http://www.visitsurin.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
Home News World Newspaper Visit Surin Article Eastern PhilosopHy Conspiracy 100ปีวิถีชีวิตชาวจีนเมืองซู้ลิ้ง History Webboard
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
 

สังเขปประวัติศาสตร์กัมพูชายุคเมืองพระนคร

สังเขปประวัติศาสตร์กัมพูชายุคเมืองพระนคร
 
สังเขปประวัติศาสตร์
 
อาณาจักรกัมพูชา
ยุคเมืองพระนคร
ระหว่าง พ.ศ. ๑๓๔๕ - ๑๗๖๓
พระราชกรณียกิจแรก ที่พระองค์ทรงกระทำคือ พระองค์ได้ทรงประกอบราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ชวาไม่สามารถควบคุม กัมพูชาได้อีก “ ซึ่งก่อนหน้านั้นพระองค์ได้เคยประกอบพิธีพิเศษนี้ ที่พนมบา เพื่อเชื่อมโยงพระองค์กับวิญญาณบรรพบุรุษ แห่งฟูนัน การทำพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่ พนมกุเลนยังได้ ประกอบพระราชพิธีสถาปนา พระองค์เป็น สกลกษัตริย์ (เทวกษัตริย์)
ปรีชา  วรเศรษฐสิน (陳友智)

กระแสโลกได้ขับเคลื่อนมาสู่..รอบพันปีที่สาม ความสลับซับซ้อนของพลังขับเคลื่อนโลกในยุคของการสื่อสารข้อมูลจึงยากยิ่งที่จะแยกแยะ อะไรจริง สิ่งไหนเท็จ ในปรากฎการณ์ หลักการ “ตรรกะศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือแม้กระทั่งวิทยาศาสตร์ อาจไม่เพียงพออีกต่อไปในการอธิบายปรากฎการณ์” www.visittsurin.com ไม่กล้าที่จะชี้แนะ หากแต่ฝากไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนทรรศน์ สำหรับผู้แวะเวียนมาเยี่ยมบ้านของเรา “อย่าได้ปล่อยให้อารมณ์ของท่านเตลิดไปกับข้อมูลข่าวสารที่ผ่านตา...”แม้กระทั่งที่นี่  www.visittsurin.com
 
 
 
 
 
 
 
สังเขปประวัติศาสตร์
 
อาณาจักรกัมพูชา
ยุคเมืองพระนคร
ระหว่าง พ.ศ. ๑๓๔๕ - ๑๗๖๓
......................................................................................................
 
 
 
 
พระเจ้าชัยวรมันที่ 2
พุทธศักราช ๑๓๔๕ (ค.ศ.๘๐๒)
 
          พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ปฐมกษัตริย์ แห่งอาณาจักรกัมพูชา    จากจารึก สด๊อก ก๊อก ธม หลักฐานสำคัญที่บันทึก ประวัติศาสตร์ศาสนา และเหตุการณ์ของกัมพูชา ซึ่งจารึกขึ้น ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา เมื่อ พ.ศ. ๑๕๙๓ (ค.ศ.๑๐๕๐) จากจารึกบอกว่า พระเจ้าชัยวรมันที่2 เสด็จกลับจากแผ่นดินที่เรียกว่า ชวา ในขณะนั้นอายุได้ ๒๐ พรรษา และได้ประทับอยู่ที่พนมกุเลน
 
            พระราชกรณียกิจแรก ที่พระองค์ทรงกระทำคือ พระองค์ได้ทรงประกอบราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ “ทำให้ชวาไม่สามารถควบคุม กัมพูชาได้อีก “ ซึ่งก่อนหน้านั้นพระองค์ได้เคยประกอบพิธีพิเศษนี้ ที่พนมบา เพื่อเชื่อมโยงพระองค์กับวิญญาณบรรพบุรุษ แห่งฟูนัน การทำพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่ พนมกุเลนยังได้ ประกอบพระราชพิธีสถาปนา พระองค์เป็น สกลกษัตริย์ (เทวกษัตริย์)
 
            ลัทธินี้เชื่อว่า มีความเกี่ยวพันกันระหว่าง พระราชา กับ พระ ศิวะเทพ ต่อมาพระองค์ได้ทรงสร้างนครหลวง ที่ หริหราลัย (ปัจจุบันคือเมืองโรลูซ)
 
 
 
 
พระเจ้าชัยวรมันที่ ๓
พุทธศักราช   ๑๓๙๕ – ๑๔๒๐
 
            พระเจ้าชัยวรมันที่ ๓   เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระองค์มีน้อยมาก พระองค์ทรงเป็นนักล่าช้าง ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วัยหนุ่ม “ทรงพระปรีชาสามารถในการปกครอง “ เป็นราชาผู้อุปถัมภ์ลัทธิเทวราชาเป็นผู้ปกครองชอบธรรมที่แท้จริงของกัมพูชา และสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. ๑๔๒๐ (ค.ศ.๘๗๗)
 
 
 
 
 
 
พระเจ้าอินทรวรมัน
พุทธศักราช  ๑๔๒๐ – ๑๔๓๒
 
 พระเจ้า อินทรวรมัน ( ผู้อยู่ในพิทักษ์ของพระอินทร์)
           การขึ้นครองราชย์   อาจเป็นการเข้ายึดอำนาจ โดยอ้างสายตระกูลของพระองค์สายมารดา ที่มีมาแต่ก่อนยุคเมืองพระนคร
 
