http://www.visitsurin.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
Home News World Newspaper Visit Surin Article Eastern PhilosopHy Conspiracy 100ปีวิถีชีวิตชาวจีนเมืองซู้ลิ้ง History Webboard
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
 

ตามรอยเกวียนคาราวานการค้าสุรินทร์ไปกัมพูชา

ตามรอยเกวียนคาราวานการค้าสุรินทร์ไปกัมพูชา

.
บันทึกความทรงจำ
นายพร ศรีไทย 
 
บันทึกประวัติศาสตร์
ตามรอยกองเกวียนคาราวานการค้า ชาวสุรินทร์ไปกัมพูชา”
.
กองเกวียนคาราวานเมืองหลวงพระบาง
 
บันทึกประวัติศาสตร์สำคัญฉบับนี้ ก่อนอื่นต้องขอคารวะแด่ดวงวิญญาณของ คุณตานายพร    ศรีไทย   ผู้บันทึกประสบการณ์ของท่าน เพื่อเป็นอนุสติแด่ทุกท่าน คุณกิตติพงษ์ ศิริพุ่มภา และนางละออง ลำสีสง ซึ่งเป็นบุตรีของท่าน ที่ได้นำเอกสารบันทึกชิ้นนี้ มามอบให้ www.visitsurin.com เผยแพร่สู่อนุชนรุ่นหลงสืบต่อๆไป
บันทึกเรื่องราวระหว่างพ.ศ.๒๔๖๔๒๔๘๔ นับแต่ ขณะที่ท่านรับราชการครู อยู่ที่จังหวัดพระตะบอง และประสบการณ์การนำกองเกวียนคาราวานการค้า ผ่านป่าดงพงไพรระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีแนวเทือกเขาพนมดองเร็กเป็นกำแพงปราการขวางกั้น
กองเกวียนคาราวานต้องเผชิญกับอุปสรรคปัญหารอบด้าน ทั้งจากคณะผู้ร่วมทาง พาหนะวัว-เกวียน ภัยธรรมชาติต่างๆ ฝน น้ำป่าไหลหลากฯ สัตว์ป่านานาชนิด งู สุนัขจิ้งจอก ช้าง เสือ โรคไข้ป่า ท้องร่วง ซึ่งจะต้องใช้สติปัญญา ภูมิความรู้ เภสัชสมุนไพร ความมั่นคงของจิตใจ และที่สำคัญยิ่งจะต้องใช้คาถาอาคมขมังเวชย์ ในการสะกดอาถรรพ์ป่าดงพงไพร เช่น ขณะที่พักแรมในไพรป่า วิธีพื้นๆก็ได้แก่การก่อกองไฟ หากแต่ที่สำคัญกว่านั้นจะต้องมีการร่ายมนต์คาถาเสกเป่าเพื่อการปกป้องคุ้มครองจากภัยต่างๆ
บทบันทึกล่างนี้ www.visitsurin.com ได้คัดลอกตามต้นฉบับโดยมิได้ตัดต่อแต่งเติมแต่อย่างไร เพื่อให้ผู้อ่าน-ศึกษาจะไม่ต้องเสียอรรถรส
 
ปรีชา วรเศรษฐสิน
๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๑
.
.
 
บันทึกความทรงจำของ
 
นายพร ศรีไทย ตั้งแต่อดีต
 
คุณตาพร  ศรีไทย
ข้าพเจ้าเริ่มบันทึกเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ขณะอายุ ๗๓ ปีเป็นบันทึกความทรงจำอย่างย่อๆ ของข้าพเจ้าซึ่งล้วนแต่เป็นความจริงทั้งสิ้น เพื่อให้บุตรหลานเหลน และญาติพี่น้องของข้าพเจ้าได้ทราบความเป็นมาและนิสัยใจคอของข้าพเจ้าเริ่มตั้งแต่เป็นเด็ก  
 
เพราะข้าพเจ้ามีนิสัยอยากรู้อยากเห็นชอบอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเรียนหรือหนังสือทั่วไป เมื่อเห็นแล้วเป็นต้องหยิบขึ้นมาอ่านทั้งนั้นเพื่อความรู้รอบตัว  
 
เพราะหนังสือทุกเล่มไม่ใช่จะดีตลอดทั้งเล่มแต่มีดีเป็นตอนๆ เท่านั้น และจะต้องมีคติและมีประโยคดีๆ บ้างไม่มากก็น้อย เมื่อเห็นตอนไหนดีข้าพเจ้าก็ขีดเส้นใต้เอาไว้แล้วเขียนไว้ในสมุดเพื่ออ่าน และพิจารณาความหมายของประโยคนั้น หรือคตินั้นว่ามีความหมายว่าอย่างไร พอที่จะยึดถือปฏิบัติตามหรือไม่ 
 
เมื่อคตินั้นหรือประโยคนั้นดีมีประโยชน์สำหรับตัวข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าก็จารึกไว้ในสมองของข้าพเจ้าตลอดไป เพราะการเรียนไม่ใช่เรียนแต่เมื่อยังเป็นเด็กนักเรียนเท่านั้นแต่จะต้องเรียนรู้ไปจนตลอดชีวิต
 
เมื่อข้าพเจ้าไปเป็นครูสอนนักเรียนที่จังหวัดพระตะบองนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยมีเงินส่งมาบ้านเพราะข้าพเจ้าใช้เงินเพื่อเที่ยวจนหมด   เพราะอยากรู้ภูมิประเทศของกัมพูชาและค้นหาญาติที่บ้านลำเปียะ อำเภอศรีโสภณ จังหวัดพระตะบอง 
 
เมื่อข้าพเจ้าได้พบญาติแล้วก็รู้สึกดีใจมาก หลังจากทักทายปราศรัยเข้าใจกันดีแล้ว ข้าพเจ้าก็ลากลับที่พักและสอนนักเรียนตามปกติ อาศัยวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ ไปดูบ่อพลอยที่อำเภอไพลิน แล้วไปบ่อทอง
 
จากนั้นฤดูเก็บเกี่ยวตอนปิดเทอม ก็ได้ขึ้นเรือใบที่ทะเลสาบ ไปทางด้านตะวันออก ไปดูนครวัดที่เมืองเสียมราช ส่วนพนมเปญเมืองหลวงของกัมพูชา นั้น ข้าพเจ้าตั้งใจจะไปเที่ยวตอนปิดเทอมฤดูร้อนแต่ไม่ได้ไป เพราะต้องเดินทางกลับมารับการคัดเลือกเป็นทหาร ในเดือนเมษายนที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อไม่ถูกคัดเลือกเป็นทหารจึงตัดสินใจลาออกจากอาชีพครู แล้วแต่งงานกับนางสาวละเอียด   เมืองงาม ในเดือนพฤษภาคม ๒๔๘๖ 
 
พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๘๗ ข้าพเจ้าก็ได้ซื้อสินค้าบรรทุกเกวียนไปขายที่อำเภอปากแพรก จังหวัดพระตะบองแล้วซื้อปลาจากจังหวัดพระตะบองมาขายในจังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่บุตรคนแรกยังอยู่ในท้องของมารดา ไปได้ ๓ เที่ยวบุตรคนแรกจึงเกิดมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๗
 
การไปทุกครั้งล้วนแต่กันดารและมีความยากลำบากมาก ข้าพเจ้ามีความรู้พอที่จะช่วยตัวเองได้เช่น เกวียนหักก็รู้จักซ่อมเอง และข้าพเจ้ารู้จักทำตั้งแต่อายุ ๑๕ ปีเวลาไปเลี้ยงวัวก็ตัดไม้เล็กๆ มาทำแปรกเกวียนบ้าง ทำคันไถเล่นบ้าง พอมาทำจริงก็ทำได้โดยไม่ต้องมีใครสอนและนิสัยของข้าพเจ้าเพียงแต่ยืนดูช่างเขาทำอะไรข้าพเจ้าต้องทำได้ทั้งนั้น เหมือนเคยเป็นช่างมาแต่ชาติก่อน 
 
และข้าพเจ้ามีความรู้เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เวลาตัวเองและลูกหลานตลอดจนวัวไม่สบาย ระหว่างผ่านภูเขาหรือผ่านป่าดงดิบ เวลาพักนอนกลางคืนบนภูเขาและป่าดงดิบนั้น อากาศเย็นและหนาวจัดจนต้องคางสั่น และน้ำค้างหยดลงจากต้นไม้ได้ยินเสียงแต๊กต๊อกๆ 
 
ตลอดทั้งคืนบนภูเขาบางคืนหมอกลงจัดจนมองอะไรไม่เห็น มืดครึ้มไปหมด ตลอดทั้งคืนมองดูดาวก็ไม่เห็น บางคนแพ้อากาศกลายเป็นไข้มาลาเรียก็มี ถ้าไม่มียารักษาก็อาจถึงตายได้ และสมัยนั้นไม่มีหมอและไม่ค่อยมียาตำราหลวง จึงต้องใช้ยาสมุนไพรจากต้นไม้ใบไม้หรือรากไม้ 
 
คุณตาพร ศรีไทย ในวัยหนุ่ม
ข้าพเจ้ารู้ชื่อต้นไม้โดยค้นเห็นสมุดพกที่บิดาของข้าพเจ้าท่านเขียนไว้ ตลอดจนมนต์คาถาป้องกันตัว ท่านเก็บไว้บนหิ้งพระข้าพเจ้าค้นพบจึงเอามาเก็บรักษาไว้ตั้งแต่อายุ ๑๓ ปี ตอนที่บิดาของข้าพเจ้าท่านมรณภาพแล้ว ผลที่สมุดพกเล่มนั้นได้หายไปตอนรื้อบ้านสร้างใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเอาไป ถามใครก็ไม่มีใครรู้ทั้งๆที่ข้าพเจ้าเก็บไว้บนหิ้งพระจุดธูปบูชาทุกวัน ไม่เช่นนั้นข้าพเจ้าต้องกลายเป็นหมอยาสมุนไพรไปนานแล้วเพราะมีชื่อยารักษาโรครวมอยู่ในสมุดพกเล่มนั้น 
 
ต่อไปข้าพเจ้าเขียนตอนไปซื้อปลาที่อำเภอปากแพรก จังหวัดพระตะบอง บางเที่ยวที่กันดารและมีปัญหาสำคัญที่ข้าพเจ้าต้องใช้สติปัญญาแก้ปัญหาเหล่านั้นจนสำเร็จทุกครั้งคือ
 
 
ครั้งที่ ๑ ขาไปขณะข้ามภูเขาทางช่องเสม็ด 
 
ค่ำมืดก็พักนอนบนหลังเขาที่สูงสุดยอดเขาเพราะตรงนั้นมีลานพอจอดเกวียนพักได้ แต่ไม่มีน้ำหุงข้าวกินจึงปรึกษากันว่าพวกเราต้องนอนอดข้าวไม่ต้องกิน ตอนเช้าลงจากภูเขาไปแล้วจึงค่อยไปพักหุงกิน นั่งคุยกันอยู่ประมาณ ๑๐ นาที ก็ได้ยินเสียงกบร้องข้าพเจ้านึกได้ว่าตรงที่กบร้องนั้นต้องมีน้ำแน่นอนจึงมีกบร้อง เอาไต้จุดไฟส่องดูก็เห็นน้ำขังอยู่เหมือนแอ่งกระทะจึงเรียกลูกน้องเอาครุมาตักไปหุงข้าวกิน
 
แผนที่มณฑลบูรพา (คลิกชมภาพใหญ่)
รุ่งเช้าทางลงจากภูเขาขรุขระมากจึงรอให้สว่างดีเสียก่อน เพราะหมอกกำลังปกคลุมหนาทึบมองทางไม่เห็น ข้าพเจ้าเป็นคนขับเกวียนนำหน้าเขา เพราะชำนาญทางกว่าเขา 
 
ก่อนลงจากภูเขาข้าพเจ้าไปตักน้ำล้างหน้าเห็นโครงกระดูกคนตายตรงที่ตักน้ำมาหุงข้าวกินเมื่อคืนนั้นเอง ตั้งแต่ขามาถึงเอวแช่ลงในน้ำ จนตะไคร่น้ำจับมีสีเขียวแต่หายเหม็นแล้ว บางทีเสือมันลากเอามากินใกล้น้ำ พอดีฝนตกมาจึงแช่ลงในน้ำครึ่งตัว 
 
ข้าพเจ้าอาเจียนแต่อาหาร และน้ำก็ไม่ออกมาเพราะกินได้คืนหนึ่งแล้ว ตอนเสียงกบร้องนั้น บางทีผีมันบอกว่าตรงนี้มีน้ำจึงบันดาลให้ได้ยินเสียงกบร้อง แต่นอนหลับตลอดคืนไม่เห็นมีผีเลย  ถ้าเห็นโครงกระดูกตั้งแต่แรกพบน้ำ คืนนั้นทั้งคืนคงนอนไม่หลับแน่แต่โชคดีที่ไม่เห็น พอหมอกถูกลมพัดไปหมดแล้ว ก็ขับเกวียนลงจากภูเขาต่อไป
 
