด” พระองค์สวรรคตใน ปีพ.ศ. ๑๖๙๓ ขณะที่การสร้างนครวัดยังไม่เสร็จ
             อาณาจักรเมืองพระนครยังคงรุ่งเรืองสืบเนื่องต่อมา ถึงรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ.๑๗๓๐-๑๗๖๓) พระองค์ได้ทรงสร้างนครธม ปราสาทบายน ศาสนสถาน อโรคยาศาลา อย่างมากมายทั้งในและนอกราชอาณาจักรของพระองค์มากถึง ๗๔ แห่ง

ปราสาทหินบ้านพลวง
 
 
บรีชา วรเศรษฐสิน
๖ มิถุนายน ๒๕๕๐
ปราสาทหิน บ้านพวง
ขณะที่สถานการณ์โลกกำลังเปลี่ยนแปลงการเดินทาง เดินทัพไประยะที่ไกลๆเริ่มมากขึ้น ด้านเหนือเทือกเขาพนมดงรัก ปราสาทบ้านพลวงได้ค่อยๆปรากฏขึ้น ท่ามกลางแรงศรัทธาจิตวิญญานของชุมชน และช่างศิลปะฝีมือประณีตค่อยบรรจง ประดิษฐ์งานสถาปัตย์กรรม ศิลปกรรมศาสตร์ที่แฝงไปด้วยพลังอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ลี้ลับ ด้วยจิตวิญญาณของพวกเขาลงไปบนแผ่นศิลา เพื่อประกาศแก่คนรุ่นหลังได้ร่วมกันสร้างสรรค์สืบทอดอารยะธรรมอันงดงามแห่งพนมดงรักกันต่อๆไปยาวนานนับพันปี
 
ปราสาทหินบ้านพวง ผู้เชี่ยว ชาญทางด้านประวัติศาสตร์กัมพูชา ต่างเชื่อว่าถูกสร้างขึ้นระหว่างปลายยุคเมืองพระนคร ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ท่ามการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก และในอีก ๑๐๐-๒๐๐ ปีต่อมา ก็เข้าสู่ยุคการค้นพบครั้งมโหฬาร เมื่อ ดา กามา  โคลัมบัส ก็ค้นพบชวา และอเมริกาฯลฯ ยุคนี้นับเป็นยุคที่ยุโรปนิยมโลกตะวันออก
 
ลักษณะทางสถาปัตยกรรมศาสตร์
ปราสาทบ้านพลวง มีลักษณะของศิลปะร่วมแบบบาปวน และแบบนครวัด  ครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ สถาปนาราชวงศ์มหิธรปุระ ยังพบว่ามีปราสาทลักษณะคล้ายกันหลายแห่งในประเทศไทย เช่น
ปราสาทพนมรุ้ง  ปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
ปราสาทสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
ปราสาทสดกก็อกธม อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว
ปราสาทพนมวัน และปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
ปราสาทกู่สวนแตง 
ปราสาทตาเมือนธม กิ่งอำเภอพนมดงรัก และปราสาทศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์  ฯลฯ
                                               
ลักษณะของปราสาทหินองค์นี้เป็นปรางค์องค์เดียว ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีประตูทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียวส่วนด้านอื่นอีกสามด้านทำเป็นประตูหลอก
 
องค์ปรางค์ก่อด้วยศิลาแลง และหินทรายสีชมพู ศาสนสถานแห่งนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม มีภาพจำหลักที่ละเอียดอ่อนด้วยฝีมือช่างศิลป์ที่ประณีตงดงาม แต่องค์ปรางค์เหลือเพียงครึ่งเดียว ส่วนยอดหักหายไป รอบบริเวณมีบาราย (สระน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น)
 
สันนิษฐานได้ว่า
-ปราสาทแห่งนี้น่าจะเป็นการ สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่องค์พระอินทร์  
-จากลักษณะของฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ มีพื้นที่ทางด้านข้างขององค์ปรางค์เหลืออยู่มาก สันนิษฐานว่า แผนผังที่แท้จริงของปราสาทแห่งนี้น่าจะประกอบด้วยปรางค์สามองค์สร้างเรียงกัน แต่อาจยังสร้างไม่เสร็จหรืออาจถูกรื้อออกไปอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นได้
 
 
ภาพจำหลักองค์ปรางค์ปราสาท
ลวดลายประดับที่ ทับหลัง หน้าบันและเสาประดับกรอบประตู ที่พบดังนี้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
        -         ภาพจำหลักที่ทับหลัง ได้แก่ภาพลายหน้ากาล คายท่อนพวงมาลัยอยู่ตรงกึ่งกลางด้านล่าง  ที่มือจับท่อนพวงมาลัย 
-         เหนือท่อนพวงมาลัยเป็นลายใบไม้หรือลายกระหนกม้วนออกทั้ง  ๒ ข้าง  
-        ใต้ท่อนพวงมาลัยเป็นลายใบไม้ม้วนเข้า  (หากมีลายเฟื่องอุบะมาแบ่งท่อนพวงมาลัยออก เป็น ๔ ส่วน จะจัดเป็นแบบคลัง แต่ถ้าไม่มีจะจัดเป็นแบบบาปวน)
 
 
 
 
 
http
 
 
 
 
 
 
 
      -         ด้านทิศตะวันออกสลักเป็นรูปพระกฤษณะ ยกภูเขาโควรรธนะ
-         ผนังด้านหน้ามีรูปทวารบาลยืนกุมกระบอง ภาพจำหลักที่ทับหลัง เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณอยู่ภายในซุ้มเหนือหน้ากาล มีซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ ส่วนทางด้านเหนือสลักเป็นรูปพระกฤษณะฆ่านาค
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
-         ภาพจำหลักสัตว์ต่างๆเช่นรูปสัตว์เรียงเป็นแนว เช่น ช้าง กระรอก หมู ลิง และวัว อยู่บนทับหลังด้านทิศใต้ ภาพจำหลักเป็นรูปสัตว์ในธรรมชาติ ที่พบนี้ สันนิษฐานว่าพื้นที่ป่าบริเวณนี้น่าจะมีความอุดมสมบูรณ์ของมาก ภาพสัตว์ปีกคอยาวชนิดต่างๆซึ่งหาปลาเป็นอาหาร น่าจะบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ
-         ความเป็นเอกลักษณ์ภาพจำหลักสัตว์ในธรรมชาติชนิดต่างๆ ที่พบอีกแห่งพื้นที่ในบริเวณใกล้เคียงกันนี้ที่ รอยพระพุทธบาท เขาศาลา พบว่ามีการสลักภาพสัตว์ธรรมชาติชนิดต่างๆมากถึง ๑๖๖ ชนิด ศิลปะดังกล่าวจึงน่าจะสร้างสรรค์ขึ้นโดยช่างศิลปะในท้องถิ่น
 