            พระราชกรณีกิจแรกของพระองค์ ทรงโปรดให้สร้าง บาราย (สระน้ำขนาดใหญ่) ครอบคลุมพื้นที่ถึง ๖๕๐ เอเคอร์ ไว้เก็บน้ำฝน ณ หริหราลัย ตามคติความเชื่อที่ว่า เขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่สถิตของทวยเทพ มีห้วงน้ำล้อมรอบ ต่อมาได้ทรงสร้าง           ปราสาทพระโค (เพรียะโค) ทรงสร้างระหว่าง พ.ศ. ๑๔๒๒ เป็นการเริ่มต้นสถาปัตยกรรมแบบ โรลูส เพื่อเป็นการยกย่องบรรพบุรุษ โดยการสร้างเทวรูปประจำตัวคนเหล่านั้น
 
อินทรวรมันโปรดให้สลักเทวรูป เป็นตัวแทนพระบิดา และพระมารดาของพระองค์ รวมทั้งคนอื่นๆด้วย เช่น พระอัยกา พระอัยกี พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ และพระชายา จารึก พระโค ชี้ให้เห็นว่า ราชากลายมาเป็นสกลกษัตริย์ ได้ก็โดยการทำศึก พระองค์ทรง ใช้ศีรษะของข้าศึกผู้เหี้ยมห้าว เป็นสะพานของกองทัพพระองค์เดินผ่านไป
 
ปราสาท บากอง เป็นพระราชกรณียกิจสุดท้ายของพระองค์ โดยสร้างเทวาลัยบน ภูเขา มีรูปทรงเหมือนปิรามิดขั้นบันได และเป็นปราสาทหลังแรกที่ ก่อสร้างด้วยหินมากกว่า อิฐ ได้ตั้งพระทัยจะให้เป็นที่เก็บพระศพเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ 
 
 
พระเจ้ายโศวรมัน
พุทธศักราช ๑๔๓๒ – ๑๔๕๓
            พระเจ้ายโศวรมัน     ผู้สืบทอดราชบัลลัง ต่อจากพระเจ้าอินทรวรมัน ผู้เป็นพระราชบิดา จากจารึกมักกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ว่า “ พระองค์ทรงพลังดุจสีหราช กวาดล้างศัตรูด้วยกรงเล็บอันเกรียงไกร พระเนตรคือพระเวท พระทนต์นโยบาย ทรงธรรมลือชาปรากฏ พระเกียรติยศกัมปนาททั่วทิศ “
 
ผู้ทรงประกาศให้ สร้างพระนครศรียโสธรปุระ (ตั้งตามชื่อของพระองค์) ที่เมืองพระนคร เป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรกัมพูชา โดยได้อัญเชิญเทวราชาจาก หริหราลัย มายังนครใหม่แห่งนี้โปรดให้สร้างเทวาลัยขึ้นที่ พนมกันดาล ต่อมา เรียกว่าพนมบาเก็ง (ภูเขาแห่งบรรพบุรุษผู้มีอำนาจ)  ในพ.ศ.๒๔๗๓ จากจารึก สด๊อก ก๊อก ธม บอกว่า พระองค์โปรดให้สร้างปราสาทมากถึง ๑๐๐แห่ง 
 
สร้างสระน้ำทางตะวันออก ของพนมบาเก็ง กว้าง ๓ กิโลเมตร ยาวราวๆ ๖๕ กิโลเมตร ชื่อ ยโสธรทะทะกะ และยังโปรดให้สร้างเทวาลัยบนเนินเขาไปทั่วราชอาณาจักร ที่น่าสนใจมากที่สุด แห่งหนึ่งก็คือ ปราสาทพระวิหาร ปัจจุบันเป็นพรมแดนไทย-กัมพูชา
 
พุทธศักราช  ๑๔๕๓ – ๑๔๗๑
            ยโศวรมันสิ้นพระชนม์ ราวๆ พ.ศ.๑๔๕๓ (ค.ศ.๙๑๐) พระโอรส ๒ พระองค์ปกครองสืบต่อมา เรื่องราวของสองพระองค์นี้ ปรากฏหลักฐานน้อยมาก ราวๆพ.ศ. ๑๔๖๔ โอรสจากสนมพระองค์หนึ่งของยโศวรมัน
 
ได้สร้างนครขึ้นมาแข่งอีกแห่งหนึ่ง ที่เกาะแกร์ ดินแดนนี้อยู่ห่างจากเมืองพระนคร ขึ้นไปทางเหนือ ราวๆ ๘๕ กิโลเมตร ผู้สถาปนานครแห่งใหม่นี้ ทรงกระทำการต่างๆเยี่ยงกษัตริย์ทันที เช่น สร้างสระน้ำขนาดใหญ่ เริ่มสร้างเทวาลัยบนภูเขา พอถึง พ.ศ.๑๔๗๑ (ค.ศ.๙๒๘) เมื่อกษัตริย์ที่ยโศธรปุระสิ้นพระชนม์ เจ้านครแห่งใหม่นี้ได้ประกาศพระองค์เป็นกษัตริย์ ทรงพระนาม ชัยวรมันที่ ๔
 