 
ครั้งที่ ๒ ขากลับขึ้นภูเขาทางช่องจอม (บ้านด่าน)
 
ขากลับขึ้นภูเขาทางช่องจอม (บ้านด่าน) ขึ้นภูเขาไปจะให้ถึงที่มีน้ำแต่ค่ำมืดเสียก่อนไปไม่ถึงจึงพักเกวียนนอนไม่มีน้ำจะหุงข้าวกิน ข้าพเจ้ารู้สึกหิวมากจึงตัดสินใจชวนลูกน้อง ๒ คน หาบกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำ ๒ หาบไปหาน้ำ ใช้ไต้ยาวเพียงคืบกว่าๆ จุดไฟส่องทางไปตามร่องน้ำไหลจากบนภูเขา
 
ข้าพเจ้าสั่งให้พวกที่อยู่กองเกวียนก่อไฟให้ไหม้สูงๆ ถ้าไต้หมดจะได้มองเห็นแสงไฟจะได้ไม่หลงทาง พอไปพบน้ำที่ขังอยู่ตอนฝนตกน้ำมีสีแดงเหมือนน้ำชา เพราะใบไม้แช่อยู่เกือบเต็ม เมือเห็นน้ำแล้วก็รีบตักน้ำได้ ๒ หาบ ไต้ที่จุดส่องทางก็หมดพอดี ขากลับมองเห็นแสงไฟบนภูเขา จึงขึ้นภูเขาลัดตรงไปเลย ตรงไหนที่หินสูงข้าพเจ้าขึ้นไปก่อน ให้คนหาบส่งหาบมาให้ แล้วคนหาบก็ขึ้นมาตามข้าพเจ้าส่งหาบให้คนที่หนึ่ง แล้วก็รับหาบคนที่สองอีก แล้วก็ขึ้นภูเขาต่อไป เมื่อถึงหินสูงก็ทำเช่นนี้อีก ๓ ถึง ๔ ครั้งจึงถึงกองเกวียน หุงข้าวกินเสร็จ ไก่ป่าก็ขันบอกเวลาเที่ยงคืนแล้ว รุ่งเช้าพากันขับเกวียนต่อไปอีก
 
 
ครั้งที่ ๓ ลงภูเขาทางช่องเสม็ดอีกตามเคย 
 
คราวนี้ไปเป็นเที่ยวที่ ๕ ไปเดือนมิถุนายน เพราะปีนั้นฝนแล้งออกจากบ้านไปเลยบ้านกังแอน (ปัจจุบันเป็นอำเภอปราสาท) ไปแล้วพักนอนคืนแรกฝนตกอย่างหนักแต่ไม่ค่อยนานข้าพเจ้าจึงรู้สึกท้อแท้ใจจะหันหลังกลับบ้าน แต่ใจหนึ่งเด็ดขาดว่าไปแล้วต้องไปให้ถึงจุดหมายให้ได้ จึงขับเกวียนต่อไปอีกข้ามห้วยน้ำท่วมพื้นเกวียน ต้องยกข้าวสารไม่ให้เปียกน้ำ นอนบนภูเขาในคืนนั้นฝนไม่ตกลย
 
รุ่งเช้าขับเกวียนลงภูเขาไปตั้งแต่มืด เคราะห์ร้ายเกวียนของนายเก่ง อินทรศร แปรกชนกับก้อนหินพังยับเยินทั้งแปรกตบแปรกบังกงและกำก็หักพังด้วย ตลอดทั้งหม้อดิน ๒ ใบก็แตกหมดด้วย ไม่มีอะไรจะหุงข้าวกิน ซ่อมเกวียนตั้งแต่เช้าเกือบเที่ยงก็ยังไม่เสร็จ พอขับไปได้หิวก็หิวจนหน้ามืดเกือบฆ่ากันตายหลายครั้ง แต่ข้าพเจ้าต้องห้ามทุกครั้ง และเมื่อคืนนั้นไม่ได้กินข้าวเพราะหมอกลงจัดบนภูเขา ทำให้มืดมองอะไรไม่เห็น จุดไต้ก็มองเห็นเพียงแดงๆ เท่านั้นจึงนอนอดข้าวเพราะขี้เกียจหุงข้าวกิน 
 
ข้าพเจ้าใช้ให้คนเอาข้าวสารไปแช่น้ำจะทำข้าวหลามกิน พอไปตัดไม้ไผ่ป่ามาต้นหนึ่งโตเท่าแข้งแต่รูเล็กนิดเดียวจะทำข้าวหลามก็ไม่ได้กิน จะไปซื้อหม้อชาวบ้านที่อยู่เชิงเขาระยะทางก็ไกลจะหันหลังกลับไปซื้อที่บ้านรุน ทางก็ไกลเหมือนกัน 
 
ข้าพเจ้าจึงใช้สมองคิดหาวิธีทำให้ได้ข้าวกิน จึงคิดได้ว่าข้าวสารถ้าถูกความร้อนต้องสุกได้แน่ จึงให้ลูกน้องขุดหลุมลึกประมาณ ๒๐ เซนติเมตร กว้างยาวประมาณด้านละ ๖๐ เซนติเมตร เอาใบตองปูเต็มพื้นหลุม แล้วเอาข้าวที่แช่ไว้แล้วใส่ลงไป เอาใบตองครอบข้างบนให้มิดชิดดี แล้วถมดินให้หนาประมาณเท่าฝ่ามือ แล้วเอาฟืนมากองข้างบนจุดไฟเผานานประมาณ ๒๐ นาที กะประมาณว่าพอสุกก็เขี่ยเอาไฟออก เมื่อโกยดินและเปิดใบตองทิ้ง ข้าวก็สุกพอดีแย่งกันกินข้าวเปล่าโดยไม่ทันได้ใส่เกลือ 
 
เมื่ออิ่มทุกคนก็ดื่มน้ำแล้ว นั่งมองหน้ากันก็ยิ้มใส่กันและหัวเราะใส่กัน หยุดได้พักหนึ่งก็ซ่อมเกวียนเสร็จเรียบร้อยเวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น. ก็ขับเกวียนลงจากภูเขาต่อไปอีก ไปถึงบ้านถนนก็เรี่ยไรเงินกันซื้อหม้อทองเหลืองของชาวบ้านหนึ่งใบขนาดใหญ่เป็นเงิน ๑๒ บาท ถ้าสมัยนี้ราคาประมาณ ๑,๐๐๐ บาทเศษ หม้อใบนี้ข้าพเจ้าขายให้พี่สาวของข้าพเจ้าคือพี่สวาท ซื่อสัตย์ และหม้อใบนี้ยังอยู่ทุกวันนี้อยู่กับลูกสาวของท่าน
 
 เมื่อซื้อหม้อชาวบ้านได้แล้วก็ขับเกวียนต่อไปอีกถึงบ้านละลมโพธิ์ หยุดพักหุงข้าวเช้ากินขณะนั้นมีตาแก่คนหนึ่งเลี้ยงควายอยู่ แกบอกว่าที่ชายป่าดงดิบ (ดงซึบตึบ) มีเสือโคร่งตัวหนึ่งใหญ่เท่าควายมันมานอนคอยหาเหยื่อ ถ้าใครขับเกวียนผ่านไปถึงตรงนั้น มันจะกระโดดมากระชากปลดเอาวัวจากแอกไปต่อหน้าเจ้าของ
 
ลูกน้องได้ยินตาแก่นั้นบอกก็กลัวจึงรบเร้าให้ข้าพเจ้าวนกลับหลัง อ้อมไปทางทิศตะวันตกป่าดงดิบ (ดงซึบตึบ) แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย ข้าพเจ้าจะไปทางนี้ให้ได้เพราะข้าพเจ้าเดาใจเสือว่า เสือก็กลัวคนเหมือนคนกลัวเสือ มันกล้าแย่งเอาวัวเพราะเกวียนเล่มเดียว แต่นี่ข้าพเจ้าและลูกน้องมีเกวียนรวมกันทั้งหมดถึง ๑๕ เล่ม เสือตัวไหนจะกล้ามาแย่งเอาวัวไปและข้าพเจ้าก็เป็นคนขับเกวียนนำหน้าก่อนเขาด้วย ข้าพเจ้าใช้ความระมัดระวัง จนพ้นชายป่าดงดิบไปไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น เมื่อพ้นชายป่าดงดิบก็เป็นเวลาค่ำมืดพอดีจึงพักนอน รุ่งเช้าขับเกวียนต่อไปอีก
 
 
ครั้งที่ ๔ นายเก่ง อินทรศร เป็นโรคท้องร่วงแต่ไม่ตาย
 
นายเก่ง อินทรศร เป็นโรคท้องร่วงแต่ไม่ตาย คราวนี้ไปซื้อปลาร้าที่กำปงตะเกา เพราะที่อำเภอปากแพรก บริษัทเลิกจับปลาแล้ว เมื่อขับเกวียนไปถึงหนองน้ำแห่งหนึ่งก็พักเกวียนหุงข้าวกินไม่มีอะไรทำกับข้าว   ข้าพเจ้าจึงเอาแหที่ติดมากับเกวียนไปหว่านในหนองน้ำนั้นครั้งเดียวได้ปลาสลิดตัวขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือเกือบ ๒ ปี๊บ เอามาตัดหัวและตัดไข่ในท้องออกจนหมด แล้วก็ต้มกินเมื่อสุกทั้งข้าวและแกงแล้วก็เรียกนายเก่ง ที่กำลังเลี้ยงวัวให้มากิน คนอื่นๆ เขาก็ลงมือกินก่อนแล้ว  
 
เมื่อนายเก่งมาถึงเห็นไข่ปลาสลิดเป็นกองจึงถามว่า
“ทำไมจึงทิ้งไข่ปลา”
ข้าพเจ้าก็ตอบว่า
“เดินทางไกลเขาห้ามไม่ให้กินไข่ปลาสลิด”
นายเก่งก็พูดสวนว่า
“อย่างนี้แหละถ้าของอร่อยก็ห้ามไม่ให้กินทั้งนั้น” 
 
ว่าแล้วนายเก่งก็นั่งกินข้าว พวกที่กินก่อนเขาก็เสร็จก่อนหมด บางคนไปดูวัวบางคนไปถ่ายหนักบางคนก็ไปทำธุระอื่น ส่วนนายเก่งนั้นเมื่อกินข้าวเสร็จแล้วก็เอาไข่ปลาสลิดที่ทิ้งนั้นคลุกกับพริกป่นห่อใบตองแล้วเผาไฟให้สุกก็เอามากินคนเดียวไม่ให้ใครเห็นเมื่อถึงเวลาก็ขับเกวียนต่อไปอีก 
 
ตอนเย็นพักนอนใกล้หนองน้ำอีกก็หุงข้าวกินเหมือนเคยเมื่อเรียกนายเก่งกินข้าวเขาก็ตอบว่า 
“ฉันไม่กินไม่รู้ว่าทำไมท้องของฉันอืด”
ข้าพเจ้าและคนอื่นๆ พากันกินจนเสร็จเรียบร้อยแล้วบางคนก็นั่งสูบบุหรี่พลาง คุยกันพลาง เวลาก็ค่ำมืดลงทุกที นายเก่งก็ไปถ่ายหนักเมื่อกลับมาก็บ่นว่าถ่ายไม่ออกแต่รู้สึกปวดท้องนั่งบนเกวียนประเดี๋ยวเดียวก็ได้ยินเสียงอ้วก แล้วก็อาเจียนออกมา ท้องก็ร่วงด้วย
 
ข้าพเจ้าก็ออกปากว่า
“เอาอีกแล้ว”
ข้าพเจ้าจึงถามนายเก่งว่า
“ได้กินอะไรไป”
นายเก่งก็ตอบว่า
“ไม่ได้กินอะไร”
จึงถามอีก
“ถ้าไม่กินอะไรมันก็ไม่เป็น บอกมาตรงๆ นะเดี๋ยวตาย”
นายเก่งกลัวตายจึงบอกตามตรงว่า
“เมื่อเช้าฉันกินไข่ปลาสลิดนิดหน่อย” 
ข้าพเจ้าก็บอกว่า
“ นี่แหละบอกแล้วก็ไม่เชื่อ”
 
ข้าพเจ้าก็เรียกพรรคพวกให้ต้มยาสมุนไพรโดยด่วน เมื่อได้ยาสมุนไพรแล้วก็ให้ดื่ม ดื่มครั้งแรกก็อ้วกออกมาหมด พอครั้งที่ ๒ ก็เข้าท้องได้นิดหนึ่ง ครั้งที่ ๓ ก็ได้หมดไปหนึ่งถ้วย อาการที่เป็นนั้นก็เริ่มทุเลาลง หายอ้วกและอุจจาระก็หยุดไหล 
 