ข้อสังเกตที่สำคัญ ของศิลปะแบบ บาปวน - นครวัด
 
-        ทับหลังในศิลปะแบบนครวัดส่วนใหญ่ จะนิยมสลักภาพเล่าเรื่อง ประกอบด้วยรูปบุคคลเล็กๆ เต็มพื้นที่ เช่น ที่ปราสาทหินพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทศีขรภูมิ ฯ
-         ประติมากรรมรูปบุคคลในศิลปะแบบบาปวน จะสังเกตได้จากทรงผม ที่ถักและเกล้าขึ้นไปเป็นมวยอยู่เหนือศีรษะคางเป็นร่อง ชายผ้านุ่งด้านหน้าเว้าใต้พระนาภี(ท้อง) ด้านหลังสูงขึ้นมาถึงกึ่งกลางหลัง
-         ศิลปะแบบนครวัดนิยมมงกุฎทรงกรวย มีเทริด (อ่านว่าเซิด: เป็นเครื่องประดับศรีษะ) และประดับเครื่องทรง
-         ปราสาทขอมศิลปะแบบนครวัดที่พบในดินแดนไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗   ที่มีลักษณะเฉพาะเกิดขึ้น โดยอาจถือเป็นงานที่พัฒนาขึ้นในท้องถิ่น ได้แก่ การทำยอดปราสาทที่เป็นทรงพุ่ม เช่น ที่ปราสาทหินพิมายและปราสาทพนมรุ้ง โดยเปลี่ยนการประดับชั้นหลังคาจากปราสาทจำลอง เป็นการประดับแผ่นหินที่อยู่ในรูปสามเหลี่ยม  ซึ่งในปัจจุบันพบว่าลักษณะ ดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศกัมพูชาก่อนแล้ว

ชุมชนโบราณที่พบ ในปัจจุบันบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง กับปราสาทบ้านพลวง ในเขตอำเภอปราสาทพบว่ามีชุมชนโบราณอยู่ ๗ แห่งด้วยกัน

การบูรณะ ได้รับการขุดแต่งบูรณะเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยวิธีอนัสติโลซิส คือการรื้อตัวปราสาทลง เสริมความมั่นคงและประกอบขึ้นใหม่ดังเดิม

สถานที่ตั้ง บ้านพลวง ตำบลกังแอน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ห่างจากอำเภอปราสาท ประมาณ ๔ กิโลเมตร การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๑๔ ถนนสุรินทร์ – ช่องจอม ระหว่างกิโลเมตรที่ ๓๔ – ๓๕ มีทางแยกซ้ายมือเข้าไปประมาณ ๑ กิโลเมตร ก็จะถึงองค์ปราสาท 
เปิดให้ชมทุกวัน ระหว่างเวลา ๐๗.๓๐-๑๘.๐๐น. ค่าเข้าชม ชาวไทย ๑๐ บาท ชาวต่างประเทศ ๓๐ บาท

อนัสติโลซิส (ANASTYLOSIS)
อองรี มาร์ชาล ชาวฝรั่งเศส เป็นคนแรกที่นำเทคนิคซึ่งเรียกว่าอนัสติโลซิส มาใช้ในการบูรณะปราสาทขอมแห่งแรกคือ ปราสาทบันทายสรี ระหว่างปีพ.ศ. ๒๔๕๗-๒๔๖๑ ที่ค้นพบในสภาพพังทลายลงมา ให้กลับสู่สภาพเดิมใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด ทำให้พวกเราในยุคปัจจุบันได้ชื่นชมความวิจิตรงดงามของ ปราสาทบันทายสรีเป็นบุญตา
 
วิธีอนัสติโลซิส ที่สำคัญคือวิธีการอนุรักษ์โบราณสถาน โดยรื้อของเดิมลงมาทำความสะอาดแล้วทำรหัสไว้ จากนั้นทำฐานใหม่หรือโครงสร้างใหม่ให้แข็งแรง แล้วจึงนำชิ้นส่วนที่รื้อรวมทั้งที่พังทลายลงมากลับไปตั้งใหม่ในที่เดิม ตำแหน่งเดิม
 
ความสำคัญของการอนุรักษ์ด้วยวิธีดังกล่าวคือ การบูรณะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อที่จะรักษาสภาพเดิมของโบราณสถานแห่งนั้น ๆ ให้ได้มากที่สุด ผู้เชี่ยวชาญการบูรณะจำต้องอาศัยความรู้ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี สถาปัตยกรรม ศิลปะแห่งยุคสมัยนั้นๆอย่างลึกซึ้ง การบูรณะจึงทรงคุณค่า
 
วิธีอนัสติโลซิส นำมาใช้ในประเทศไทย ครั้งแรก โดย เบอร์นาร์ด ฟิลิปส์ โกลีเย ชาวฝรั่งเศส ได้แก่ ปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทหินเมืองต่ำ เป็นต้น 

ราชวงศ์มหิธรปุระ
จากการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์อาณาจักรกัมพูชายุคเมืองพระนครของศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์    ได้ลำดับกษัตริย์ของราชวงศ์มหิธรปุระมีทั้งหมดห้าพระองค์ดังนี้
1.      พระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ (ราว พ.ศ. ๑๖๓๓-๑๖๕๑)
2.      พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ ๑ (ราว พ.ศ. ๑๖๕๑-๑๖๕๕) อนุชาของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๖
3.      พระเจ้าสูรยวรมันที่ ๒   (พ.ศ. ๑๖๕๕-๑๖๙๕) นัดดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ และพระเจ้าธรณินทราวรมันที่ ๑
4.      พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ ๒ (พ.ศ. ๑๖๙๕-๑๗๒๔) พระญาติของพรเจ้าสูรยวรมันที่ ๒ (ในปัจจุบันเชื่อกันว่าพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ ๒   พระบิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ คงมิได้ขึ้นครองครองราชย์ที่เมืองพระนคร หากแต่น่าจะเป็นพระเจ้ายโศวรมันที่ ๒ ทรงขึ้นเสวยราช์ก่อนการแย่งราชสมบัติโดยพระเจ้าตริภูวนาทิตยวรมัน )
5.      พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ. ๑๗๒๕-๑๗๔๔) โอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ ๒
 