 
 
 
 
 
 
พระเจ้าชัยวรมันที่ ๔
พุทธศักราช  ๑๔๗๑ – ๑๔๘๕
 
              พระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ พระองค์ได้ประทับอยู่ที่ เกาะแกร์ ตลอดเวลา ๒๐ ปี โดยทิ้งยโศธรปุระให้รกร้าง และสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. ๑๔๘๕ พระราชกรณียกิจ ที่พระองค์ทรงภาคภูมิใจในพระองค์คือ โปรดให้สร้างเทวาลัยต่อจนเสร็จ ปัจจุบันเรียกว่า “ ปราสาท ธม “
 
ซึ่งมีความหมาย ด้วยการประกาศพระองค์เป็นกษัตริย์ผู้ทรงเป็นภาคหนึ่งของเทพเจ้า ซึ่งประดิษฐาน อยู่ในเทวาลัยบนภูเขาที่พระองค์ทรงสร้าง เท่ากับพระองค์อ้างความชอบธรรมจากพระ ศิวะโดยตรง หลังการสิ้นพระชนม์ พระโอรสองค์หนึ่งครองราชย์ต่อมาในช่วงสั้นๆ
 
            ปราสาท ธม ประดิษฐานลึงค์สูงถึง ๑๘ เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ เมตร ทำด้วยโลหะหรือหุ้มด้วยโลหะ ปัจจุบันหายสาบสูญไป “ (หากไม่นับรวม ปราสาทนครวัด ปราสาท ธม เป็นปราสาทที่สูงสุดในกัมพูชา )
 
 
 
 
 
พระเจ้าราเชนทรวรมันที่
พุทธศักราช ๑๔๘๗ – ๑๕๑๑
 
            พระเจ้า ราเชนทรวรมันที่  หลังจากการสิ้นพระชนม์ ของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ สิ้นพระชนม์ พระโอรสของพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ในช่วงสั้น พอถึง พ.ศ. ๑๔๘๗
 
 
 
 
พระนัดดาของพระองค์ (เชื้อสายทางมารดา และเป็นพระนัดดาของยโศวรมัน ) ทรงพระนาม ราเชนทรวรมันที่ ๒ได้เสด็จกลับมาครอง ยโศธรปุระและได้ทรง ปฏิสังขรณ์ นครยโศธรปุระอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งถูกทิ้งร้างไปนาน ให้กลับมาอร่ามเรืองรอง
 
ปราสาทราชมนเฑียรมลังเมลืองด้วยแก้วมณี   พระองค์โปรดให้สร้าง ปราสาทแม่บุญ กับ ปราสาทแปรรูป และปราสาทอีกหลายแห่งในเขตภาคเหนือ พระองค์ได้ขยายอาณาจักรครอบคลุม จามปา และ พระองค์นับถือลัทธิไศวะนิกาย แต่ทรงมีขันติธรรมต่อศาสนาพุทธ จนนับไดว่าเป็นพุทธสาสนิกชนที่โดดเด่นมาก พระองค์หนึ่ง ราเชนทรวรมันเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ.๑๕๑๑
 
 
 
 
 
 
พระเจ้าชัยวรมันที่ ๕
พุทธศักราช  ๑๕๑๑ – ๑๕๔๔
 
            พระเจ้าชัยวรมันที่ ๕ เป็นพระราชโอรส ชัยวรมันที่ ๔ ได้ขึ้นสืบราชบัลลังก์ ขณะพระชนม์มายุยังน้อย เนื่องจากขึ้นครองราชย์ เมื่ออายุยังน้อย จึงต้องมีคณะที่ปรึกษา ประกอบด้วย พระญาติ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่   ทรงนับถือลัทธิไศวะนิกายเช่นเดียวกับพระราชบิดา 
 
ในยุคของพระองค์ การศึกษาพระพุทธศาสนาก้าวหน้าไพบูลย์ จารึกงดงามจากวัดสีทอร์ ที่กำปงจามจารึกขึ้นในยุคนี้ แสดงถึงการประนีประนอม รับความคิดแบบพุทธศาสนา ในยุคสมัยของพระองค์ ได้มีการก่อสร้างเทวาลัย อันได้แก่ ปราสาท บันทายสรี (ป้อมสตรี)   ซึ่งเป็นปราสาทหินทรายสีชมพู สลักเสลาอย่างงดงามประณีต โดยข้าราชการท่านหนึ่ง ภายหลังได้กลายมาเป็นพระอาจารย์ของพระองค์ และโปรดให้สร้าง ปราสาท ตาแก้ว แต่ก็สร้างยังไม่เสร็จในรัชสมัยของพระองค์ สวรรคตใน พ.ศ.๑๕๔๔
 
 
 
 
 
พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑
พุทธศักราช  ๑๕๔๖ – ๑๕๙๓
 
            พระเจ้า สุริยวรมันที่ ๑ ไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับความเป็นมาของ สุริยวรมัน ดร.ไมเคิล วิคเคอรี่ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวเองพระนคร เพิ่งเสนอเมื่อเร็วๆนี้ ว่า สุริยวรมันเป็นสมาชิกชั้นนำกัมพูชา ซึ่งมีสายสัมพันธ์ กับดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของกัมพูชา การขึ้นมามีอำนาจ ด้วยทรงทำสงครามอย่างกว้างขวาง พร้อมๆกับการหาพันธมิตร และยังมีพันธมิตร ซึ่งมีอำนาจอิทธิพลอยู่ในตระกูลพราหมณ์ปุโรหิต ที่ครอบงำรัฐบาลเมืองพระนคร
 