ข้าพเจ้าก็ใช้ให้คนไปหาบน้ำก็ไม่มีใครกล้าไป เพราะกลัวหมาจิ้งจอกกำลังมากินน้ำและเห่าจุ๊กๆ ปลู้ๆ เสียงเกรียวกราว ข้าพเจ้าไปด้วยจึงกล้าไป หาบน้ำมาถึงแล้วก็ไม่มีใครล้างให้อีกเพราะกลิ่นเหม็นอบอวลทั้งคนและเกวียน แต่มีคนหนึ่งชื่อนายปรองเป็นคนล้างเกวียนและอาบน้ำให้   แล้วก็ย้ายเกวียนไปนอนห่างจากที่เดิมเพราะที่เดิมเหม็นจนนอนไม่หลับ 
 
รุ่งเช้ามองดูหน้านายเก่งก็ไม่เหมือนนายเก่งสักนิดเดียวเลย หูก็อื้อฟังอะไรไม่ชัดได้ ๔ ถึง ๕ วัน เสียงก็ค่อยดังหูฟังก็ค่อยชัดขึ้น เหตุการณ์ครั้งนี้สยดสยองมากนายเก่งก็เข็ด และเชื่อเป็นบทเรียนบทแรกในชีวิต   เมื่อถึงกำปงตะเการีบซื้อปลาร้าได้แล้วก็เดินทางกลับมาขึ้นภูเขาที่ช่องจอมคืนนั้นพักนอนใกล้ห้วยจบก 
 
และคืนนั้นฝนตกหนักตลอดคืน น้ำไหลจากภูเขาลงมาห้วยจบกก็ล้นฝั่งขับเกวียนข้ามไม่ได้ จึงพากันตัดไม้ไผ่ป่าที่แก่ตายแล้วเอามาทำแพ เมื่อตัดไม้ไผ่ได้แล้วก็ผูกเป็นแพใหญ่หนึ่งมัด มัดเล็กอีก ๒ มัด ตัดเถาวัลย์สำหรับดึงอีก ๒ เส้น เอาแพใหญ่ยัดรองใต้ท้องเกวียน แพเล็กรองใต้แปรกเกวียนข้างละหนึ่งมัด แล้วแบ่งให้คนเลี้ยงวัว ๒ คน คอยดึงเกวียนข้ามไป ๘ คน ให้คอยดึงแพกลับ ๓ คน ให้ลงน้ำจับแปรกเกวียน ๒ คน แต่ไม่มีใครกล้าลงเพราะกลัวจระเข้  
 
ข้าพเจ้าจึงต้องลงข้างหนึ่งจึงมีคนกล้าลงอีกข้างหนึ่ง เมื่อเรียบร้อยแล้วก็นับหนึ่ง สอง สาม ให้ ๗ คน กระชากดึงไปข้างหน้าอย่างแรงเพราะน้ำไหลเชี่ยวมาก พอถึงฝั่งแล้วเกวียนใครก็เอาวัวของคนนั้นมาลากไป แล้ว ๓ คนก็ดึงแพกลับหลังมาเอาเกวียนเล่มที่ ๒ ไปอีก ทำเช่นนี้จนหมดเกวียนทั้ง ๑๕ เล่ม ใช้เวลา ๑ วันเต็ม 
 
แล้วหุงข้าวกินและพักนอนที่ตรงนั้นเอง   ที่ข้าพเจ้าต้องทำแพข้ามนั้นก็เพราะถามชาวบ้านจบปะอ็องว่ากี่วันจะข้ามได้ชาวบ้านบอกว่าอีก ๕ วัน ไม่รู้จะข้ามได้หรือเปล่าเพราะน้ำบนภูเขาก็ไหลตามมาเรื่อยๆ   และไหลแรงเสียด้วย ข้าพเจ้าจึงใช้สมองอย่างหนักแก้ปัญหาเอาเกวียนข้ามไปจนได้ดังกล่าวแล้ว รุ่งเช้าขับเกวียนข้ามภูเขาไปถึงบ้านเป็นเวลาถึง ๑๖วัน ฝนยังไม่ตกเลยขายปลาร้าหมด แล้วกลางเดือน ๘-๘ พระเข้าพรรษาฝนจึงตกลงมา
 
 
ครั้งที่ ๕ ตาเขน เสกแอ ตายเพราะอาเจียนและท้องร่วง 
 
ตาเขน เสกแอ ตายเพราะอาเจียนและท้องร่วง ความจริงแล้วตอนนี้เป็นปีที่หนึ่งแต่เที่ยวที่ ๓ ข้าพเจ้าลืมไม่ได้เขียนก่อน การไปทุกครั้งเมื่อพักนอนคืนแรกต้องเรียกประชุมกัน   ข้าพเจ้าก็พูดให้ฟังว่าเรามาด้วยกัน ต้องมีความสามัคคีกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ระวังการพูดจากัน จะพูดอะไรต้องตริตรองดูให้ดีเสียก่อนว่าควรพูดออกมาหรือไม่ บางทีเราพูดออกมาแล้วทำให้ผิดใจกัน เกิดทะเลาะวิวาทกันแล้วก็ทำให้แตกความสามัคคีกัน คำไหนควรพูดคำไหนไม่ควรพูดก็อย่าพูด และต้องเป็นคนกล้าตายด้วยกัน ถ้าใครกลัวตายให้กลับบ้านดีกว่า  
 
เรื่องการกินนั้นสำคัญมาก ส้มมดแดงห้ามกินเด็ดขาด เพราะเป็นของแสลงที่หาของแก้ยาก   ถ้าครั่นเนื้อครั่นตัวจะเป็นไข้โดยไม่รู้ตัว เมื่อกินส้มมดแดงเข้าไปจะทำให้อาการกำเริบหนักทันที   ถ้ารักษาไม่ทันอาจถึงตายได้ หรือบางทีอาจเกิดโรคท้องร่วงยากแก่การรักษา
 
และห้ามด่ากันเอง ด่าวัว ด่าเกวียน คำหยาบทุกๆ คำห้ามพูดเด็ดขาด เมื่อเข้าใจกันดีแล้วก็แยกกันไปนอนตามเกวียนของตัวเอง   ไปเที่ยวนี้สะดวกปลอดภัยทุกอย่าง เมื่อถึงบ้านลำเปียะอำเภอศรีโสภณบ้านญาติของข้าพเจ้าแล้ว ญาติของข้าพเจ้าก็ดีใจมาก จึงฆ่าหมูตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งและหาเหล้ามาเลี้ยงต้อนรับกันตามประสาของชาวบ้านพอกินเหล้าพอหอมปากหอมคอ
 
แล้วก็รับประทานอาหาร   ต้มหัวหมูและกระดูกนั้นเขาใส่ส้มกระสัง ส่วนลาบนั้นเขาใส่ส้มมดแดง ข้าพเจ้าเห็นลาบใส่มดแดงจึงกระซิบบอกตาเขนว่าส้มมดแดงนะอย่ากิน แกเมาเหล้าแกไม่เชื่อ แกดื้อกินจนอิ่มหนำสำราญ ข้าพเจ้าและคนอื่นๆ ไม่มีใครกล้ากินลาบ กินแต่ต้มหัวหมูและกระดูกหมูเพราะใส่ส้มกระสัง 
 
พอดึกประมาณ ๕ ทุ่ม ก็ได้ยินเสียงตาเขนอาเจียน อ้วกๆ ข้าพเจ้าก็ลั่นปากว่าเอาแล้ว อ้วกครั้งที่ ๓ ลาบที่กินเข้าไปก็เริ่มออกมา อ้วกครั้งที่ ๔ ทางทวารหนักก็เริ่มไหลออกมาจนไม่มีเวลาหยุด 
 
ข้าพเจ้าก็ให้ลูกน้องต้มยาสมุนไพรให้กิน ก็กินไม่ลงอ้วกออกมาทั้งน้ำยาและน้ำในกระเพาะให้กินยาอีกกี่ครั้งก็ไม่ลง อ้วกออกมาหมดทุกครั้ง ผลที่สุดก็หมดลมหายใจเวลาประมาณ ๖ ทุ่ม รุ่งเช้าญาติของข้าพเจ้าช่วยจัดการฝังที่ป่าช้าบ้านลำเปียะนั่นเองส่วนเกวียนลูกชายของลุงต่วนขับมาให้ถึงบ้านและลุงต่วนที่ไปพร้อมข้าพเจ้าตั้งแต่เที่ยวที่หนึ่งก็กลับมาพร้อมข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าเล่าเรื่องให้ภรรยาและบุตรหลานตลอดจนญาติพี่น้องฟังต่างก็เศร้าโศกเสียใจมาก
 
 
ครั้งที่ ๖ เกือบถูกผู้ร้ายปล้น
 
ข้าพเจ้าเขียนลงในประวัติของข้าพเจ้าแล้วแต่ขอเขียนอีกไว้ในสมุดเล่มนี้ เที่ยวนี้ข้าพเจ้าไปเกวียน ๗ เล่ม ลงผ่านภูเขาทางช่องเสม็ดอีก พ้นภูเขาไปแล้วพักนอนห่างจากบ้านถนนประมาณ ๔ กิโลเมตรเวลาเกือบค่ำ ได้มีคนร้าย ๕ คน พร้อมปืน ๕ กระบอก มาที่กองเกวียนทำท่าคล้ายจะปล้นแต่ข้าพเจ้าไม่กลัว ข้าพเจ้าสั่งลูกน้องเตรียมรับมืออย่างเต็มที่ เพราะเคยพูดกันไว้ว่ามาด้วยกันก็ต้องตายด้วยกัน 
 
เรา ๗ คนมีเครื่องมือเพียงดาบปลายแหลมกับมีดพร้าด้ามยาวเท่านั้น ส่วนผู้ร้าย ๕ คน มีปืน ๕ กระบอก แต่เป็นปืนแก๊ปประจุปาก อย่างมากยิงได้กันเพียงคนละหนึ่งนัดเท่านั้น   ข้าพเจ้าแสดงตนไม่กลัว ถึงอย่างไรคงยิงข้าพเจ้าไม่ถูก คนร้ายยืนกระซิบกันประมาณ ๕ นาที ห่างจากกองเกวียนประมาณ ๑๕ วา
 
ข้าพเจ้าก็ถามก่อนว่า “ลุงพากันไปไหน?” อยู่อ้ำอึ้งไม่ตอบ ข้าพเจ้าก็ถามเป็นครั้งที่ ๒ นึกว่าครั้งแรกเขาไม่ได้ยิน เขาจึงตอบว่า “มาหาล่าสัตว์” ว่าแล้วก็เดินจากไป ข้าพเจ้ารู้สึกโล่งใจ กลางคืนนอนไม่หลับเพราะนึกถึงเหตุการณ์ที่พ้นไปแล้ว 
 
รุ่งเช้าขับเกวียนต่อไปอีก ก่อนข้าพเจ้าจะนอนทุกคืนข้าพเจ้าจุดธูปยกมือไหว้ขอให้คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และคุณบิดามารดา ปู่ย่าตายาย จงช่วยคุ้มครองให้ข้าพเจ้าเดินทางด้วยความปลอดภัยด้วยเถิด ข้าพเจ้าจึงเดินทางปลอดภัยทุกครั้ง
 
 
ครั้งที่ 7 ตอนพจญภัยกับช้างป่า 
 
คราวนี้ไปเกือบถึงบริษัทจับปลาแล้ว พักซ่อมเกวียนห่างจากท่าน้ำที่บริษัทตั้งอยู่ประมาณ ๕ กิโลเมตร เมื่อซ่อมแซมเกวียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ขับเกวียนไปพักนอนทางทิศใต้หนองน้ำใหญ่อยู่ใกล้ที่ซ่อมเกวียนนั่นเอง และมีกองเกวียนบ้านสวายพักนอนอยู่ทางทิศเหนือหนองน้ำนั้นด้วย 
 
พอหุงข้าวกินเสร็จเวลาใกล้มืดแล้วนายผล ศรีไทยซึ่งเป็นพี่ชายของข้าพเจ้ากับนายพวน ศรีไทย น้องชายของข้าพเจ้าได้พากันไปเอาฟืนใต้ร่มไม้ที่ซ่อมเกวียนเมื่อกลางวัน จะมาก่อไฟนอน ไปได้ครึ่งทางขณะนั้นมีช้างป่าเชือกหนึ่งตัวใหญ่มาก   กำลังเดินมาตามทางที่มันเคยเดินและเราก็พักเกวียนบนเส้นทางที่มันเคยเดินทุกวันนั้นด้วยและมันค่อยๆ เดินมาช้าๆ สบายๆ 
 