ตามที่หลักฐานศิลาจารึกพนมรุ้งได้กล่าวถึง กษัตริย์หิรัณยวรมัน และพระนางหิรัณยลักษมี ผู้ทรงสร้างเมืองอย่างมั่นคงที่ กษิตีนทรคาม และมีพระโอรส คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ (พ.ศ. ๑๖๓๓ ๑๖๕๑) ครองราชสมบัติที่กรุง มเหนทรปุระ สอดคล้องกับข้อสันนิษฐานที่ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ได้ลำดับสายราชวงศ์มหิธรปุร ที่เมืองพระนคร (ประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน) โดยระบุว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ คือ   ต้นสกุลราชวงศ์มหิธรปุระ
ราชวงค์มหิธรปุระ มาจากใหน?..ปริศนา..ที่นักค้นคว้าประวัติศาสตร์อารยะธรรมพนมดองเร็ก ฝ่ายไทยกำลังให้ความสนใจ ว่าอาจจะอยู่แถบตอนเหนือของเทือกเขาพนมดองเร็ก ซึ่งในปัจจุบันอยู่บริเวณจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์..การค้นพบใหม่ๆอาจหักล้างความเชื่อเดิมได้..หากแต่คงต้องเหนื่อยกันหน่อยละเพราะว่าศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองอาณาจักรกัมพูชายุคเมืองพระนคร ตั้งตะหง่านอลังการ์อยู่เหนือตวนเลสาบให้เห็นในปัจจุบัน
 
VIDEOs
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

เกียรติมุขหรือหน้ากาล ที่พิพิธภัณฑ์สถานพิมาย

ที่มา : รศ.วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=surya21&month=10-2012&date=27&group=4&gblog=3

รูปเทวดาประทับนั่งเหนือเกียรติมุขหรือหน้ากาลกลางทับหลัง หน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยแยกออกไปทั้งสองข้างทับหลังลักษณะเช่นนี้พบทั่วไปเป็นจำนวนมาก ภาพบุคคลหรือเทพบางรูปสามารถระบุได้ว่าเป็นเทพองค์ใดโดยพิจารณาจากพาหนะและอาวุธที่ทรงถือ แต่ส่วนใหญ่จะระบุค่อนข้างยาก ทั้งนี้เพราะอาวุธที่ทรงถือนั้นแตกหักหรือลบเลือนจนไม่สามารถระบุอย่างชัดเจนได้

หน้ากาลหรือเกียรติมุข เป็นรูปหน้าขบ มีแต่หัวไม่มีขากรรไกร มีมาตามคติพราหมณ์เรื่องเดิมมีอยู่ว่า

ครั้งหนึ่งพระอิศวร เกิดพิโรธอย่างรุนแรง จนเกิดตัวเกียรติมุข กระโดดออกมาจากหน้าตรงระหว่างคิ้วที่ขมวดนั้นตัวเกียรติมุุขหรือตัวโกรธนี้ เมื่อบังเกิดขึ้น มันก็หิวทันทีมันเริ่มกินทุกสิ่งทุกอย่างรอยตัวเอง เมื่อไม่มีอะไรกินมันก็เริ่มกินตัวมันเอง คือแขน ขา ลำ ตัว จนเหลือแต่หัว ขณะนั้นพระอิศวรทรงทอดพระเนตรดูโดยตลอด ได้เห็นโทษของความโกรธอันทำให้เกิดตัวเกียรติมุขนั้นพระองค์จึงตรัสกับตัวเกียรติมุขว่า ลูกเอ๋ย พ่อเห็นแล้วว่า ความโกรธนี้มันเผาผลาญหมดทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ตัวเองเจ้าจงไปประดิษฐานอยู่ตรงหน้าบันหรือส่วนมุกของเทวลัยเพื่อเป็นเครื่องเตือน สติมวลมนุษย์ทั่วไปให้รู้จักยับยั้งความโกรธเสียตัวเกียรติมุขจึงปรากฏตามเทวสถานทั่งไปจนบัดนี้

ตัวเกียรติมุขนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หน้ากาละ หมายถึงกาลเวลาย่อมกินตัวเองและทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้หมดสิ้นไป มนุษย์จึงไม่ควรประมาท (น.ณ ปากน้ำ.2522:37-38)

ในทางศิลปะ รูปเกียรติมุขหรือหน้ากาล ทำเป็นรูปใบหน้าสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งลักษณะใบหน้าผสมผสานคล้ายกับมนุษย์ประเภทดุร้ายกับสัตว์ประเภทเสือ ส่วนที่เป็นจมูกมีลักษณะป้านแบนดวงตากลมพองถลนออกมา บางครั้งจากดวงตานี้มีเขาขนาดเล็กงอกต่อขึ้นไป ใบหน้าตอนบนช่วงหน้าผากมักทำเป็นลวดลายอย่างใบไม้อ้าปากกว้าง ริมฝีปากบนมีฟัน และเขี้ยว ไม่มีริมฝีปากล่าง ใบหน้าสัตว์ประหลาดอย่างนี้บางครั้งตอนล่างของปากมีมืออย่างมนุษย์หรืออุ้งเท้าสัตว์ปรากฏอยู่สองข้าง

รูปเกียรติมุข ปรากฏแพร่หลายมากในศิลปะขอม มักจะแกะสลักไว้บนทับหลังประตูทางเข้าเทวสถานทั่วไปกล่าวกันว่าเริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 โดยได้แบบอย่างมาจากศิลปะสมัยศรีวิชัย

สันนิษฐานกันว่าเกียรติมุขนี้คงจะแผ่เข้ามาในประเทศไทยสมัยทวารวดี และสมัยศรีวิชัยมีคติเชื่อกันว่า เกียรติมุขนี้เป็นยันต์ เป็นเทพเจ้ารักษาธรณีประตูเป็นเครื่องป้องกัน บ้านเรือน ขับไล่เสนียดจัญไร ในอินเดียถือว่าเกียรติมุขนี้จะคอยคุ้มครองผู้นับถือพระศิวะที่มาของเกียรติมุขนี้ บางท่านเข้าใจว่ามีกำเนิดในประเทศใดประเทศหนึ่งในทวีปเอเชียนี้อาจจะได้มาจากธิเบตก็ได้ บางท่านว่ากำเนิดเดิมอยู่ที่ ประเทศจีน ยังมีรูปเรียกว่าต่าวเจียว(Tีao Tีieh) เทพเจ้าผู้ตะกละเป็นรูปทำนองเดียวกับเกียรติมุขของอินเดีย ปรากฏอยู่ในภาชนะสัมฤทธิ์จีนสมัยซางหรือหยิน(850-550ปีก่อนพุทธกาล) ซึ่งอยู่ในพิพิธภัณฑ์กีเมต์ กรุงปารีสแล้วแผ่ไปยังอินเดียโดยทางบก ปรากฏอยู่ในศิลปะของอินเดียสมัยอมราวดีและคุปตะ ที่น่าสังเกตุอีกประการหนึ่งคือ ลายเฉพาะ ที่มีแต่หน้าแบบเกียรติมุขนี้ ยังพบในลายของพวกอินเดียนแดงอีกด้วย สันนิษฐานว่าจะไปจากประเทศจีนครั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์(สารานุกรมไทย.2529-2502:1557)

ทับหลังรูปเทวดานั่งเหนือเกียรติมุขนี้ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย

…………………………………………..