จารึกยุคนั้นกล่าวว่า พระองค์ใช้เวลาหลายปี เสด็จไปทางตะวันตกอย่างช้าๆ และในที่สุดสุริยวรมันก็พิชิตศึกครั้งสุดท้าย จารึกบอกว่า “ทรงแวดล้อมด้วย กษัตริย์พระองค์อื่นๆ”
           
           พระราชกรณียกิจ ที่สำคัญของพระองค์ได้แก่ การจัดการระบบการผลิตที่เรียกว่า”ระบบการผลิตแบบเอเซีย “ ทรงรวบรวมชนเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ จัดตั้งเป็นเมือง(ปุระ) และทรงขยายอาณาเขตไปทางตะวันตกถึง อาณาจักร ละโว้ (ลพบุรี) เปิดการค้าขายกับต่างประเทศเช่น จาม จีน เวียตนาม
 
 
 
 
 
 
พระเจ้าอุทัยทิตย์วรมันที่ ๒
พุทธศักราช  ๑๕๙๓ – ๑๖๐๓
 
           อุทัยทิตย์วรมันที่ ๒ ครองราชย์สืบต่อสุริยวรมันที่ ๑ พระองค์ทรงเลื่อมใสบูชาศิวเทพ ทรงฟื้นฟูลัทธิเทวราชาตามคำแนะนำของ คุรุผู้มีอิทธิพลล้นเหลือ นอกจากนี้ยังคงฟื้นฟูประเพณีการสร้าง เทวาลัยขนาดใหญ่บนภูเขา   ปราสาทบาบวน ที่ทรงสร้างเพื่อประดิษฐานศิวะลึงค์ประจำรัชสมัย
 
 
 
 
 
 
 
 
พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒
พุทธศักราช  ๑๖๐๓ – ๑๖๙๓
 
 
           พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒  พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ ตั้งแต่พระชันษายังน้อย หลังจากรบชนะเจ้าชายซึ่งเป็นคู่แข่ง ในการศึกครั้งสำคัญ “ทรงปล่อยให้ทหาร ซึ่งมีมากมายดุจคลื่นในมหาสมุทรสู้รบต่อไป.. ส่วนพระองค์ทรงปีนหัวช้างราชศัตรูปลงพระชนม์ เจ้าชายพระองค์นั้น ดุจพญาครุฑสังหารพญานาค บนบรรพต  
                            
            เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ทรง ปกครองครอง กัมพูชาอย่างเป็นปึกแผ่น พระองค์บูชาพระวิษณุ ละด้วยพลังแห่งศรัทธา ต่อวิษณุเทพ พระองค์จึงทรงโปรดให้ สร้างอนุสาวรีย์ใหญ่ที่สุดงดงามที่สุดปรางค์แต่ละ   องค์สูงถึง ๖๕ เมตร     (๒๐๐ฟุต) มีกำแพงรอบปราสาท ยาวถึง ๑,๐๐๐ เมตร กว้าง ๘๕๐ เมตร ใช้หินในการก่อสร้างรวม ๖๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ใช้ช้าง ๔๐,๐๐๐ เชือก ใช้แรงงานคนนับแสนคน ใช้ช่างแกะสลักหินหกว่า ๕,๐๐๐ คน แกะสลักนาน ๔๐ ปี
 
 
 
และอาจจะลี้ลับที่สุดในเมืองพระนคร ซึ่งประกอบด้วย เทวาลัย ที่เก็บพระศพ และหอดูดาว บารายขนาดใหญ่ ที่กว้างถึง 190 เมตร มีภาพจำหลักนางอัปสราหรือนางฟ้าแห่งศิลานคร เป็นเทพธิดาผู้พิทักษ์เทวสถานรายรอบกว่า ๑๕๐๐ องค์ ในอิริยาบถต่างๆ สวยงาม ที่ปัจจุบันนี้รู้จักกันในนาม “นครวัด “ เทวาลัยเริ่มสร้างในต้นราชกาล แต่ก็สร้างไม่เสร็จแม้พระองค์สวรรคต มีหลักฐานน่าสนใจว่า
 
สุริยวรมันที่ 2 ทรงประกอบพิธี กัลปนาและอุทิศรูปสลักวิษณุเทพองค์ประธาน ซึ่งสูญหายไปนานแล้ว เมื่อเดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๑๖๓๕ ซึ่งเป็นปีที่ ๓๓ ตัวเลขที่มีความสำคัญ ในจักรวาลวิทยาแห่งศาสนาฮินดู อะไรคือความลี้ลับของเทวาลัยแห่งนี้
 
          ประการแรก เทวาลัยนี้หันหน้าสู่ทิศตะวันตก ซึ่งเป็นอาคารใหญ่หลังเดียว ในยโศธรปุระ นอกจากนี้ภาพจำหลัก ระยะทางกว่าหนึ่งไมล์ รอบระเบียงปราสาท เรียงลำดับย้อนเข็มนาฬิกา
 