เมื่อ ๒ คนเห็นช้างป่าเชือกนั้นเข้าก็วิ่งกลับมาสุดฝีเท้าทีเดียว ข้าพเจ้ากำลังยืนอยู่เห็นวิ่งก็ถามว่าวิ่งอะไร ลุงผลก็ชี้มือไปข้างหลังบอกว่าโน่นๆ ๒ คำทั้งๆ ที่ไม่หยุดข้าพเจ้าก็ถามว่าโน้นอะไรเขาก็วิ่งไม่หยุด จนเลยข้าพเจ้าไปทางทิศตะวันตกข้าพเจ้ามองดูไปทางทิศตะวันออกที่ ๒ คนนั้นวิ่งมาก็เห็นช้างกำลังเดินมุ่งหน้ามาที่กองเกวียนห่างจากข้าพเจ้ายืนอยู่ประมาณหนึ่งเส้น 
 
ตอนนี้ข้าพเจ้าต้องใช้สมองอย่างหนักที่จะแก้ปัญหากับช้างใหญ่เชือกนี้ ถ้าข้าพเจ้าวิ่งหนีด้วย ช้างมาถึงเกวียนถึงแม้ว่าช้างไม่ทำอะไร แต่วัวที่อยู่ภายใต้วงล้อมก็จะตื่นและหนีหายไปในความมืด จะไปหาที่ไหนเห็น ข้าพเจ้าใช้สมองอย่างหนักที่สุด พลันฉุกคิดได้ว่าธรรมดาสัตว์ป่าทุกชนิดไม่ว่าดุร้ายขนาดเสือก็ต้องกลัวไฟ 
 
ข้าพเจ้าจึงคว้าเอาหญ้าที่เลื้อยและแห้งกรอบใกล้ตัวของข้าพเจ้าเองจุดไฟจากกองไฟหุงข้าวที่กำลังริบหรี่อยู่   พอไฟลุกติดดีแล้วข้าพเจ้าก็แบกวิ่งไปทิ้งลงตรงหน้าช้างแล้ววิ่งกลับมาที่กองเกวียนช้างก็ชูหางชี้ฟ้าแล้วร้องปิ้วเก๊กๆๆๆ ไปทางทิศใต้
 
และพวกที่อยู่กองเกวียนก็พากันวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง ทิ้งกองเกวียนตัวเองไปทางทิศตะวันตก แล้วอ้อมหนองน้ำไปทางทิศเหนือ ไปที่กองเกวียนบ้านสวายพวกที่สวายเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นก็กลัว พากันขับเกวียนฝ่าความมืดไปนอนที่ท่าน้ำ ใกล้บริษัทจับปลาในคืนนั้นเอง  
 
พวกเกวียนเราทั้งหมดก็กลับมาที่กองเกวียนที่ข้าพเจ้าอยู่คนเดียว แล้วจึงชวนข้าพเจ้าว่า “ไปๆ ดูพวกบ้านสวายเขาไม่กล้าอยู่เขาขับเกวียนไปแล้ว” ข้าพเจ้าจึงว่า “ถ้ากลัวตายไม่ต้องมา ฉับอกแล้วให้รีบก่อไฟถ้าสัตว์ป่าเห็นแล้วกลัวไฟมันไม่กล้าเข้ามาใกล้ บอกแล้วไม่เชื่อมัวแต่คุยกันอยู่ จึงพากันก่อไฟขึ้น ทุกคนนอนตลอดคืนนั้นไม่เห็นมีช้างป่ามาอีกเลย
 
ครั้งที่ ๘ ลาวร้อยเอ็ดนอนตายที่บ้านไทร
 
ลาวร้อยเอ็ดนอนตายที่บ้านไทร ปีนี้ฝนแล้ง ข้าพเจ้ากลับจากขายมะพร้าวที่จังหวัดร้อยเอ็ดแล้วก็ซื้อเกลือที่บ้านหนองตอ อำเภอจตุรพักตร์มาขายที่ตำบลแตล   อำเภอศีขรภูมิ ขายเกลือเกือบหมดแล้วกลับบ้านให้นางสาวจำปา   ว่าถูกใจ (ขณะนั้นยังเป็นสาวอยู่) เกี่ยวข้าวแทนเพราะข้าวไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไปเดือนธันวาคม ตกลงจะไปเกวียน ๗ เล่ม  
 
พอกำหนดออกเดินทางเตรียมเสบียงครบทุกอย่างแล้ว คนนี้ก็บอกว่าไม่ไปคนนั้นก็บอกว่าไม่ไปเพราะฤดูใบไม้ร่วงกลัวไข้มาลาเรีย   ข้าพเจ้าเป็นคนมีจิตใจเด็ดเดี่ยวออกปากว่าแล้วก็ต้องไปให้ได้ จึงปรึกษากับลุงผล พี่ชายของข้าพเจ้าว่าไปไหมเกวียน ๓ เล่ม ลุงผลก็ตงลง ข้าพเจ้าก็จ้างให้นายริด   คำแหง (เคยไปด้วย ๗ ครั้ง) ขับเกวียนเล่มที่ ๒ 
 
คราวนี้ลงภูเขาทางช่องจอมออกจากเมืองสุรินทร์ไปตามทาง ถ้าใครถามก็บอกว่าไปบรรทุกหวายที่บ้านด่านและหวายก็ซื้อไว้แล้ว ถึงบ้านด่านใครถามอีกก็บอกไปบรรทุกหวายที่บ้านจบปอ็อง ที่เชิงเขาเมื่อเลยไปถึงอำเภอสำโรงไม่มีผู้ร้ายจึงบอกว่าไปซื้อปลาเพราะไปเกวียน ๓ เล่ม กลัวผู้ร้ายปล้นเอาเงิน   
 
เมื่อซื้อปลาได้แล้วกลับบ้านเดินทางมาถึงพร้อมเกวียนหนึ่งเล่ม บรรทุกเสบียงอาหารเดินทางผ่านภูเขา จะไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟสุรินทร์ไปอุบลฯ ไม่รู้ทาง นายทหารคนหนึ่งสะพายปืน เอ็ม ๑๖ เดินยิ้มตรงมาหาข้าพเจ้าแล้วขอจับมือ แสดงความเป็นมิตร
 
ทีแรกข้าพเจ้าก็นึกกลัวเหมือนกัน พอทหารคนนั้นเอามือชี้ไปชี้มาภาษาใบ้ ข้าพเจ้าสั่นศีรษะ เอามือแกว่งข้างหน้าตัวเองหมายความว่าไม่รู้ ทหารญี่ปุ่นจึงให้กระดาษและดินสอดำแล้วพูดภาษาอังกฤษว่าให้ทำแผนที่ให้ 
 
ข้าพเจ้าก็ขีดเส้นแล้วทำเลข (๐) แล้วเขียนชื่อหมู่บ้านด้วยอักษรอังกฤษจนถึงสถานีรถไฟสุรินทร์ เสร็จแล้วข้าพเจ้าก็ส่งให้ทหารญี่ปุ่นอ่านดูเข้าใจแล้วก็จับมือข้าพเจ้าก่อนลาเดินทางต่อไปอีก   ตอนนั้นญี่ปุ่นจะยอมจำนนสงครามแล้ว คืนนั้นข้าพเจ้านอนใกล้ห้วยจบก 
 
รุ่งเช้าขับเกวียนผ่านห้วยจบกไป ข้าพเจ้าขับก่อนเขา เห็นรอยเสือขนาดใหญ่ ครั้งแรกนึกว่าลูกช้างมันเดินมาทำไมตัวเดียว พอดูชัดจึงรู้ว่ารอยเสือ เมื่อรู้ว่ารอยเท้าเสือก็กลัวจนขนหัวลุก เกือบไม่กล้าขับเกวียนไป แต่เราขึ้นจากห้วยจบกไปทางเหนือเสือมันเดินจากทางเหนือลงห้วยจบก 
 
ตั้งแต่ไปหลายครั้งเห็นรอยเสือมากมาย แต่ไม่เคยเห็นรอยใหญ่ขนาดนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้บอก ๒ คน ให้รู้ว่าเห็นรอยเสือเพราะเกรง ๒ คนนั้นกลัว หยุดพักหุงข้าวกินเสร็จแล้วก็ขึ้นภูเขาเกวียน ๓ เล่ม แต่ขึ้นไม่ไหว เพราะตรงไหนสูงก็ไม่มีคนช่วยไส ขึ้นขับคนเดียวไส ๒ คนก็ขึ้นไม่ไหว 
 
จึงไปขอจ้างทางรถยนต์กองทางขึ้น   จากจุดเกวียนพักไปถึงทางรถยนต์ไกลประมาณ ๕ เส้น แต่เป็นป่าทึบจะไป ๒ คนก็ไม่กล้าให้อยู่เกวียนและเลี้ยงวัวคนเดียว ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจให้อยู่เกวียน ๒ คน ข้าพเจ้าไปคนเดียว กลัวก็กลัวแต่ก็กล้าไป  
 
พอไปถึงทางรถยนต์ก็ได้ยินเสียง คนงานกองทางตีน๊อตซ่อมสะพานห้วยรวก   ข้าพเจ้าจึงไปติดต่อกับหัวหน้ากองทางชื่อนายทองอินทร์ ขอจ้างทางขึ้นภูเขา นายทองอินทร์จึงถามว่า “เกวียนกี่เล่ม” ข้าพเจ้าบอกว่า “เกวียน ๓ เล่ม” “บรรทุกอะไร” ข้าพเจ้าตอบว่า “บรรทุกปลา” 
 
นายทองอินทร์จึงถาม “ว่ามีน้ำกินไหม” ข้าพเจ้าก็ตอบว่า “มี” นายทองอินทร์จึงว่า “งั้นจะไปกินน้ำด้วย” พอไปถึงเกวียนเห็นว่าบรรทุกปลาจริงจึงว่า “เอาเกวียนเล่มละ ๑ บาท” ข้าพเจ้าก็ให้เงิน ๓ บาท ได้เงินแล้วก็ไปน้ำก็ไม่กิน ความจริงแล้วนายอินทร์มาดูเพราะกลัวเกวียนข้าราชการมาสุรินทร์ 
 
คืนนั้นนอนใกล้กองทางขณะนั้นมีเกวียนพวกลาวร้อยเอ็ด ๓๐ เล่ม ขับมาทันแล้วพักนอนด้วยกัน และมีคนหนึ่งกำลังป่วยเป็นไข้มาลาเรียอย่างหนักและตายที่เชิงเขาคนหนึ่งแล้ว 
 
พวกลาวขนผ้าฝ้ายไปขายหมดแล้วขับเกวียนเปล่ากลับบ้าน พวกลาวไม่รู้ทางมาสุรินทร์จึงขอมารวมกับข้าพเจ้า คืนนั้นนอนที่น้ำเหนือบ้านไทร เมื่อขับล้อมเป็นรูปวงกลมเพื่อผูกวัวตรงกลาง เกวียนของข้าพเจ้าไปติดท้ายเกวียนของคนที่เป็นไข้หนัก คืนนั้นเวลาประมาณ ตี ๓ เพื่อนของเขามาจับขาก็แข็งไม่รู้ว่าตายแต่เมื่อไร เขาก็บอกเพื่อนเขาว่าตายแล้ว คนหนึ่งก็ว่า “อีหลีบ่อ” เขาก็ว่า “อีหลีแม้” ทีนี้ต่างคนต่างลุกขึ้นทุกคนรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย พวกลาวขอร้องให้ข้าพเจ้าช่วยฝังแต่ข้าพเจ้าไม่ช่วยเพราะข้าพเจ้าไม่ได้มากองเดียวกัน 
 
ข้าพจ้าก็รีบขับเกวียนไปอีกตั้งแต่ตีสาม เมื่อมาถึงบ้านโคกทามสว่างพอดี เห็นชาวบ้านข้าพเจ้าก็หยุดคุยด้วย ๒-๓ คำก็เห็นพวกลาวขับเกวียนมาทัน ข้าพเจ้านึกว่าพวกนี้คงไม่ได้ฝังหรอก คงทิ้งอยู่ตรงนั้นแหละ
 
พอขับเกวียนมาถึงบ้านตะตึงไถงก็มืดพอดี ข้าพเจ้าไม่พักนอนจะไปให้ถึงบ้านจึงขับเกวียนไปเรื่อยๆ คราวนี้เกิดหลงทางไม่รู้จะไปทางไหน เพราะเป็นป่ามีทางแยก ๒ ทาง จึงปล่อยให้วัวเดินไปตามใจของมัน   นิสัยของสัตว์มันไม่รู้จักหลงทางและมันคิดถึงบ้านมันก็เดินขนาดเร็วด้วยตีนเกวียนหลังบึ่งมาเกือบไม่ทัน   พอมาถึงด้านตะวันออกสนามบินแล้วเห็นแสงไฟที่ร้านใกล้สระโบราณจึงรู้ว่าถึงสนามบินแล้ว พอมาถึงบ้านก็เป็นเวลาประมาณ ๓ ทุ่มเศษ
 
 
ครั้งที่ ๙ นอนกลางป่าดงดิบที่บ่อทองร้าง 
 
นอนกลางป่าดงดิบที่บ่อทองร้าง เที่ยวนี้ข้าพเจ้าลงภูเขาทางช่องเสม็ดอย่างเคยเมื่อข้ามภูเขาได้หนึ่งคืนก็ถึงป่าดงดิบที่ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า “ดงซึบตึบ” ป่านี้ใหญ่มากมีศูนย์กลางประมาณ ๕๐ กิโลเมตร และเป็นที่สูงกันดารไม่มีน้ำจึงกะระยะเวลาไปนอนกลางดงที่บ่อทองร้าง
 