กล่าวกันว่า รูปราหูนั้นได้แบบอย่างมาจากรูปเกียรติมุขหรือหน้ากาล เนื่องจากมีลักษณะคล้ายกัน คือ “ ภาพเกียรติมุข เป็นรูปหน้าขบหรือยักษ์คล้ายราหู มีแต่หัวไม่ขากรรไกร มีมาตามคติพราหมณ์ เรื่องเดิมมีอยู่ว่า

ครั้งหนึ่งพระอิศวร เกิดพิโรธอย่างรุนแรงจนเกิดตัวเกียรติมุข  กระโดดออกมาจากหน้าตรงระหว่างคิ้วที่ขมวดนั้น ตัวเกียรติมุขหรือตัวโกรธนี้ เมื่อบังเกิดขึ้น มันก็หิวทันที มันเริ่มกินทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเอง เมื่อไม่มีอะไรกินมันก็เริ่มกินตัวมันเอง คือ แขน ขา ลำตัว จนเหลือแต่หัว ขณะนั้นพระอิศวรทรงทอดพระเนตรดูโดยตลอด ได้เห็นโทษของความโกรธอันทำให้เกิดตัวเกียรติมุขนั้น พระองค์จึงตรัสกับตัวเกียรติมุขว่า ลูกเอ๋ยพ่อเห็นแล้วว่า ความโกรธนี้มันเผาผลาญหมดทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ตัวเอง เจ้าจงไปประดิษฐานอยู่ตรงหน้าบันหรือส่วนมุขของเทวลัยเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติมวลมนุษย์ทั่วไปให้รู้จักยับยั้งความโกรธเสีย  ตัวเกียรติมุขจึงปรากฏตามเทวสถานทั่วไปจนบัดนี้

ตัวเกียรติมุขนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หน้ากาละ หมายถึงกาลเวลาย่อมกินตัวเอง และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้หมดสิ้นไป มนุษย์จึงไม่ควรประมาทเมื่อคดินี้พลัดมาสู่ชาวพุทธจึงได้คิดแปลงเป็นตัวราหู บาทีก็เป็นรูปอมจันทร์” ( น.ณ. ปากน้ำ. 2522 : 37 – 38 )

ราหูนั้น ตามตำนาน ( มีหลายตำนาน ) ตำนานหนึ่งกล่าวว่า เกิดขึ้นจากพระอิศวรนำหัว ผีโขมด 12 หัว มาป่นและประพรมด้วยน้ำอมฤตเกิดเป็นราหูมีร่างกายส่วนบนเป็นมนุษย์ หน้าตาดุร้าย ร่างกายส่วนล่างเป็นงู

สาเหตุที่ราหูมีครึ่งตัวและจองเวรจองกรรมกับพระอาทิตย์และพระจันทร์นั้น มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยหนึ่งเมื่อเทวดาและอสูรเข้าร่วมพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤต ราหูได้แปลงตัวเป็นเทวดาเข้าไปในเทพชุมนุมและได้กินน้ำอมฤตด้วย พระอาทิตย์ พระจันทร์ เห็นเข้าจึงได้ฟ้องพระนารายณ์ พระนารายณ์ทรงกริ้วขว้างด้วยจักรถูกราหูขาดเป็น 2 ท่อน อาศัยที่ราหูได้ดื่มน้ำอมฤตจึงไม่ตาย ท่อนหัวไปอยู่ในอากาศเป็นพระราหูคอยจับพระอาทิตย์และพระจันทร์กินหรืออม เพื่อเป็นการแก้แค้นอยู่เนือง ๆ หรือที่เรียกว่า จันทรคราส และสุริยคราส ปรากกให้เห็นอยู่เสมอ ๆ ส่วนท่อนหางไปเป็นดาวพระเกตุ อยู่ในอากาศเช่นกัน ( สัจจาภิรมย์ . 2507 : 59 – 61 )

“ราหูหมายถึงกิเลส ดวงจันทร์หมายถึงจิต ถ้าปล่อยให้ราหูอมคือเกิดคราส ดวงจันทร์ก็จะถูกบังจนมืดมิด เหมือนจิตมนุษย์ที่ถูกกิเลสบดบังจนมองไม่เห็นสภาวะความจริงใด ๆ ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้โบราณชนท่านจึงนิยมทำรูปราหูไว้ตรงหน้าศาสนสถานเพื่อเตือนใจผู้คนให้ล่วงรู้ ความจริงข้อนี้”  (น.ณ. ปากน้ำ. 2522 : 356)

ในทางศิลปะภาพราหูปรากฏในงานศิลปะไทย ทำเป็นรูปหน้ายักษ์แสดงทางด้านหน้า ไม่มีลำตัว มีแต่ส่วนแขนจับรูปกลมที่เป็นสัญลักษณ์แทนพระอาทิตย์แลพระจันทร์อมหรือกิน มีทั้งจิตรกรรมและประติมากรรม มักจะประดับไว้ตามซุ้มประตูทางเข้าศาสนสถาน หรือประดับหน้าบันโบสถ์ วิหารทั่วไป เช่น ภาพราหูแกะสลักด้วยไม้ ประดับหน้าบันทั้งด้านหน้าและด้านหลังพระอุโบสถ วัดหน้าพระเมรุ เป็นต้น

http://www.wisut.net/article/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%84/

 

        

 

ปริศนา“ปราสาทบ้านพลวง”

เมื่อสัตว์ชั้นต่ำได้อยู่เคียงคู่กับเทพเจ้า

Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 3714 , 13:14:33 น.  

หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/08/23/entry-1

           วันนี้ผมก็ขอเชิญชวนเพื่อน ๆ ชาว BlogOKnation มาร่วมท่องเที่ยวและสัมผัสบรรยากาศเมืองสุรินทร์ถิ่นแดนอีสานใต้กับเรื่องราว "ตีความ" ที่อาจจะดูเป็น"นิทาน" ของผมอีกครั้ง เพื่อร่วมกันไข "ปริศนา" ภาพแกะสลักมุมหนึ่งของปราสาทหินหลังเล็ก ๆ แต่มีความโดดเด่น งดงาม และกำลังบอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในอดีต โดยที่หลายคนที่เคยได้ไปเยือน "ไม่รู้ตัว"

         ปราสาทหินบ้านพลวง ที่เรากำลังจะไปเยี่ยมเยือนนี้ ตั้งอยู่ที่บ้านพลวง ตำบลกังแอน อำเภอปราสาท ตามถนนสายสุรินทร์-ปราสาท-ช่องจอม มีทางแยกซ้ายมือเข้าไปอีกประมาณ 900 เมตร มีป้ายบอกทางเข้าไปถึงตัวปราสาทได้โดยสะดวกครับ

ปราสาทหินบ้านพลวง เป็นปราสาท”สรุก” หรือศาสนสถานศูนย์กลางประจำชุมชนโบราณ  ซึ่งมักจะสร้างขึ้นเป็นหลังเดี่ยว สามหลังหรือห้าหลัง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปราสาทหลังกลางจะเป็นที่ประดิษฐาน "ศิวลึงค์" อันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาฮินดูลัทธิบูชาพระศิวะหรือ "ไศวะนิกาย" ในราวพุทธศตวรรษที่ 16 

         ปราสาทหินบ้านพลวงเป็นปราสาทหินขนาดเล็กได้รับการขุดแต่งบูรณะเมื่อปี 2514 - 16 โดยวิธีการ "อนัสติโลซิส" (การรื้อมาและประกอบเป็นจิ๊กซอว์ขึ้นไปใหม่ เสริมโครงสร้างและรากฐานใหม่ หินส่วนไหนขาดก็เติมหินใหม่เข้าไปให้สมบูรณ์ โดยไม่ขัดแย้งกับลวดลายศิลปะเดิมของปราสาท) โดย นาย แวนส์ เรย์ ซิลเดรสนักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ที่กำลังทำงานวิจัยเรื่องเกี่ยวกับศิลปะตะวันออกสมัยโบราณอยู่

        เขาเดินทางสำรวจปราสาทหินมามากมาย ก็ยังไม่ถูกใจ เพราะหลายแห่งเป็นปราสาทแบบ "อโรคยศาลา"  จึงไม่มีลวดลายศิลปะการแกะสลักหินให้ศึกษามากนัก จนได้มาพบกับปราสาทหลังหนึ่งในสภาพพังทลาย ทับถมเป็นเนินดินในป่ารกชัฏ ใกล้กับบ้านพลวง

       ภาพแรกที่เห็นคือลวดลายของหน้าบันที่อยู่เหนือเนินดิน มีรูปเทพเจ้าสลักอยู่สวยงาม เขาจึงเกิดความสนใจ และต้องการที่จะบูรณะขึ้นมาใหม่ตามแนวคิด "อนัสติโลซิส" ที่นิยมใช้กับการบูรณะปราสาทในช่วงนั้น

        ซิลเดรส  ทำเรื่องขออนุญาตกรมศิลปากรและได้รับทุนจากมูลนิธิวิจัยโซเดย์ แห่งสหรัฐอเมริกา มาเป็นงบประมาณในการบูรณะปราสาทบ้านพลวงประมาณ  6แสนบาทในปี 2514 


          ปราสาทบ้านพลวงเป็นปราสาทหลังเดี่ยว ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีประตูทางเข้าอยู่ด้านหน้าเพียงด้านเดียว ส่วนด้านอีก  3 ด้านทำเป็นประตูแกะสลักหินเป็นรูปประตูลายไม้ หรือประตูหลอก ตัวปราสาทก่อมร้างด้วยหินทราย ด้านบนเรือนธาตุสร้างด้วยอิฐซึ่งพังทลายลงมาจนหมดแล้ว จึงเหลือตัวปราสาทเพียงครึ่งเดียว มีคูน้ำเป็นรูปตัวยู ( U ) ล้อมรอบ ใกล้เคียงกันมี "บาราย"  หรือสระน้ำขนาดใหญ่ เป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณมาก่อน

        ปราสาทหินบ้านพลวง ถึงจะสร้างขึ้นตามแผนผังการวางยันต์มันดาราในคติจักรวาลสากล ตามลัทธิฮินดู แต่ก็มีการผสมผสานลัทธิบูชาพระกฤษณะมาร่วมอยู่ไม่น้อยครับ

        และด้วยฐานศิลาแลงขนาดใหญ่ของปราสาทหินบ้านพลวงนี้ ทำให้มีข้อสันนิษฐานกันว่า ปราสาทบ้านพลวงน่าจะมีความตั้งใจสร้างเป็นปราสาท 3 หลังบนฐานเดียวกันในครั้งเริ่มแรก แต่ก็คงเกิดเหตุการณ์สำคัญเช่น สงคราม โรคระบาด ความแห้งแล้ง การย้ายถิ่นฐาน ที่ล้วนส่งผลให้การก่อสร้างปราสาทสรุกหยุดชงักไป

          แม้แต่ปราสาทที่เห็นอยู่ก็ยังแกะสลักไม่เสร็จนะครับ!!!

        "หน้าบัน" ทางทิศตะวันออกอันเป็นด้านหน้าขององค์ปราสาท แกะสลักเข้าไปในตัวเรือนปราสาท อันเป็นเทคนิคที่ความนิยมกันในพุทธศตวรรษที่ 16 เพราะหากใช้หินมาทำเป็นหน้าบันแยกออกมา จะต้องเพิ่มฐานและโครงสร้างหินมารองรับอีกจำนวนมาก ซึ่งเงื่อนไขนี้อาจจะไม่เหมาะสมกับชุมชนที่มีจำนวนประชากรไม่มากนัก

         ภาพแกะสลักเป็นเรื่องราวของเทพปกรณัม (Mythology) "พระกฤษณะ" กำลังยกเขาโควรรธนะ ป้องกันผู้เลี้ยงวัว โคปาลและโคปีพรรคพวกของพระองค์  จากฝนกรดที่พระอินทร์โปรยลงมา ท่านจะเห็นภาพโคปาลและโคปี รวมทั้งรูปวัว แกะสลักอยู่ที่หน้าบันอย่างชัดเจน

        เมื่อสังเกตดี ๆ ผมก็ให้นึกขำ ช่างโบราณดันไปแอบบแกะภาพกระรอกกระแตและกวางป่ามาไว้เหนือใบระกาก้านต่อดอกพันธุ์พฤกษา ซึ่งไม่เคยปรากฏเป็นคติในลัทธิความเชื่อใดในการสร้างปราสาทองค์ไหนของวัฒนธรรมเขมร ก็เห็นจะมีแต่ที่นี่แหละครับ