โดยเริ่มจากระเบียงด้านตะวันตกเฉียงเหนือ   แต่ประเพณีการเดินดู ภาพจำหลักรอบปราสาทจะต้องเดินวนขวา ตามเข็มนาฬิกาซึ่งภาษาสันสกฤตเรียก ประทักษิณทิศตรงกันข้ามมักสัมพันธุ์กับความตาย เช่นเดียวกับทิศตะวันตก 
 
ปราชญ์ชาวฝรั่งเศสบางท่านเสนอว่า นครวัดต่างจากเทวาลัยอื่นๆ ในเมืองพระนครตรงเป็นสุสานนั่นเอง   ส่วนเซเดส์เสนอว่า “ อาจเป็นการบูชาพระวิษณุเทพผู้พิทักษ์พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ซึ่งมักจะสัมพันธ์กับทิศตะวันตก
 
เท่าที่รู้กันนครวัด เป็นปราสาทแห่งเดียว ในเมืองพระนครที่สร้างถวายพระองค์นี้ ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็คือ พุทธศตวรรษที่ ๑๗   เป็นช่วงที่มีการฟื้นฟู ลัทธิไวษณพนิกายอย่างขนาดใหญ่ในอินเดีย นี่ก็เช่นกันกับศาสนายุคก่อนหน้านี้ ที่มีผลต่อเมืองพระนครด้วย
               
            ประการที่สอง   ช่วงกลางปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เอลิเนอร์ มอรอน ได้เริ่มศึกษามิติต่างๆของปราสาทแห่งนี้อย่างละเอียด เพราะเชื่อว่านี่อาจเป็นกุญแจไขรหัส ที่เมธีผู้ออกแบบก่อสร้างได้ซ่อนเงื่อนไว้   หลังจากเชื่อแน่ว่า มาตรวัดที่ใช้ในเมืองพระนคร ๑ ฮัท เทียบเท่ากับ .๔๐ เมตร (๑.๓ ฟุต ) มอรอนสืบค้นต่อไปได้มิติต่างๆดังนี้
 
            ระยะทางระหว่างประตู ทิศตะวันตก (ประตูเดียวที่มีทางเดินยาวเข้าไป ) กับปรางค์ประธาน ปรากฏว่าวัดระยะทางได้ ๑๗๒๘ ฮัท
 
            ส่วนทางเดินอื่นๆ ในเขตศูนย์กลางนี้วัดได้ ๑๒๙๖,    ๘๖๗,   และ ๔๓๙ ฮัท ตามลำดับ 
 
            มอรอน จึงเสนอว่าตัวเลขนี้สัมพันธ์กับยุคสี่ยุคตามความเชื่อของอินเดีย
 
            ยุคแรก ไตรดายุค ซึ่งถือเป็นยุคทองยาวนานถึง     ๑,๗๒๘,๐๐๐ ปี (ยาวนานเป็น ๔ เท่าของยุคสุดท้าย) 
               
               ยุคที่สอง  นับเวลายาวนานถึง ๑,๒๙๖,๐๐๐ปี(ยาวนานเป็น3 เท่าของยุคสุดท้าย)
 
            ยุคที่สาม นับเวลายาวนานถึง _(๘๖๔,๐๐๐ ปี (ยาวนานเป็น ๒ เท่าของยุคสุดท้าย)     
 
                                                     
                                                 
               ยุคที่สี่ี่   นับเวลายาวนานถึง ๔๓๒,๐๐๐ ปี  ( ยุคสุดท้าย กลียุค คือยุคปัจจุบัน )
 
            ตามความเชื่อของอินเดีย เชื่อกันว่า ปลายยุคนี้จักรวาลจะพินาศ แล้วพราหมณ์จะเป็นผู้สร้างจักรวาลขึ้นมาใหม่ ตามวัฏจักรเดิม โดยเริ่มด้วยยุคทอง แสดงว่าแท้จริงแล้ว รหัส ของปราสาทก็คือ เงื่อนปริศนาที่อาจบอกได้ทั้งมิติของพื้นที่และเวลา   ระยะทางที่ทอดไปยังตัวปราสาทโดยสัมพันธ์กับยุคต่างๆ นั้น มีนัยบอกว่าผู้มาเยือนกำลังอยู่ใน เส้นทางไปสู่วิษณุประติมาในปรางค์ประธาน   จากทิศตะวันตก ( ทิศแห่งความตาย ) ถ้าเดินมุ่งหน้าต่อไปในกาลเวลา ไปถึงช่วงขณะที่ชาวอินเดียเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มของกาลเวลา
 
       ประการที่สาม   ความสัมพันธ์ระหว่างดาราศาสตร์ กับระยะทางอีก ๑๐ แห่ง ในนครวัด พบว่า            ประตูทิศตะวันตก อยู่ในแนวที่พระอาทิตย์ขึ้นที่พนมบก ซึ่งเป็นเนินเขาเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือยิ่งกว่านั้นในช่วง ซัมเมอร์โซลตีส ( ดวงอาทิตย์ส่องตรงที่เส้นทรอปิคออฟแคนเซอร์ )
 