รุ่งเช้าขับเกวียนพ้นป่าไปจึงมีน้ำหุงข้าวกิน พอถึงบ่ายหนึ่งโมง ขับเกวียนเข้าป่า ฝนก็ตกพรำๆ ตลอดทางจนถึงบ่อทองที่ร้างก็หยุดพักเกวียน   ฝนก็หยุดตกพอดีไม่มีไฟหุงข้าวเพราะตีเหล็กกับหินให้เป็นประกายไฟ กระเด็นเข้ากระบอกนุ่นไฟก็ไม่ติด เพราะกระบอกนุ่นถูกความชื้น จึงหาวิธีเอาไม้ไผ่แห้งที่ติดมากับเกวียนถูกันให้เป็นไฟ
 
เมื่อได้ไฟแล้วคอยคนตักน้ำก็ไม่ได้น้ำมาเลย เพราะตักไม่ได้และบ่อทองร้างนั้นลึกมากต้องเอาเชือกวัวหลายเส้น จึงถึงน้ำแต่ครุเอียงอยู่และลอยอยู่เฉยๆ ไม่จมตักน้ำไม่ได้พอข้าพเจ้าไปถึงก็เอาก้อนหินผูกที่หูครุหนึ่งก้อน ครุจึงจมน้ำและตักน้ำมาได้ 
 
เมื่อหุงข้าวกินกันเสร็จแล้วพากันก่อไฟนอน พอตกดึกประมาณ ๕ ทุ่มเศษ ได้ยินเสียงเหมือนลมพายุพัดมาแต่ไกล จากทิศตะวันตกมาที่กองเกวียน เมื่อใกล้เข้ามาข้าพเจ้าตื่นนอนก่อนเขา เห็นไฟที่ก่อซึ่งกำลังจะดับเห็นแดงๆ จึงคว้าเอาขี้ครั่งใส่ลงไปในกองไฟกลิ่นควันขี้ครั่งลอยไปบนอากาศ เสียงพายุนั้นก็หายเงียบ 
 
ข้าพเจ้าจึงปลุกลูกน้องให้ตื่นทุกคน แล้วก็ก่อไฟขึ้นข้าพเจ้าเล่าเรื่องบอกยังไม่ขาดคำ ก็ได้ยินเสียงพายุทางทิศตะวันออกแล้วก็จางหายไปๆ จนเงียบ พากันนอนไม่หลับตลอดคืน 
 
ดีที่ข้าพเจ้ารู้ทันเหตุการณ์ ถ้าข้าพเจ้านอนหลับก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น   เพราะที่ตรงนั้นเคยมีคนนอนตายหลายคนแล้ว โดยไม่รู้สาเหตุบ่อทองนั้นร้างก็เพราะคนงานทำงานไม่ได้ เวลาคนงานลงไปทำงานขึ้นมาแล้วก็เกิดช๊อกตายเกือบทุกวัน คนงานก็กลัวไม่กล้าเข้าไปทำงาน บริษัทจึงล้มและเลิกทำเห็นแต่เสาโรงงานและลวดสลิงยังอยู่มากมาย รุ่งเช้าก็ขับเกวียนต่อไปอีก
 
 
ครั้งที่ ๑๐ เสือกัดวัวกองเกวียนอำเภอพิมาย
 
เสือกัดวัวกองเกวียนอำเภอพิมาย เที่ยวนี้คุณสมัน เมืองงาม ไปด้วยไปขายผ้าขากลับมาขึ้นภูเขาก็เห็นพวกอำเภอพิมายเขาขึ้นก่อน แล้วจึงหยุดพักกะประมาณว่าเขาขึ้นเกือบพ้นภูเขาแล้วข้าพเจ้าก็ขึ้นตามไป 
 
ขณะนั้นเกวียนพวกนายอำเภอพิมายหัก จึงปล่อยวัวให้หากินข้างๆ ที่ซ่อมเกวียนนั่นเอง ทันใดนั้นมีเสือโคร่งตัวหนึ่งนอนอยู่ใกล้ทาง พอวัวไปใกล้มันก็กระโดดมาตะครุบแล้วกัดวัวตัวนั้น พวกที่ซ่อมเกวียนได้ยินเสียงวัว จึงมองไปเห็นก็พากันร้องขึ้นทุกคน เสือจึงปล่อยวัวและกระโจนหนีไป วัวก็ขาหักเพราะเสือมันกัดที่ใต้บ่าและคอวัว เสือมันตะปบด้วยเล็บจึงทะลุถึงคอ หายใจมีน้ำออกมาเจ้าของวัวจึงขายวัวตัวนั้นให้พวกกองทางที่ทำงานบนภูเขาใกล้นั้นเอง โชคดีที่พวกพิมายมีวัวเกินมาตัวหนึ่งจึงเอาเทียมเกวียนแทนวัวที่ตาย 
 
ข้าพเจ้าขับเกวียนไปถึงที่ตรงนั้นก็ค่ำมืดมองอะไรไม่เห็น คุณสมัน   สะพายดาบเดินก่อนเกวียนได้ยินเสียงเสือกระโดดผ่านทางเกวียน ข้างหน้าคุณสมันนั่นเอง คุณสมันชะงักไม่กล้าเดินไป แต่ข้าพเจ้าบอกว่าไปไม่ต้องกลัวเพราะข้าพเจ้าได้ร่ายมนต์คาถาไล่ศัตรูทั้งหลายให้หลีกออกจากทางหมดแล้ว 
 
ไปอีกหน่อยก็ยิ่งมืดลงทุกที จนมองทางไม่เห็นจึงหยุดพักนอนใต้ต้นไทรใหญ่นั่นเอง   ไม่มีลานจอดเกวียนจึงจอดเรียงกันตามทางนั้น ข้าพเจ้าขึ้นไปยืนบนก้อนหินสูงร่ายมนต์คาถาเสกก้อนหินขว้างไปทั้ง ๘ ทิศ เพื่อให้เทวดาทั้ง ๘ อยู่ยามรักษาการป้องกันภัยอันตรายทั้งปวงเหมือนที่เคยนอนบนภูเขาหรือป่าดงดิบทุกๆ ครั้ง 
 
เสร็จแล้วก็ให้คุณสมันนอนบนเกวียน ส่วนวัวผูกข้างหน้าเกวียน ข้าพเจ้านั้นนอนบนทางเกวียนข้างหน้าวัวแล้วก่อไฟข้างหน้าที่ข้าพเจ้านอนไปอีก นอนตลอดคืนก็ไม่เห็นมีอะไรรุ่งเช้าขับเกวียนต่อไปอีก ถึงกองทางคนงานจึงเล่าบอกข้าพเจ้าว่า เมื่อวานนี้เสือกัดวัวของพวกพิมายตายหนึ่งตัว แล้วขายให้พวกเขาใกล้ที่ข้าพเจ้านอนนั่นเองข้าพเจ้าเพิ่งรู้ ถ้ารู้แต่เมื่อคืนลูกน้องคงนอนไม่หลับ (ตอนนั้นคุณสมันยังหนุ่มอยู่ไปขายผ้ากับข้าพเจ้าและไม่ได้ขับเกวียนไปกับเขาเลย)
 
 
ครั้งที่ ๑๑ เกวียน ๒ เล่มพักนอนที่ใต้ต้นโพธิ์ใกล้บ้านร้าง 
 
เกวียน ๒ เล่มพักนอนที่ใต้ต้นโพธิ์ใกล้บ้านร้าง เที่ยวนี้เป็นเที่ยวที่ ๒ ของปีแรกข้าพเจ้าไปรวมกับกองเกวียนตาต่วน ตาจรัล ตายุง ตาแย้มบ้านท่าสว่าง พวกนี้บ้านเดิมเขาอยูอันล็องซา เมื่อไปถึงบ้านเดิมของเขาแล้ว เขาก็ยังไม่กลับเขารอจนถึงเดือนพฤษภาคม 
 
ข้าพเจ้าด่วนจะไปอีกเป็นเที่ยวที่ ๓ จึงกลับบ้านก่อนเขาด้วยเกวียน ๒ เล่มเท่านั้น ตอนนั้นยายเพาะ มารดาของนายจวน พุ่มภา ได้ขอร้องกับข้าพเจ้าว่า ให้ไปบอกนายจวน พุ่มภา บุตรชายที่อยู่บ้านเพนียดเปรียะให้มาคัดเลือกทหารในเดือนเมษายนด้วย ข้าพเจ้าจึงไปบอกนายจวนแล้วนายจวนก็รับปากจะมาพร้อมกับข้าพเจ้า   ข้าพเจ้ากับพวกข้าพเจ้าจึงนัดนายพวนให้ไปรอที่วัดตะปน ตะวันตกเมืองพิบูลสงคราม
 
เมื่อนัดกันเรียบร้อยแล้วข้าพเจ้าก็ไปซื้อปลาที่อำเภอปากแพรก   คืนแรกข้าพเจ้าพักนอนที่กำปงกระสัง ชาวบ้านถามข้าพเจ้าว่าไปซื้อปลาที่ไหน ข้าพเจ้าบอกว่าไปซื้อที่อำเภอปากแพรก ชายคนนั้นจึงบอกว่าที่อำเภอปากแพรกไม่มีปลามากเท่ากำปงกระสังเลยและชาวบ้านกำลังเป็นโรคท้องร่วงตาย ขนเอาไปทิ้งเหมือนฟืน ซื้อที่นี่ไม่ต้องไปทางโน้นหรอก ข้าพเจ้านึกแต่ในใจว่าอ้ายหมอนี่หลอกข้าพเจ้าแล้ว เพื่อให้ข้าพเจ้าซื้อปลาของมัน ข้าพเจ้าก็ไม่ซื้อเพราะปลาที่กำปงกระสังแพงกว่า หลอกใครได้แต่หลอกข้าพเจ้าไม่สำเร็จหรอก 
 
รุ่งเช้าข้าพเจ้าขับไปถึงอำเภอปากแพรกเย็นวันนั้นเอง ถามชาวบ้านเขาก็บอกว่าไม่จริงหลอกให้เรากลัวแล้วซื้อปลาของเขา ข้าพเจ้าจึงว่าจริงเหมือนข้าพเจ้านึก เมื่อซื้อปลาได้แล้วรีบขับบึ่งไปวันเดียวถึงวัดตะปนก็มืดพอดี ข้าพเจ้าไปถามพระว่า “ เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งมาพักอยู่ที่นี่ไหมครับ   เขาจะไปคัดเลือกทหารที่จังหวัดสุรินทร์พร้อมกับกระผม” พระท่านบอกว่า “ชายคนนั้นไปแล้วตั้งแต่เมื่อเช้ากับเณรหนึ่งรูป” ข้าพเจ้าก็ตกใจฮวบมาทันทีเพราะแต่ก่อนนึกว่าจะได้ไป ๓ คนร่วมเดินทางผลที่สุดก็เสี่ยงเดินทางไปเพียง ๒ คน เท่านั้น 
 
คืนนั้นพักนอนใต้ร่มโพธิ์บ้านร้างเมื่อสมัยสงครามโลกไม่มีคนอาศัยอยู่เลย พอค่ำมืดมีตำรวจ ๓ คน เดินตรวจท้องที่มาถึงขอซื้อปลาย่างของข้าพเจ้ากินเพราะหิว ข้าพเจ้าก็ให้ปล่าไม่ได้เอาเงินไปคนละหนึ่งไม้ กินเสร็จแล้วก็บอกข้าพเจ้าว่า “เมื่อวานนี้ผู้ร้ายปล้นกองเกวียนฆ่าเจ้าของตายหนึ่งคน” ข้าพเจ้าไม่ถามว่าที่ไหนพอค่ำตำรวจไปแล้วก็มีชายหนุ่ม 3 คน เอากระบองไม้ไผ่ผูกถุงแบกของบนบ่าเดินมา ข้าพเจ้าเห็นนึกว่านี่แหละคนร้าย 
 
ข้าพเจ้าเตรียมตัวคว้าดาบปลายแหลมและลุงผลก็คว้ามีดพร้าด้ามยาวมาถืออยู่ในมือ แล้วข้าพเจ้าก็พูดว่า “อย่าหนีนะสู้ตายกับวัวกับเกวียนนี่แหละ” พอเขามาถึงเขาก็ถามว่า “เกวียนบรรทุกอะไร” ข้าพเจ้าตอบว่า “บรรทุกปลา” “อยู่ที่ไหน?” “อยู่สุรินทร์” “อยู่บ้านไหน?” “อยู่บ้านแกใหญ่ทางเหนือสถานีรถไฟ” เขาก็บอกว่า “ผมอยู่บ้านแสลงพันทางด้านตะวันออกบ้านแกใหญ่นั่นเอง ผมทำงานเป็นบุรุษไปรษณีย์นำจดหมายจากอำเภอสำโรงไปจังหวัดพิบูลย์สงคราม กลางวันพักนอนเพราะอากาศร้อนกลางคืนอากาศเย็นก็เดินต่อไป” คุยกันพักเดียวก็เดินต่อไปอีก
 