      หน้าบันทางทิศเหนือ ท่าทางจะเป็นช่างแกะสลักคนละคนกันกับทางทิศตะวันออก รูปสลักจึงกลายมาเป็นเทพเจ้าประจำทิศเหนือแทน ซึ่งก็คือท้าวกุเวรประทับบนคชสีห์

      หน้าบันทางทิศตะวันตก เพิ่งเริ่มจะแกะสลักและหยุดไป ไม่สลักต่อ ซึ่งตามคตินิยมแล้ว "น่าจะ" ตั้งใจสลักเป็นรูปพระวรุณทรงหงส์

       หน้าบันทางทิศใต้ เป็นรูปบุคคลในท่านั่ง "มหาราชาลีลาสนะ" บนหน้าเกียรติมุข ซึ่งตามคติความเชื่อของฮินดู ควรจะเป็นพระยมทรงกระบือ

       กลับมาที่ด้านหน้าปราสาททางทิศตะวันออกกันอีกครั้ง จะมีรูปสลักของทวารบาลถือกระบองในซุ้มเรือนแก้ว บริเวณย่อมุมขององค์ปราสาททางซ้ายและขวาของประตู ยังแกะสลักไม่เสร็จครับ

          และดูเหมือนว่า รูปสลักของทวารบาลถือกระบองทั้งทางด้านหน้าและรูปทวารบาลกับนางอัปสรทางทิศใต้นี้ จะไม่ได้สร้างขึ้นพร้อมกับองค์ปราสาทอย่างแน่นอน เพราะรูปแบบศิลปะแตกต่างไปอย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะแกะสลักในสมัยบายน พุทธศตวรรษที่ 18 มาแล้ว !!!

         "ทับหลัง" หรือหินใหญ่กดทับหลังประตูเพื่อถ่ายน้ำหนักของหินโครงสร้างปราสาทด้านบนไปทางซ้ายขวา ด้านทิศตะวันออกหรือด้านหน้าของปราสาทนี้ สลักเป็นรูป "พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้วเหนือเกียรติมุข ยึดท่อนพวงมาลัยที่คายออกมาจากปาก"  พระอินทร์เป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์เป็นเทพประจำทิศตะวันออก และเป็นเทพเจ้าที่ท้องถิ่นอีสานใต้โบราณให้ความสำคัญก่อนที่ลัทธิไศวะนิกายและไวษณพนิกายจะมามีอิทธิพลอย่างเต็มตัว

         จึงมักปรากฏรูปของพระอินทร์ทรงช้าง ในทับหลังหรือหน้าบันทางเข้าหรือทางทิศตะวันออกของปราสาทหินทุก ๆ แห่ง นัยยะคือ"ความหมายมงคลของพิธีกรรมแห่งความอุดมสมบูรณ์ (Fertility Ritual)"

        ทับหลังทางทิศเหนือเป็นรูปสลักเทพปกรณัมรูป "พระกฤษณะกำลังรบกับนาคกาลียะ" เมื่อครั้งนาคกาลียะได้พ่นพิษลงหนองน้ำของหมู่บ้าน ทำให้เหล่าโคปาล โคปีและโคทั้งหลายดื่มกินไม่ได้ พระกฤษณะจึงได้ออกมาต่อสู้กับนาคอย่างดุเดือด

      ทางด้านตะวันตกทับหลังด้านนี้ยังไม่ได้เริ่มแกะสลักรูปใด ๆ ครับ ดูเหมือนว่าทิศด้านหลังจะเป็นทิศสุดท้ายในการแกะสลักของทุกปราสาทหินเสมอ ๆ !!! 

      ด้านทิศใต้ เป็นทับหลังรูป"พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณสามเศียร" จริง ๆ แล้ว ด้านนี้ควรจะเป็นรูปสลักของพระยมทรงกระบือมากกว่า หรือรูปบุคคลด้านบนเหนือขึ้นไปที่หน้าบันจะเป็นรูปพระยมแล้ว

         แต่ทำไมช่างโบราณจึงเอาพระอินทร์มาไว้ในตำแหน่งนี้ ทำไมไม่เอาเรื่องราวเทพปกรณัมของพระกฤษณะมาใส่ไว้  มีปริศนา ความหมายหรือเหตุผลใดซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ ?!!!

      เมื่อได้พิจารณาองค์ประกอบของรูปสลักที่หน้าบัน เราจะพบรูปสลักของสัตว์นานาชนิดรวมอยู่ในภาพทับหลังอันศักดิ์สิทธิ์ของปราสาทแห่งเทพเจ้า

        ภาพเล่าเรื่องของสัตว์ชั้นต่ำ ทั้ง ฝูงลิงที่มาเกาะอยู่บนช่อเฟื่องอุบะแทนความหมายภาพฝูงลิงในป่า หงส์ ห่านหรือนกน้ำ กำลังจับปลากินอย่างมีความสุข โดยมีจระเข้แอบจ้องมองอยู่อย่างหิวกระหายในบึงน้ำใหญ่ แม่ม้าพาลูกมาเล็มหญ้า มีเสือคอยจ้องมองอยู่ด้านหลัง  วัวนอนหมอบอยู่ทางซ้ายและขวา และสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งแรด หมูป่า และช้าง ในภาพแกะสลักที่ลบเลือน

         เป็นครั้งแรกที่ปรากฏภาพแกะสลักของ "สัตว์ป่า"และ"สัตว์เลี้ยง" ที่สามารถสะท้อนเรื่องราวทาง "วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ" ให้เห็นสภาพแวดล้อมในอดีตของดินแดนแถบนี้

           ว่ามีทั้งหนองน้ำ ป่า สัตว์ป่านานาชนิดรวมทั้งจระเข้ !!!!

      และก็เป็นครั้งแรก ที่ภาพของสัตว์ชั้นต่ำได้มาสลักร่วมอยู่บนปราสาทที่อุทิศถวายแก่เทพเจ้า ซึ่งจะไม่ปรากฏในปราสาทใหญ่เพราะไม่ถูกต้องตามหลักคติปรัชญาทางศาสนา

       แต่ที่ปราสาทบ้านพลวง กลับพบการแหกกรอบความเชื่อ เมื่อช่างท้องถิ่นได้นำความประทับใจใน "บ้านเกิด" อันอุดมสมบูรณ์ของตน มาผสมผสานกับความเชื่อทางศาสนาในเรื่องของ "พระอินทร์" เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์

        กลายมาเป็นภาพสลักหินของเรื่องราว "ป่าไม้และสัตว์ป่า" จากสภาพแวดล้อมในยุคเขมรโบราณจริง ๆ ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยครับ !!!