ก็จะเห็นดวงอาทิตย์ลอยอยู่ เหนือปรางค์ประธานที่นครวัด วันที่กล่าวถึงนี้คือวันที่ ๒๑ มิถุนายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันแรกของปีทางสุริยคติ ตามคติของนักดาราศาสตร์อินเดีย และเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ สำหรับกษัตริย์ผู้ทรงพระนาม สุริยวรมัน ( ผู้อยู่ในความคุ้มครองของสุริยเทพ ) และเป็นผู้ทรงศรัทธาวิษณุเทพอีกด้วย
 
            ความหมาย และความลี้ลับของเทวาลัย   ปราสาท นครวัด แห่ง ยโสธรปุระ เมืองพระนครจะยังคงความลี้ลับอีกต่อไปจนกว่าจะมี ปราชญ์ท่านใดสามารถ ไขปริศนาลี้ลับ เทวาลัยแห่งนี้และแห่งอื่นๆ ใน เส้นทางรอยอารยะธรรมแห่ง ยุคเมืองพระนคร
 
พุทธศักราช  ๑๖๙๓ – ๑๗๐๓
 
             กษัตริย์ที่ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากสุริยวรมันที่ ๒ (อาจเป็นพระอนุชราชสกุลวงศ์ ) ขึ้นมามีอำนาจโดยวิธีลึกลับซับซ้อน อาจทำรัฐประหาร(มีหลักฐานกล่าวถึงน้อยมาก)
 
           ธนินทรวรมันที่ ๒ กษัตริย์พระองค์ใหม่ ที่เลื่อมใสใน พระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง แต่พระองค์ไม่ได้ขึนครองราชย์ พระเจ้ายโศวรมันที่ ๒ ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระองค์ราวๆ พ.ศ.๑๗๐๓ เรื่องราวของพระองค์ ปรากฏ อยู่ในจารึกของสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งกล่าวยกย่องยโศวรมันที่ ๒ ว่าเป็นผู้ปราบกบฏ ครั้งนี้ที่ไม่ใช่ชาวต่างชาติและไม่ใช่สมาชิกชนชั้นนำ
 
            ภาพจำหลักที่ ปราสาท บันทายชมาร์ ( Banteai Chhmar ) ภาพสลักเหล่านี้ให้มีศีรษะเป็นรูปสัตว์ อาจหมายถูกกบฏคนป่าชาวนาที่ถูกกดขี่   
                                   
             พ.ศ.๑๗๐๓ พระเจ้ายโศวรมันที่ ๒ พระองค์ ถูกลอบปลงพนะชนม์โดยข้าราชสำนักคนหนึ่ง ซึ่งได้สถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์ ช่วงเวลาเดียวกันนี้ อาณาจักร ละโว้ ได้ประกาศตนเป็นอิสระจากเมืองพระนคร
 
 
          
 
 
 
 
 
 
 
พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
พุทธศักราช  ๑๗๓๐ – ๑๗๖๓
 
            พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับ การสืบทอดราชสมบัติของพระองค์มากนัก แต่อาจเป็นไปได้ว่า เมื่อสมัยหนุ่มๆ ชัยวรมันคงจะรับตำแหน่งสำคัญ อยู่ในราชสำนักพระเจ้ายโศวรมันที่ ๒ ดูเหมือนระหว่าง พ.ศ. ๑๗๐๙-๑๗๒๐ชัยวรมันไม่ได้ประทับที่เมืองพระนคร อาจไปประทับอยู่ใกล้ ปราสาทพระขรรค์ที่กำปงสวาย  
 
รูปสลักหินของพระองค์ ที่พบที่นั่น ดูหนุ่มกว่ารูปสลักอื่นๆที่สร้างขึ้น ระยะหลัง   มิติต่างๆของ ปราสาทการ สลักหินบอกชัดถึงวิวัฒนาการลีลา ศิลปะกัมพูชา ทั้งยังแสดงให้เห็นด้วยว่า แม้ชัยวรมันจะไปอยู่ อย่างคล้ายถูกเนรเทศ พระองค์ก็สามารถควบคุมแรงงาน จำนวนไม่น้อยได้อย่างเป็นระบบ
 
แล้วเมืองพระขรรค์นี่เป็นคู่แข่งหรือเป็น เมืองในปกครองของเมืองพระนคร ชัยวรมันสัมพันธ์กับกษัตริย์ ผู้ยึดอำนาจจากยโศวรมันที่ ๒ ได้อย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นก็คือสัมพันธภาพ ระหว่างพระองค์กับแคว้นจามปาทางตะวันออก เป็นอย่างไรเราจำเป็นต้องถามคำถามที่ไม่อาจตอบนี้ 
 
เพื่อจะได้เข้าใจชีวิตช่วงต้นๆ ของพระองค์ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. ๑๗๓๐ และเพื่อจะได้เข้าใจกรอบความสัมพันธ์ กับต่างประเทศของกัมพูชายุคนั้นด้วย
 
            ชัยวรมันทรง ฝักใฝ่ศึกษาคำสอนของพุทธศาสนามหายาน พุทธราชาตามที่พระองค์ ทรงปฏิบัตินั้นแตกต่าง ในหลายๆด้านจากเทวราชาตามคติฮินดู ที่ปฏิบัติกันมาในอาณาจักร พระนคร นานนับหลายศตวรรษ โดยเชื่อว่า กษัตริย์ เปรียบเสมือนสมมุติเทพ มีทั้ง ศิวะเทพ และ พระวิษณุเทพ  
 