ประเดี๋ยวก็มีคนขี่ม้ามาถามแต่ไกลว่า “ลุงมีน้ำกินไหม” ข้าพเจ้าก็ตอบว่า “มี” “ถ้างั้นจะมาพักที่นี่ด้วย” เขาก็ขี่ม้ากลับไปแล้วพาเกวียนเล่มหนึ่งมาพักนอนด้วย เป็นเกวียนของศึกษาธิการอำเภอสำโรง พาพวกครูประมาณ ๒๐ คน ไปประชุมที่จังหวัดพิบูลย์สงคราม นอนด้วยกันจึงหายกลัวตลอดคืน 
 
รุ่งเช้าแยกกันขับเกวียนต่อไปอีก คราวนี้ตอนเย็นหุงข้าวกินให้เสร็จขับเกวียนไปนอนติดกับรั้วบ้านเขาทุกคืน รุ่งเช้าก็เดินทางต่อไปอีก ค่ำไหนก็นอนติดกับรั้วบ้านเขาทุกครั้ง ตอนจะขึ้นภูเขาโชคดีขับไปทันเกวียนพวกอำเภอพิมาย ๖ เล่ม เขาลงไปขายผ้าแล้วก็ขับเกวียนเปล่ากลับมา ได้มาเป็นเพื่อนกันนอนรวมกันที่เชิงเขาหนึ่งคืน และนอนบนภูเขาอีกหนึ่งคืน จากนั้นขับเกวียนมาก่อนเขาจนมาถึงบ้าน ส่วนนายจวน พุ่มภาอีก ๕ วันจึงมาถึงบ้าน
 
 
ครั้งที่ ๑๒ วัวของตาปรึล จันทร์หอมฟุ้ง วิ่งตามตัวเมีย 
 
วัวของตาปรึล จันทร์หอมฟุ้ง วิ่งตามตัวเมีย วัวของตาปรึล จันทร์หอมฟุ้ง วิ่งตามตัวเมีย ข้อนี้ก็ถือว่าสำคัญข้อหนึ่ง ถ้าข้าพเจ้าวิ่งตามจับวัวของตาปรึลไม่ได้ ตาปรึลก็คงไม่มีวัวเทียมเกวียนต่อไปอีกทั้งไปและกลับ ตอนนี้ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าเป็นเที่ยวที่เท่าไรและเป็นปีที่เท่าไร   เที่ยวนี้ข้าพเจ้าลงภูเขาทางช่องเสม็ดเหมือนที่เคยไปทุกเที่ยว
 
เมื่อลงผ่านภูเขาไปแล้วพักหุงข้าวเช้ากินใกล้บ้านถนน   เมื่อกินข้าวเรียบร้อยแล้วได้มีฝูงวัวตัวเมียของชาวบ้านถนนมาใกล้ฝูงวัวของเราประมาณ ๑๐๐ ตัว วัวของตาปรึล ได้เกิดคึกคะนองวิ่งตามตัวเมียตัวหนึ่งเข้าไปในป่าละเมาะ ข้าพเจ้าพาเจ้าของและพรรคพวกวิ่งตามจับหลายคน แต่จับไม่ได้ วิ่งตามวกไปวนมาหลายตลบก็จับไม่ได้อีก มันวิ่งตามตัวเมียตัวเดียวเท่านั้น เวลาพวกเราเหนื่อยนั่งหอบหยุดไล่จับ วัวตัวเมียก็หยุดวิ่ง แล้ววัวของตาปรึลก็หยุดด้วยหลายครั้งจนเจ้าของและคนอื่นๆ วิ่งตามไปไม่ไหว เหลือแต่ข้าพเจ้าและพวก ๓ คนเท่านั้น ข้าพเจ้าก็จำไม่ได้ว่าเป็นใคร 
 
เมื่อวัววิ่งออกจากฝูงแล้วก็กลับเข้าฝูงอีกหลายครั้ง สกัดจับอย่างไรก็จับวัวตัวนั้นไม่ได้เป็นเวลานานเกือบ ๒ ชั่วโมง รู้สึกเหนื่อยมาก พากันนั่งหอบทั้ง ๓ คน และวัวก็หยุดวิ่งด้วย บังเอิญที่ชายป่านั้นมีกระท่อมและคอกวัว 
 
ข้าพเจ้าจึงใช้สมองคิดได้ว่า ถ้าไล่ต้อนวัวสักครึ่งฝูงเข้าคอกต้องจับวัวตัวนั้นได้แน่   จึงพากันต้อนวัวเข้าคอกก็จับวัวได้ตามที่คิดเมื่อจับได้แล้วก็จูงวัวมาที่กองเกวียน 
 
เมื่อตาปรึลเจ้าของวัวเห็นวัวแทนที่จะดีใจกลับถือไม้กระบองขนาดเท่าแข้งวิ่งมาจะตีวัวที่หัว เมื่อใกล้เข้ามาข้าพเจ้าจึงร่ายมนต์มาหาสำกัง พร้อมยกมือขึ้นห้ามแล้วตาปรึลก็หมดสติเงื้อไม้กระบองอยู่เฉยไม่ตี 
 
ข้าพเจ้าจึงว่าถ้าพลั้งมือวัวตายจะได้วัวที่ไหนเทียมเกวียนไป แล้วจะทำให้คนอื่นพลอยลำบากยุ่งยากไปด้วย ตาปรึลได้สติจึงยอมวางไม้กระบองเป็นอันว่าข้าพเจ้าแก้ปัญหาได้อีกข้อหนึ่ง 
 
พอบ่ายหนึ่งโมงก็ขับเกวียนต่อไปอีก ตอนนั้นตาปรึล จันทร์หอมฟุ้ง ยังเป็นหนุ่มอยู่   เมื่อเลิกไปซื้อปลาแล้วตาปรึลก็แต่งงานกับยายจันทร์   ซึ่งเป็นแม่ม่ายอยู่ร่วมกันจนมีบุตรด้วยกัน ๓ คน ยายจันทร์ก็เสียชีวิต
 
 
ครั้งที่ 13 กำนันจวน ฉัตรทอง ท้องร่วงบนภูเขา 
 
กำนันจวน ฉัตรทอง ท้องร่วงบนภูเขา เที่ยวนี้เป็นเที่ยวสุดท้ายก่อนที่จะเลิกไปซื้อปลา กำนันจวน ฉัตรทอง ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นกำนัน ท่านได้พาพวกในหมู่บ้านแสลงพันมีเกวียน ๙ เล่ม ไปร่วมเป็นกองเดียวกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพาไปซื้อที่อำเภอปากแพรกที่เคยซื้อทุกเที่ยว 
 
พอไปถึงหนองน้ำใหญ่ที่ผจญภัยกับช้างป่าครั้งก่อนก็หยุดซ่อมเกวียนเหมือนเคย ข้าพเจ้ากพากำนันจวนกับพรรคพวกไปซื้อปลาไว้ก่อนให้ครบจำนวน จึงขับเกวียนไปเอาวันหลัง
 
พอไปถึงบริษัทท่านก็อุทานว่า
“โอ้โฮ้! ปลามากจริงๆ หนอ”
ข้าพเจ้าก็ถามท่านว่า
“ก็พี่เคยมา   พี่ซื้อปลาที่ไหน” 
ท่านก็ตอบว่า 
“ผมมาถึงจังหวัดพิบูลสงครามก็พักเกวียนรออยู่ที่นั่น สั่งให้ชาวบ้านลงเรือมาซื้อให้”
ข้าพเจ้าก็ว่า
“ถ้างั้นเขาก็กินกำไรต่อหนึ่ง”
ท่านก็ตอบว่า “ใช่แล้ว”
ข้าพเจ้าถามอีก
“ทำไมพี่จึงไม่มาซื้อที่นี่” ท่านก็ตอบว่า
“ผมไม่เคยรู้และไม่เคยเห็น”
แล้วท่านก็ย้อนถามข้าพเจ้าว่า
“ทำไมคุณพรจึงรู้” 
ข้าพเจ้าก็อธิบายให้ท่านฟังว่า 
“ผมรู้เพราะมารดาของผมเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อครั้งบิดาของผมยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านเคยมาซื้อปลาที่อำเภอปากแพรก จังหวัดพระตะบองหลายครั้งเกือบทุกปีเพราะมีบริษัทจับปลาและมีปลามากที่สุดในประเทศกัมพูชา ตอนที่ผมเป็นครูถูกทางการคัดเลือกให้มาสอนที่จังหวัดพระตะบอง ผมอยากรู้ว่าอำเภอปากแพรกที่มีบริษัทจับปลา และมีปลามากที่สุดในประเทศกัมพูชานั้นอยู่ที่ไหน ผมพยายามหาจนพบก็เห็นว่าจริง พอผมลาออกจากอาชีพครูก็มาซื้อปลาแต่ที่นี่ทุกครั้ง”
กำนันจวนท่านก็ว่า 
“ถ้าผมรู้ผมก็จะมาซื้อที่นี่แหละ เพราะหนทางจากจังหวัดพิบูลสงครามมาถึงอำเภอปากแพรกก็เพียงนอนหนึ่งคืนก็มาถึง ผมเพิ่งมาเห็นครั้งนี้เป็นครั้งแรก” 
 
เมื่อซื้อปลาได้แล้วกลับบ้านขึ้นภูเขาทางช่องจอมเหมือนเคย เมื่อมาถึงเชิงเขาเกวียนขึ้นเขาไปได้ครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งยังอยู่เชิงเขาเพราะวัวเป็นโรคกีบเน่า ขึ้นภูเขาพร้อมกันไม่ได้ เกวียนของข้าพเจ้าขึ้นภูเขาไปได้เล่มหนึ่งยังอยู่เชิงเขาอีกเล่มหนึ่ง  รุ่งเช้ากำนันจวนเป็นโรคท้องร่วง ข้าพเจ้าก็ให้ยาสมุนไพรต้มกินแล้วให้อยู่เฝ้าเกวียน
 
 
ครั้งที่ ๑๔ ลุงผล หลงป่าหายไปหนึ่งวันเต็ม 
 
ลุงผล หลงป่าหายไปหนึ่งวันเต็ม ลุงผล หลงป่าหายไปหนึ่งวันเต็ม ข้าพเจ้าให้อยู่เลี้ยงวัวแล้วข้าพเจ้าก็ลงไปเอาเกวียนใต้ภูเขาขึ้นมาพอมาถึงบนภูเขาที่เกวียนจอดอยู่ก่อนแล้วกำนันจวนก็บอกข้าพเจ้าว่า ลุงผลได้หายไปตั้งแต่ทานข้าวเช้าเสร็จ ไม่รู้ว่าหายไปไหน ผมเองเฝ้าเกวียนและเลี้ยงวัวตลอดวัน 
 
ข้าพเจ้าช่วยกันค้นหาตามภูเขาและตามป่า พยายามเรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีเสียงขานรับ ได้ยินแต่เสียงจักจั่นร้องเซ็งแซ่ไปทั้งป่าและภูเขา   พอใกล้มืดข้าพเจ้าก็พากันกลับกองเกวียน ข้าวก็ไม่ได้หุงกิน พากันอดข้าวเพราะขี้เกียจหุง และใจของข้าพเจ้าเองก็กระวนกระวายอยู่ไม่เป็นสุข 
 
เวลาประมาณหนึ่งทุ่มข้าพเจ้าก็จุดธูปยกมือไหว้ “ขอให้คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และคุณบิดามารดา ปู่ย่าตายายจงช่วยคุ้มครองให้ลุงผลจงปลอดภัยด้วยเถิด” ถ้าหากว่าเสือกัดตายหรือเป็นตายร้ายดีประการใดขอให้ฝันเห็นในคืนนี้ 
 
พอขาดคำก็ได้ยินเสียงครุดังโผงเผงๆ   แว่วมาแต่ไกล ข้าพเจ้ามองเห็นลางๆ   เพราะความมืดแต่เดือนหงาย นึกว่าผีลุงผลหลอกเข้าแล้วข้าพเจ้าจึงร่ายมนต์คาถาป้องกันตัวได้หนึ่งจบ พอมาถึงเป็นลุงผลตัวจริงจึงกระโดดเข้ากอดกันทั้ง ๓ คน ด้วยความดีใจจนน้ำตาไหลคือข้าพเจ้า และนายพวนซึ่งเป็นพี่น้องกัน ตลอดจนพวกกองเกวียนทุกคนต่างก็ดีใจด้วย 
 