       ส่วนภาพสลักตามคติความเชื่อ คือภาพของใบหน้า"เกียรติมุข" หน้าของสิงห์มีแต่ฟันบนไม่มีกรามล่าง บางครั้งก็จะมีลิ้นแลบออกมา มือถือท่อนพวงมาลัยทั้งสองข้าง

       ภาพของเกียรติมุขหรือหน้ากาล เป็นร่องรอยของการบูชายันต์ "หัวสัตว์" เพื่อความอุดมสมบูรณ์เพื่อบูชาเจ้าแม่ดินในยุคสมัยบรรพกาลก่อนประวัติศาสตร์ทั่วโลก

       จนเมื่อลัทธิฮินดูไศวะนิกายได้นำหัวตัวพลีกรรมบูชานี้มาใส่ในคติความเชื่อ มีเรื่องเล่าว่า "เกียรติมุขหรือหน้ากาล" เกิดขึ้นจากอำนาจแห่งความโกรธแห่งองค์พระศิวะ เกียรติมุขเกิดจากคิ้วของพระองค์จึงกระโดดออกมาแล้วกัดกินตัวเองแม้กระทั้งขากรรไกรจนหมดสิ้น เหลือแต่หัวท่อนบนลอยไปมา

        เกียรติมุข จึงแทนความหมายของการโกรธ คือการกัดกร่อนจิตใจและร่างกายของตนเอง หรือ "โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า" นั่นเอง

        เกียรติมุข กลายมาเป็นศิลปะเพื่อสื่อความหมายเตือนใจให้กับผู้พบเห็นได้เข้าใจในความมืดบอดของอารมณ์โกรธา ดังคำรำพันของพระศิวะที่ว่า

        ".... เจ้าเกียรติมุขเอ๋ย เจ้าเกิดจากความโกรธของข้า แล้วข้าได้รู้แล้วว่าความโกรธนั้นจักทำลายทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ตัวเองยังกัดกินได้จนหมด ต่อไปนี้เจ้าจงไปเป็นเกียรติมุข สถิตยังเทวสถานเพื่อเป็นคติเตือนใจสาธุชนให้ได้เห็นอำนาจของความโกรธ จะได้ยับยั้งทำลายเสีย มิให้เกิดโทสะขึ้น โลกจะได้ไม่เบียดเบียนกัน และเป็นที่อันเต็มไปด้วยความสงบสุข....."

      เกียรติมุขจึงกลายมาเป็นความหมายมงคล ช่างศิลปะโบราณได้แต่งเติมรูปมือเข้าไปบางครั้งก็เติมแต่งเป็นตัวสัตว์ ท่อนพวงมาลัยที่คายออกจากปาก แทนความหมายของ "น้ำ" ที่ไหลออกมาสู่เรือกสวนไร่นา ลวดลายพันธุ์พฤกษา ลายก้านต่อดอกในศิลปะการแกะสลักที่พลิ้วขึ้นไปด้านบน แทนความหมายของ "ข้าว"หรือ "ธัญญาหาร"ที่เติบโตเหลืองอร่าม อุดมสมบูรณ์เต็มท้องทุ่ง

      ภาพความหมายนัยยะแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่มีหน้ากาลอยู่ตรงกลางนี้ จึงเป็นที่นิยมในศิลปะของสังคมที่มีการเพาะปลูก"ข้าว" เช่นเขมรโบราณมายาวนาน และส่งต่อมายังศิลปะของไทยในยุคต่อมา

        ปริศนาภาพแกะสลักบนทับหลังที่ปราสาทบ้านพลวง ก็คือความหมายของความมงคลในพืชพันธุ์ธัญญาหารที่จะเติบโต หล่อเลี้ยงผู้คนและชุมชนอันเป็นฐานของบ้านเมือง รายล้อมด้วย แหล่งน้ำ ป่าไม้และพรรณสัตว์นานาชนิดนั่นเอง

        ที่สำคัญปราสาทบ้านพลวง ยังมี "พระอินทร์" เป็นเทพเจ้าในคติศาสนาฮินดู มาเป็นผู้สนองตอบต่อคำสวดวิงวอน  และทรงยอมประทับให้หมู่ภาพของสัตว์ชั้นต่ำให้มาอยู่รายล้อม เพื่อให้ผู้ที่มาบูชาที่เทวสถานแห่งนี้จะได้มีความสุขใจ และมั่นใจในผลผลิตที่จะเกิดขึ้นในฤดูกาลผลิตถัดไป

       ความมั่นใจในความอุดมสมบูรณ์ทั้งใน  "ความเชื่อ" (เทพเจ้า) ที่อยู่คู่กับ "ความจริง" (สัตว์ชั้นต่ำ น้ำ ป่า) ที่เขาจะได้ใช้ผลผลิตเหล่านั้นเลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย และครอบครัวอันเป็นที่รักตลอดไป

      หากท่านมีโอกาสไปเที่ยวชมปราสาทหินบ้านพลวงอีกครั้ง อย่าลืมแวะไปมุมทิศใต้ของปราสาทเพื่อชมรูปสลักที่มีความหมาย จะกราบไหว้บูชาหรือให้ความเคารพอย่างไร ก็สุดแล้วแต่จะทำกันครับ

          แต่ก็อย่าลืมขอ "ความอุดมสมบูรณ์" ให้กับชีวิตของท่านด้วยล่ะกัน !!!      

ความคิดเห็น

  1. 1
    ีumi
    ีumi 25/01/2009 21:18
    ปราสาทหินบ้านพลวง
    สถานที่ท่องเี่ที่ยวจังหวัดสุรินทร์
    http://www.onlinemoneyusd.ws/travel/Isan/Surin/Tours-Thai.html
  2. 2
    กูยสุริน เซ๊าะผระ
    กูยสุริน เซ๊าะผระ anon_surin@yahoo.co.th 06/04/2009 14:06
    ละออ ละออ ซะอ๊าด ซะอ๊าดด
    เขยจีถีว อู เเหน๋ เเหล๋ว เฮย
    ซะอาด หมัดหมวยเหลยล่ะ
    กูเซราะ ปราสาด ตอนไฮ รีน กู มัธยมต้น อูสุริน ขรู เพีย พ็อง ฮัย จี อู เเหน๋
    จะอ็อบ ๆๆ
    กะเเนน รีน จี ด๋าลๆๆ จีเเหม๋ ปราสาด เซาะ พลวง
    ขึดเตอะ ซามัย อู เดิม ด๋าลๆๆ คลัง
    จาอ๊อบๆๆๆ