ส่วนราษฎรก็เชื่อว่า ความสัมพันธ์นี้มีส่วน เกี่ยวข้องกับการทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ชัยวรมันที่หันมาศึกษาแนวคิดทางพุทธศาสนา โดยเชื่อว่าพระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ หรือพระพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนม์อยู่ ไม่ยอมไปตรัสรู้ก็เพื่อคอยช่วยเหลือให้ราษฎรพ้นทุกข์เชื่อว่าการไถ่ทุกข์ให้แก่ผู้อื่นโดยวิธีนี้กษัตริย์เองก็จะพ้นทุกข์ไปด้วย แม้ พระองค์จะทรงเลื่อม ใสในพระพุทธศาสนา 
 
แต่จากการทำศึกสงครามกับจามปาในปี พ.ศ.๑๗๒๑พระองค์ทรงรวบรวมกองทัพจัดเตรียมกำลังพล ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในการศึกทางเรือ ทรงพิชิตจามปาอย่างเหี้ยมโหด และสามารถสังหารกษัตริย์ และกองทัพจามปา ด้วยธนูโกฏิดอก
 
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นพุทธราชาของพระองค์ ทรงยอมสละพระองค์ เพื่อขจัดทุกข์ของประชาราษฎร์ โดยโปรดให้สร้างถนนตลอดทั่วราชอาณาจักร ถนนเหล่านี้เป็นหลักฐาน แห่งความเมตตากรุณาของพระองค์
 
จากจารึกบอกว่า “พระองค์ทรงเป็นทุกข์เกี่ยวกับความเดือดร้อน ของราษฎรมากกว่าเรื่อง ส่วนพระองค์ความเจ็บปวดทางร่างกายสำหรับ มนุษย์เป็นความเจ็บปวดทางจิตรวิญญาณ
 
สำหรับพระองค์ ดังนั้นการสร้างถนนหนทาง วัดวาอาราม ที่พักการเดินทาง สระน้ำ และอโรคยาศาลา นับแต่ขึ้นครองราชย์ ไปจนถึงช่วงปีหลังๆแห่งรัชกาล ปรากฏว่าอาคารเหล่านี้ หลายหลังสร้างอย่างลวกๆ
 
           อย่างไรก็ตาม การสร้างอโรคยาศาลาสามารถ ให้บริการรักษาโรคแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงมากถึง ๘๓๘ หมู่บ้าน จุดพักการเดินทางทุกระยะ ๑๖ กิโลเมตร ตลอดถนนสายหลักๆของกัมพูชา เช่น บนเส้นทางระหว่างเมืองพระนคร กับเมืองหลวงของจามปา มีที่พัก ๕๗ แห่ง และอีก ๑๗ แห่งระหว่างเมืองพระนคร กับ ปราสาทเมืองพิมาย
 
และท้ายสุดก็คือการ สร้างสระน้ำของพระเจ้าชัยวรมัน ปัจจุบันรู้จักกันในนามของ “บารายเหนือ “ แต่ในสมัยของพระองค์เรียกว่า “ชยะตะตะกะ” อยู่ทางตอนเหนือของยโศธรปุระ
 
พระองค์ทรงสร้างนครธม ที่มีกำแพงยาวถึง ๑๒ กิโลเมตร มีประตูออก5ประตู
 
           ประตูด้านทิศตะวันออกมี ๒ ประตู ด้านทิศเหนือสุดเรียกว่า “ ประตูชัย “ ประตูถัดมาทิศใต้เรียกว่า“ประตูผี“
 
ประตูด้านตะวันตกเรียกว่า  “ประตูตะเกา”
ประตูด้านทิศเหนือเรียกว่า  “ประตูไดฉนัง “
ประตูด้านทิศใต้เรียกว่า      “ประตูทะเลอม“
 
            ทรงโปรดให้สร้างปราสาท บายน ขึ้นใจกลางบริเวณ นครธม ก่อสร้างในระหว่าง พ.ศ. ๑๗๓๐ – ๑๗๖๓ หันหน้าไปด้านทิศตะวันออก มีสระหรือคูน้ำอยู่ด้านหน้า ๒ แห่ง มียอดปราสาททั้งหมด ๕๔ ยอด แต่ละยอดมีพระพักตร์ เชื่อกันว่าเป็นพระพักตร์พระโพธิสัตว์ อวโลติเกศวรสมันตมุข 
 
ภายในตัวปราสาทนี้มีบ่อน้ำลึกอยู่แห่งหนึ่งเรียกว่า “อันโดงเปียง – บ่อโบราณ ” ปราสาทหลังกลาง เป็นห้องล้อมรอบด้วย ระเบียง คตและวิหารอีก ๑๖ หลัง ซึ่งมีประตูเปิดออกข้างนอกได้ แผนผังแปลกประหลาดเป็นรูปทรงกลมเช่นนี้ 
 