เมื่อซักถามได้ความว่าลุงผลเอาครุใบที่ถือนี่แหละไปเลี้ยงวัว และเก็บผลไม้ ขณะเก็บผลไม้นั่นเองเกิดหลงป่า ไม่รู้ว่าวัวที่เลี้ยงนั้นอยู่ตรงไหน เดินหาวกไปวนมาก็ไม่เห็นวัว เห็นแต่ทางคนเดินหรือสัตว์ป่าเดินก็ไม่รู้  
 
เดินทางทางนั้นจนเวลาประมาณบ่าย ๒ โมงจึงไปพบคนบ้านด่าน เขาทำไร่กัญชาอยู่เชิงเขา ถามเขาๆ ก็บอกว่าไกลมากต้องขึ้นภูเขากลับ จ้างให้เขามาส่งเขาก็ไม่ส่ง เขาว่าคอยไปกับเขาตอนกลับบ้าน จึงจำใจต้องคอยมาพร้อมเขาจนมาถึงสะพานห้วยเสม็ดก็จำได้ และกลับหลังมาพบกองเกวียน รุ่งเช้าก็ขับเกวียนต่อไปอีก
 
 
ครั้งที่ ๑๕ ผู้ร้ายขโมยวัวลุงผอย 
 
ผู้ร้ายขโมยวัวลุงผอย คราวนี้ก็เป็นเที่ยวเดียวกันนี่แหละขับเกวียนเลยบ้านด่านถึงบ้านสะกนแล้วเลยมาถึงบ้านกาบเชิง คอยเกวียนกำนันจวนซึ่งขับตามมาไม่ทัน จะพักนอนและหุงข้าวที่หนองน้ำ แต่หนองน้ำขุ่นจะหุงข้าวกินไม่ได้ บ่อน้ำใกล้นั้นน้ำก็ซึมออกมาไม่ทัน ชาวบ้านพากันเอาครุไปคอยหาบหลายคนนั่งรอรอบปากบ่อนานกว่าจะได้ขันตักใส่ครุได้ครุหนึ่ง
 
ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจไปพักนอนที่ศาลาที่ชาวบ้านสร้างไว้ สำหรับทำบุญประจำปีทุกปี เพราะสมัยนั้นบ้านกาบเชิงยังไม่มีวัดและมีบ่อน้ำใสดีไม่เคยแห้ง ข้าพเจ้าพักเกวียนหุงข้าวกินเรียบร้อยแล้วพากันนอน  
 
คืนนั้นฝนตกอย่างหนักและฟ้าแลบฟ้าร้องลั่นจนสะเทือนไปหมด พวกที่บรรทุกปลาร้าเขาก็เอากระสอบข้าวปูบนปลาร้าแล้วเขาก็นอนหลับสบาย แต่ข้าพเจ้านั้นบรรทุกปลาย่างจนเต็มหลังคาเกวียนทั้งสองเล่ม เข้านอนภายในเกวียนกับเขาไม่ได้ จึงเอาเสื่อบังข้างหน้าประทุนด้านตะวันตกเพื่อกันฝนสาด 
 
สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ กันดารมาก ไฟฉายก็ไม่มี น้ำมันก๊าดก็ไม่มีต้องใช้ไต้สำหรับจุดส่องดูเมื่อต้องการแสงสว่าง แม้แต่ไม้ขีดไฟก็ไม่มีต้องใช้เหล็กตีกับหินให้เป็นประกายไฟกระเด็นติดชุดกระบอกนุ่น แล้วติดกับบุหรี่อีกทีเป่าให้เป็นไฟจึงใช้จุดหุงข้าวกินได้  
 
พอฝนตกหนักมืดมองอะไรไม่เห็น   เวลาฟ้าแลบมองเห็นแต่วัวของข้าพเจ้าเองทั้ง ๔ ตัว ซึ่งนายพวน ศรีไทย น้องชายของข้าพเจ้าเป็นคนขับเกวียนจอดอยู่ข้างหลังข้าพเจ้าเท่านั้น   เกวียนของคนอื่นข้าพเจ้าไม่ได้ดูเพราะมืดมองไม่เห็น ฝนตกหนักประมาณ ๒ ชั่วโมงจึงหยุดตก  
 
ข้าพเจ้าปลุกให้ทุกคนตื่นขึ้น แล้วให้ตรวจดูวัวและสิ่งของว่ายังอยู่ครบหรือไม่ เมื่อต่างคนต่างตรวจดูแล้วก็ปรากฏว่าผู้ร้ายขโมยวัวของ ลุงผอย เมืองงาม ไปได้หนึ่งตัวและเกวียนอื่นๆ ก็ถูกผู้ร้ายขโมยปลาร้าได้ทุกเล่ม เกวียนละ ๕ กก. บ้าง ๘ กก. บ้าง ๑๐ กก.บ้าง เกวียนลุงผลบรรทุกปลาขาวเสียบไม้ ถูกผู้ร้ายตัดข้างหลังเอาไปได้ประมาณ ๓๐ ไม้ เว้นแต่เกวียนของข้าพเจ้า ๒ เล่ม ปลอดภัยไม่ได้ถูกขโมยเลย 
 
ข้าพเจ้าจึงเรียกประชุม เพื่อติดตามรอยวัวของลุงผอยก็ไม่รู้ว่าไปทางไหน เพราะฝนตกหนักหาร่องรอยไม่พบ ข้าพเจ้าเดาว่าผู้ร้ายต้องตามมาจากบ้านกาบเชิงไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน จึงจะขโมยได้ทั้งวัวตัวหนึ่งและปลาร้ามากมาย 
 
รุ่งเช้าให้คนอยู่เฝ้าเกวียนและเลี้ยงวัวข้าพเจ้า ก็พาเจ้าของวัวและพรรคพวกรวม ๕ คน เพื่อไปสืบดูที่บ้านกาบเชิงถ้ารู้ก็จะเอาเงินไถ่ถอนเขา จึงเดินทางไปตั้งแต่เช้ามืดไกลประมาณ ๓ กิโลเมตรเศษก็ถึงบ้านกาบเชิง เห็นผู้ร้ายคนหนึ่งออกมาดูลาดเลา
ข้าพเจ้าเห็นก็ถามว่า
“ลุงไปไหน” 
เขาก็ตอบว่า
“ผมมาถ่ายหนัก” 
แล้วเขาก็ถามข้าพเจ้าว่า 
“ไปไหน” 
ข้าพเจ้าก็ตอบว่า 
“ผู้ร้ายขโมยวัวตัวหนึ่งอยากมาสืบดูว่าถ้ารู้ลาดเลาก็จะไถ่ถอนเขา” 
ชายคนนั้นจึงตอบว่า 
“ถ้างั้นผมจะช่วยสืบเอง” 
 
ว่าแล้วก็พาพวกข้าพเจ้าเข้าไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้ถ่ายหนักเลย   พอไปถึงบ้านเขาก็จัดแจงหุงข้าวแกงไก่และหาเหล้าโทมาหนึ่งไหใหญ่มาเลี้ยงพวกข้าพเจ้าและพรรคพวกของเขาด้วยประมาณ - คน รวมทั้งพวกข้าพเจ้าเป็น ๒ คน 
 
เมื่อดื่มเหล้าแล้วข้าพเจ้าก็ถามว่าเรื่องวัวนั้นรู้ลาดเลาหรือยัง   คนร้ายก็ตอบว่าไม่ยากเลยผมรับรองได้ ลุงผอยเอาเกลอกับผู้ร้ายคนนั้นจะได้ไถ่ถอนกันสะดวก แล้วเกลอของลุงผอย ก็รับรองว่าค่าเหล้าโทไหนี้เขาเองเป็นคนจ่ายเงิน 
 
พอทานข้าวเสร็จ ข้าพเจ้าทำทีไปถ่ายหนัก พอเดินตามทางเกวียนตะวันออกของหมู่บ้านไปทางทิศใต้ พบกำนันจวนเดินมาตัวเปล่าส่วนเกวียนท่านให้เด็กขับ 
กำนันจวนก็ถาม 
“อ้าวคุณพรไปไหน” 
ข้าพเจ้าก็ตอบว่า
“เอ๊ะ เมื่อกี้ผมเห็นรอยวัวผ่านทาง” 
ข้าพเจ้าก็ว่า 
“พี่ช่วยพาผมไปดูรอยนั้นหน่อย”
 
จึงรู้ว่าเป็นรอยเท้าวัวตัวนั้นจริง เพราะฝนตกยังไม่มีวัวใครผ่านเลย ข้าพเจ้าจึงขอร้องให้ท่านไปเป็นเพื่อน ตามรอยวกไปวนมาถึงกระท่อมหลังหนึ่ง   ดูรอยวัวหยุดอยู่หน้าประตูรั้วเข้ากระท่อม ถามเจ้าของกระท่อมก็บอกว่าไม่รู้ พอตามรอยไปอีกประมาณ ๒ เส้นก็พบวัวผูกใต้ต้นไม้ในป่า 
 
เมื่อเห็นวัวกำนันจวนก็ถามข้าพเจ้าว่า 
 “กล้าเข้าไปเอาไหมเพราะโจรแถวนี้มันคอยดักยิง” 
ข้าพเจ้าก็ตอบว่า
 “ถ้าผมกลัวตายผมคงไม่กล้าขึ้นเขาลงห้วย มาหากินที่ประเทศกัมพูชาหรอก”
กำนันจวนก็ว่า
 “ถ้างั้นก็เข้าไปเอา”
ข้าพเจ้าก็ร่ายมนต์คาถาป้องกันตัว แล้วก็เข้าไปแก้เชือกจูงวัวออกมา ข้าพเจ้านึกว่ากำนันจวนจะเข้าไปด้วย แต่ท่านยืนรออยู่ตรงนั้นเอง เมื่อจูงวัวมาถึงตะวันออกบ้าน ที่กินข้าว ข้าพเจ้าก็ให้กำนันจวนจับเชือกวัวคอยอยู่ 
 
ข้าพเจ้าเข้าไปถามที่กินข้าวว่า
 “พรรคพวกข้าพเจ้าไปไหนหมด”
เขาก็ตอบว่า
 “ไปที่กองเกวียนเพื่อเอาเงินมาไถ่เอาวัวไป”
ข้าพเจ้าจึงว่า 
 “ไม่ต้องไถ่หรอกเพราะผมตามวัวมาได้แล้ว”
 
ผู้ชายคนนั้นหน้าซีดทันที ข้าพเจ้าก็พากำนันจวนจูงวัวไปถึงครึ่งทางก็พบเจ้าของวัวกำลังจะนำเงินมาไถ่วัวพอดี พอเห็นวัวต่างก็ดีใจกระโดดโลดเต้นร้องรำทำเพลง แล้วก็พากันมาที่กองเกวียนปล่อยวัวเข้าฝูงไป แล้วพากันย้อนกลับไปที่บ้านกาบเชิงอีก 
 
ลุงผอยก็บอกเกลอเขาว่า
 “เกลอ เราไม่ต้องไถ่วัวหรอกเพราะวัวตามกลับมาได้แล้ว”
ไอ้เกลอคนนั้นแสดงอาการเสียใจแล้วบอกลุงผอยว่า
 
“ถ้างั้นเอ็งต้องชำระค่าเหล้าโทไหนั้น” 
ลุงผอยก็ชำระให้ แล้วก็พากลับกองเกวียนคืน จากนั้นพากันขับเกวียนเดินทางต่อไปอีกเพื่อไปนอนที่อื่นเพราะกลัวมันตามมาขโมยอีก สมัยนั้นผู้ร้ายชุกชุมมากไม่ว่าที่ไหนพอถึงบ้านโคกทม เห็นเขาขายไต้ก็พากันซื้อผูกข้างหลังเกวียนคนละหนึ่งมัด เพื่อเอามาไว้จุดส่องกบฤดูฝน เพราะปลายเดือนพฤษภาคมแล้วจะย่างเข้าฤดูฝน
 
พอถึงด้านตะวันออกสนามบิน สมัยนั้นยังเป็นป่าอยู่ ลุงผอยขับเกวียนเร็วมากเกวียนหลังขับไม่ทัน จึงอยู่ห่างกันมากคนร้ายเดินตามมาข้างหลัง ฉวยโอกาสตัดเอาไต้ของลุงผอยที่ผูกติด ด้านหลังเกวียนทั้งหมดเข้าป่าไปทั้งๆ ที่เป็นกลางวันแสกๆ 
 
พอพักเกวียนจึงรู้ว่าผู้ร้ายขโมยตัดเอาไต้ไปหมด   พอมาถึงบ้านเอาปลาไปขายหมดแล้วเที่ยวนี้เป็นเที่ยวสุดท้าย   ไม่ได้ไปอีกเลย เพราะดินแดงจังหวัดพระตะบองตกเป็นของประเทศกัมพูชาคืนจึงไปไม่ได้
 