  3. 3
    ฉัตรมงคล  กะการดี
    ฉัตรมงคล กะการดี kangdee55_@hotmail.com 10/04/2009 10:09
    {icon3} {icon1}
  4. 4
    แทมิน(มั้ง)
    แทมิน(มั้ง) aloha.ice@hotmail.com 20/08/2009 20:04
    สงสัยว่า...ทำไมข้างบนเหมียนโดนตัดจัง ใครรู้ช่วยตอบผมจะส่งอาจารย์คัฟฟฟฟ {icon9}
  5. 5
    จิราภรณ์
    จิราภรณ์ jiraporn05@chaiyo.com 19/09/2009 07:59
    หนูไปทัศนศึกษามาแล้วสวยมาก โรงเรียนบ้านแกใหญ่ {icon6}
  6. 6
    Umi Kanaka
    Umi Kanaka ohno2523@gmail.com 07/12/2010 22:23
    สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ - เที่ยวเมืองไทย ไม่ไปไม่รู้
    http://www.buddyinthailand.com/
  7. 7
    ANGKOR
    ANGKOR khmersculpture108@gmail.com 15/03/2011 12:09

    ปัจจุบัน เขายกเลิกข้อสมมุติฐานของยอร์ช เซเดส์ ไปแล้วครับ

    วงส์มหิธรปุระไม่ได้เริ่มต้นด้วย พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 หรือ พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 เพราะทั้งสองครองเมือง มเหนทรปุระ ไม่ใช่มหิธรปุระ  แต่วงศ์มหิธรปุระ เริ่มต้นจาก กำสเดงศรีมหิธรวรมัน ที่อพยพตามคำสั่งของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 1580 จาก เมืองวิเภทะ (ภูฝ้าย) มายังดินแดนแห่งรังโคล (ภูไปรบัด)       แล้วแต่งงานกับ ธิดา ของพระนางหิรัณยลักษมี  ซึ่งเป็นน้องของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 และพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 ต่างหาก

    เมื่อแต่งงานแล้วก็มีลูกชาย และลูกสาว คือ ศรีมหิธราทิตย์ (ผู้สร้างปราสาทบ้านพลวง) และ พระนางนเรนทรลักษมี   โดยมีพระนางนเรนทรลักษมีเป็นพี่สาว ของศรีมหิธราทิตย์
    ศรีมหิธราทิตย์ แต่งงานกับ พระนางราชปตินทรลักษมี แล้วมีลูกชายคือ  ศรีธรณินทรวรมันที่ 2

    พระนางนเรนทรลักษมี แต่งงานกับพระเจ้ากษิตินทราทิตย์ แล้วมีลูกชายคือ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    ศรีธรณินทรวรมันที่ 2 แต่งงานกับ พระนางชัยราชจุฑามณี (ลูกของพระเจ้าหรรษาวรมันที่ 3) แล้วมีลูกชายคือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7  และมีพระชายาอีกองค์หนง ซึ่งมีลูกชายด้วยกันคือ  พระเจ้ายโศวรมันที่ 2

    หมายเหตุ - ผู้ที่ มีคำว่า " ศรี "นำหน้า ไม่ได้ขึ้นครองราชย์

    ฉะนั้น  ผู้ที่อยู่ในราชวงศ์ " มหิธปุระ " คือ
    1. กำสเดงศรีมหิธรวรมัน
    2. พระนางนเรนทรลักษมี
    3. ศรีมหิธรทิตย์
    4. พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    5. ศรีธรณินทรวรมันที่ 2
    6. พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

    ไม่ได้มีรายชื่อของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 และ พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 เลย

    ครับผม

  8. 8
    ANGKOR
    ANGKOR khmersculpture108@gmail.com 15/03/2011 12:23

    ปัจจุบัน เขายกเลิกข้อสมมุติฐานของยอร์ช เซเดส์ ไปแล้วครับ

    วงส์มหิธรปุระไม่ได้เริ่มต้นด้วย พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 หรือ พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 เพราะทั้งสองครองเมือง มเหนทรปุระ ไม่ใช่มหิธรปุระ  แต่วงศ์มหิธรปุระ เริ่มต้นจาก กำสเดงศรีมหิธรวรมัน ที่อพยพตามคำสั่งของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 1580 จาก เมืองวิเภทะ (ภูฝ้าย) มายังดินแดนแห่งรังโคล (ภูไปรบัด)       แล้วแต่งงานกับ ธิดา ของพระนางหิรัณยลักษมี  ซึ่งเป็นน้องของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 และพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 ต่างหาก

    เมื่อแต่งงานแล้วก็มีลูกชาย และลูกสาว คือ ศรีมหิธราทิตย์ (ผู้สร้างปราสาทบ้านพลวง) และ พระนางนเรนทรลักษมี   โดยมีพระนางนเรนทรลักษมีเป็นพี่สาว ของศรีมหิธราทิตย์
    ศรีมหิธราทิตย์ แต่งงานกับ พระนางราชปตินทรลักษมี แล้วมีลูกชายคือ  ศรีธรณินทรวรมันที่ 2

    พระนางนเรนทรลักษมี แต่งงานกับพระเจ้ากษิตินทราทิตย์ แล้วมีลูกชายคือ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    ศรีธรณินทรวรมันที่ 2 แต่งงานกับ พระนางชัยราชจุฑามณี (ลูกของพระเจ้าหรรษาวรมันที่ 3) แล้วมีลูกชายคือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7  และมีพระชายาอีกองค์หนง ซึ่งมีลูกชายด้วยกันคือ  พระเจ้ายโศวรมันที่ 2

    หมายเหตุ - ผู้ที่ มีคำว่า " ศรี "นำหน้า ไม่ได้ขึ้นครองราชย์

    ฉะนั้น  ผู้ที่อยู่ในราชวงศ์ " มหิธปุระ " คือ
    1. กำสเดงศรีมหิธรวรมัน
    2. พระนางนเรนทรลักษมี
    3. ศรีมหิธรทิตย์
    4. พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    5. ศรีธรณินทรวรมันที่ 2
    6. พระเจ้ายโศวรมันที่ 2
    7. พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

    ไม่ได้มีรายชื่อของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 และ พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 ที่ ยอร์ช เซเดส์ กล่าวไว้เลย

    ครับผม

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

 
หน้าแรก เว็บบอร์ด
By Visit Surin Thailand “Land of Elephants” .  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view