หมายถึงยันต์คือมณฑลอันศักดิ์สิทธิ์ ปราสาทอื่นๆตั้งอยู่เป็นระเบียบ ล้อมรอบปราสาทหลังกลางซึ่งสูงเด่นนี้ ทำให้มี ความรู้สึกแปลกประหลาดลี้ลับ ปราสาททุกหลังมี ๔พักตร์ขนาดใหญ่สลักอยู่บนยอด ทำให้ระหว่างที่ก้าวเดินไป จะมีความรู้สึกคล้ายมีคนกำลังจองมองดูอยู่ด้วยอิริยาบถต่างๆกัน
 
            พระราชกรณียกิจ ในระยะที่สองของพระองค์โปรด ให้สร้างวิหารอุทิศพระราชกกุศลถวาย พระราชบิดามารดา วิหารแห่งแรก ปัจจุบันรู้จักกันในนามของ ปราสาท ตาพรหม (บรรพบุรุษผู้เป็นพรหม) ซึ่งประกอบพิธีกัลปนาเมื่อ พ.ศ. ๑๗๒๙ ปราสาทแห่งที่สอง คือ  
 
ปราสาทพระขรรค์ (พระแสงดาบศักดิ์สิทธิ์) จารึกที่ปราสาทนี้กล่าวว่า ปราสาทนี้สร้างตรงสนามรบ สำคัญที่กัมพูชามีชัยชนะเหนือจามปา และชื่อ ชยะ (ชัยชนละบัลลังก์) ในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ซึ่งประจัญบานกันใกล้ๆนคร ยโศธรปุระและนี่เป็นการรบเมื่อ จามปารุกรานนครนี้ เป็นครั้งที่สองมีหลักฐานปรากฏ อยู่บนภาพจำหลักที่ปราสาทบายน
 
         ปราสาท เนียะปอน ( นาคพัน ) ที่มีรูปทรงคล้ายรัตนมณีมีลักษณะเป็นเกาะ อยู่กลางชยะตะตะกะ สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๑๗๓๔ เป็นเกาะซึ่งมีกำแพงล้อมรอบ สร้างเป็นรูปดอกบัว ตั้งใจจะจำลอง สระบนภูเขาหิมาลัยตามตำนานซึ่งเป็นสระศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อของชาวพุทธ
 

            จากจารึกพระขรรค์ บอกว่า เทวาลัยนี้เป็นราชาศรี (เครื่องเสริมพระราชอิสริยศ) ตั้งอยู่ตรงทิศมงคลคือ มุมตะวันออกเฉียงเหนือ ของปราสาทนครธม และปราสาทนครธมอาจเป็นที่ประดิษฐาน    องค์พระปฏิมาผู้พิทักษ์คุ้มครองราชอาณาจักร

 
เชื่อว่าเมื่อกองทัพไทย เข้ายึดนคร วัดได้ในพ.ศ. ๑๙๗๔ ได้ขนเอาเครื่องสูงของ กษัตริย์กัมพูชามายังกรุงศรีอยุธยาด้วยและเมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกพม่าตีแตก เครื่องสูงนี้ถูกพม่าขนเอาไป ซึ่งปัจจุบันนี้มีปฏิมากรรมจากกัมพูชาคู่หนึ่ง อยู่ที่เมือง มัณฑะเลย์ บางทีอาจมาจากปราสาทนาคพันนี้ ก็เป็นได้ 
 
 
............................................................
VIDEOs
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

ความคิดเห็น

  1. 1
    อภิชาญ
    อภิชาญ 15/06/2007 14:06
    {icon3} {icon3}
  2. 2
    อภิชาญ
    อภิชาญ 15/06/2007 14:06
    {icon3} {icon3}
  3. 3
    kim
    kim k@hotmail.com 28/12/2007 12:57
    ขอบคุงมั่กคะ {icon3} {icon5}
  4. 4
    จำปาสัก
    จำปาสัก 25/03/2008 23:01
    ข้อมูลน่าสนใจ ได้มาจากใหนนะ
  5. 5
    ไปซ์
    ไปซ์ 24/09/2008 17:31
    ข้อมูลดีมากครับ ขอบคุณครับ {icon1} {icon3} {icon14} {icon8} {icon9}
  6. 6
    soo
    soo 27/11/2008 17:50
    {icon1} {icon8} {icon6} {icon5}
  7. 7
    คนตำรา
    คนตำรา 14/07/2009 14:22
    ขอบคุณครับ ได้ความรู้มากมาย
  8. 8
    ไดนอส
    ไดนอส witaya_dinos@hotmail.com 13/04/2010 22:11

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ครองราชย์ พ.ศ.1724 ครับ  ไม่ใช่ พ.ศ. 1730

  9. 9
    ไดนอส
    ไดนอส witaya_dinos@hotmail.com 13/04/2010 22:43

    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ครองราชย์ ปี พ.ศ. 1656 ครับ  ไม่ใช่ พ.ศ.1603

    และ

    พระเจ้ายโสวรมันที่ 2 ถูกลอบปลงพระชนม์ พ.ศ. 1708 ครับ  ไม่ใช่ พ.ศ. 1703

  10. 10
    ไดนอส
    ไดนอส witaya_dinos@hotmail.com 13/04/2010 22:51

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 5  เป็นพระราชโอรสของ  พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2  ครับ  ไม่ใช่  พระเจ้าชัยวรมันที่ 4

 1  2 [Next]

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

 
หน้าแรก เว็บบอร์ด
By Visit Surin Thailand “Land of Elephants” .  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view