และเที่ยวสุดท้ายนี้เป็นไข้มาลาเรียหลายคน ลุงดอน ตุลาจันทร์ แกเป็นไข้ตลอดทางมา ๘ วัน ตั้งแต่เที่ยวก่อนข้าพเจ้าพยายามรักษาจนมาถึงบ้าน แล้วข้าพเจ้าก็ขับเกวียนพาไปฉีดยาที่อนามัยสุรินทร์หลังเก่าคุณหมอพิรุณ รักคิด เป็นหมอประจำอยู่ท่านรู้จักกับข้าพเจ้าเป็นอย่างดี เพราะข้าพเจ้าเคยรับใช้ท่าน
 
เมื่อฉีดเข็มเดียวก็หาย ค่าฉีดเข็มละหนึ่งบาทเท่านั้น ข้าพเจ้าก็บอกลุงดอนว่าให้ไปฉีดซ้ำอีกหนึ่งเข็มเพื่อให้หายสนิทดี ผมไม่ได้พาไปหรอกให้ไปคนเดียวเพราะผมพาไปรู้ที่แล้วและอีก ๒ วันผมก็จะออกเดินทางไปอีกเป็นเที่ยวสุดท้าย เมื่อข้าพเจ้าออกเดินทางไปแล้วลุงดอนก็ไม่ไปฉีดยาซ้ำอีก อาการไข้จึงกำเริบขึ้นอีก พอข้าพเจ้ากลับมาถึงบ้านเที่ยวสุดท้ายแล้วบอกให้แกไปฉีดยาที่อนามัยอีก แกก็ไม่ไป   แกหาแต่ยาสมุนไพรประเภทรากไม้มาต้มกินก็ไม่หายจึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา 
 
ส่วนลุงเล็ง นุเรนรัมย์ ตาทง ศรีไทย และตาอุ่น หฤทัยถาวร นั้นเป็นไข้มาลาเรียตั้งแต่ไปปีที่ ๒ เที่ยวที่ ๓ ข้าพเจ้าพาไปฉีดคนละ ๒ เข็มก็หายสนิทดีทุกคน แล้วแกก็ไม่กล้าไปเที่ยวที่ ๔ อีก
 
และนายรัด คำแหง ที่ข้าพเจ้าเคยจ้างให้ขับเกวียนเล่มที่ ๒ ทุกเที่ยวก็เป็นไข้มาลาเรียปีสุดท้ายแต่เที่ยวที่หนึ่ง ข้าพเจ้าพาไปฉีดยา ๒ เข็มหายสนิทดีแล้วข้าพเจ้าไม่กล้าจ้างให้ขับไปอีกจึงให้นายพวน ศรีไทย น้องของข้าพเจ้าที่เพิ่งเรียนจบชั้น ป. ๔ ขับเกวียนแทนนายรัด คำแหงได้ ๓ เที่ยวจึงเลิกไป
 
คราวนี้เป็นไข้มาลาเรียเกือบทุกคนเว้นแต่นายพวน ศรีไทย และข้าพเจ้าเท่านั้นที่ไม่ได้เป็นกับเขา ผู้ที่เป็นไข้มาลาเรียคือ
ลุงผล ศรีไทย ลุงผอย เมืองงาม  ตาปรึล จันทร์หอมฟุ้ง 
และนายเฮือง สามีของยายกีเท่านั้นเขาไม่ยอมไปฉีด เขาหายาสมุนไพรมาต้มกินเองก็ไม่หายจึงเสียชีวิตอีกคนหนึ่ง
และตาเมินบ้านบุณะเยิงที่เคยไปด้วยหลายเที่ยวก็เป็นไข้มาลาเรียเหมือนกันแต่ข้าพเจ้าบอกลูกชายของแกให้พาไปฉีดยาที่อนามัย ๒ เข็มก็หายสนิทดี 
 
ข้าพเจ้าเขียนเฉพาะการแก้ปัญหาที่สำคัญเท่านั้น ที่ไม่สำคัญข้าพเจ้าไม่ได้เขียน   ข้าพเจ้าจึงหยุดเขียนบันทึกความทรงจำของข้าพเจ้าตั้งแต่อดีตไว้เพียงเท่านี้   ข้าพเจ้าขอจบด้วยอุดมคติดังต่อไปนี้คือ
* หลักวิชาการคำนวณต้องมีบวกลบคูณหารจึงจะได้ผลที่ถูกต้อง
* อะไรที่จะเกิดมันก็เกิดไม่มีใครฝืนได้เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย  
* หางควายมันกระดิกก็เพื่อไล่แมลงวันนี้ไปทางหนึ่ง แต่หางสุนัขนั้นมันกระดิกก็เพื่อแสดงความยินดีกับเจ้าของของมัน นี้ก็ไปทางหนึ่งมันไปคนละทิศคนละทาง   ความแตกต่างทั้งหลายมันเป็นของธรรมดาไม่เหมือนกันตลอดไป 
* อย่านึกว่าเราจะร่ำรวยกว่าเขาตลอดไป ถ้าเราเกียจคร้านไม่ทำงาน   อย่านึกว่าเราจะจนกว่าเขาตลอดไป ถ้าเราขยันทำงานและมีความประหยัด 
* อย่านึกว่าเราจะฉลาดกว่าเขาตลอดไปถ้าเราละเลยต่อการเรียน อย่านึกว่าเราจะโง่กว่าเขาตลอดไปถ้าเราขยันเรียนและอ่านหนังสือ
 
นี้คือทางนำไปสู่ความเจริญและอนาคตที่สดใส ขอให้บุตรหลานเหลนทั้งหลายจงยึดอุดมคตินี้จนตลอดชีวิตด้วยเถิด เพราะเป็นอุดมคติที่หาอ่านได้ยากและเป็นอุดมคติที่นำความเจริญมาสู่ตนเองและครอบครัว
 
นายพร   ศรีไทย ผู้เขียนบันทึก
 
.
 
 
 
 
 
ประวัติของนายพร   ศรีไทย
 
ข้าพเจ้านายพร    ศรีไทย   ได้เรียบเรียงชีวประวัติของตนเองตั้งแต่เล็กๆพอจำความได้เพื่อให้บุตร-ธิดา   และหลานๆ ตลอดจนญาติพี่น้องได้รู้ประวัติความเป็นมาของข้าพเจ้ามาตั้แต่เป็นเด็กเล็กๆ จนกระทั่งหนุ่มแก่จวบจนบั้นปลายของชีวิต ที่ข้าพเจ้าเขียนมานี้เป็นความจริงทุกประการ   มิได้แกล้งเขียนยกย่องตัวเองเลย
 
ข้าพเจ้าเป็นบุตรคนที่ ๕ ของพ่อทอง-แม่ตูจ   ศรีไทย
เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ ปีระกา เวลา ๐๓.๒๐ น.โดยมีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ๘ คน เป็นชาย ๔ คน และหญิง ๔ คน ดังรายชื่อต่อไปนี้
 
๑. นางสวาท ซื่อสัตย์        ถึงแก่กรรม
๒. นางเสวย เมืองงาม      ถึงแก่กรรม
๓. นายเผย   ศรีไทย          ถึงแก่กรรม
๔.นายผล ศรีไทย
๕. นายพร ศรีไทย
๖. นางหนู แจ่มใส
๗. นางนารี สุภาสัย
๘. นางพวน ศรีไทย
 
เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็กเล็กๆ   อยู่นั้น บิดา-มารดา และพี่ๆ   เขารักข้าพเจ้ามาก ต่อมาเมื่ออายุได้ ๗ ปี บิดาของข้าพเจ้าได้นำข้าพเจ้าไปฝากเป็นศิษย์วัด กับพระครูธรรมธัชพิมล (ทุน) ณ วัดประทุมธรรมชาติ บ้านแกใหญ่ ตำบลแกใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อให้เรียนหนังสือ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียน
 
ครูต้องสอนนักเรียนตามศาลาโรงธรรมและครูสมัยนั้นโดยมากเป็นพระสงฆ์ที่บวชได้หลายพรรษาที่มีความรู้พอสอนได้ตอนที่บิดาของข้าพเจ้านำข้าพเจ้าไปฝากเป็นศิษย์วัดนั้นท่านได้สอนข้าพเจ้าว่า    “เจ้าจงเชื่อฟังคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ จงตั้งใจเรียนอย่าเที่ยวเล่น ถ้าเล่นก็เล่นให้เป็นประโยชน์   ต่อไปนี้ก็หมดหน้าที่ของพ่อและแม่ที่จะสอนเจ้าแล้วเพราะพ่อกับแม่เป็นครูคนแรกของเจ้า คือสอนเจ้าตั้งแต่หัดกิน ยืน เดิน นั่ง นอน ตลอดจนสอนให้พูดได้ชัดเจน   เจ้าจงจำคำพูดของพ่อนี้ไว้ตลอดชีวิติของเจ้า
 
ตอนนั้นน้ำตาของข้าพเจ้าไหลพรากออกมาอีก เพราะนึกถึงอดีตแห่งความหลังที่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว จากนั้นบิดาและมารดาของข้าพเจ้าได้สอนไว้ทุกประการ และพระท่านก็สอนย้ำอีกว่า ถ้าครูอธิบายอะไรให้ฟัง จงตั้งใจฟัง มองปากครูโดยไม่กระพริบตา ขณะที่ครูกำลังสอนอย่าหันหน้าไปฟังเพื่อนคุย 
 
เมื่อทำตามที่พระท่านสอนแล้วก็จริงอย่างที่ท่านว่าไว้ ข้าพเจ้าจึงเรียนดีมากตั้งแต่ต้น จนข้าพเจ้าสอบได้ที่หนึ่งทุกครั้ง เมื่อพระครูธรรมธัชพิมลได้รับสมณศักดิ์เป็นเจ้าคณะแขวงอำเภอท่าตูม ท่านได้ไปจำพรรษาที่นั่น ท่านจึงพาข้าพเจ้าติดตามไปด้วยเพื่อเรียนชั้นประถมปีที่ ๑ ที่ศาลาโรงธรรมวัดบ้านพงสวาย อำเภอท่าตูมเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๒
 
พอเรียนที่ศาลาโรงธรรมได้หนึ่งปีจึงมีการสร้างโรงเรียนขึ้นมาใหม่ชื่อว่าโรงเรียนท่าตูมสนิทราษฎร์วิทยาคมข้าพเจ้าจึงถูกย้ายไปเรียนชั้นประถมปีที่ ๒ ที่นั่น และสมัยนั้นอำเภอท่าตูมมีการสอนถึงแค่ชั้นประถมปีที่ ๓ เท่านั้น ถ้าใครอยากเรียนต่อก็ต้องไปเรียนที่โรงเรียนสุรวิทยาคารจังหวัดสุรินทร์ เวลาโรงเรียนหยุดเสาร์-อาทิตย์หยุดราชการหรือปิดเทอมฤดูทำนา พระกักตัวข้าพเจ้าไม่ให้กลับบ้านต้องอยู่ในศาลาโรงธรมมที่ท่านกำลังสอนธรรมะอยู่เพราะกลัวข้าพเจ้าตกแม่น้ำมูลตาย 
 
ข้าพเจ้าจำเป็นต้องนอนหลับบ้าง ตื่นบ้าง ฟังพระสอนธรรมะจนข้าพเจ้ารู้ธรรมวินัยพระสงฆ์เปรียบเสมือนได้บวชถึง ๓ พรรษาตลอดระยะเวลา ๓ ปี ที่เป็นศิษย์วัดเมื่อข้าพเจ้าสอบไล่ได้ชั้น ป. ๓ ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดในโรงเรียนแล้วในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ บิดาของข้าพเจ้าได้ไปรับตัวของข้าพเจ้าให้มาเรียนต่อชั้น ป. ๔   ที่โรงเรียนสุรวิทยาคารหลังเก่า (ปัจจุบันเป็นศาลากลางจังหวัดสุรินทร์)
 
ข้าพเจ้ามาครั้งแรกนั้นขุนคงฤทธิ์ศึกษากรเป็นอาจารย์ใหญ่ไม่นานท่านก็ย้ายไป แล้วนายมั่น เพ็ชร์ศรีสม มาเป็นอาจารย์ใหญ่แทนแต่ไม่นานนายมั่น เพ็ชร์ศรีสมก็เสียชีวิต ตอนที่ข้าพเจ้ามาเรียนที่สุรวิทยาคารนั้นบิดาของข้าพเจ้าได้นำข้าพเจ้าไปฝากเป็นศิษย์วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ 
 
สมัยที่ท่านมหาพลอยเป็นเจ้าอาวาส โบสถ์วัดบูรพารามก็เริ่มสร้างในสมัยนั้นข้าพเจ้าก็ได้ช่วยขนดินถมบริเวณที่สร้างโบสถ์หลังปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าเป็นศิษย์วัดบูรพารามเกือบ ๓ ปี พอใกล้สอบ ม. ๒ ก็ประสบเคราะห์ร้ายล้มทับแขนข้างซ้ายหักเลยไม่ได้สอบข้าพเจ้ากลับมารักษาตัวอยู่ที่บ้านและบิดาของข้าพเจ้าก็เสียชีวิตในปีนั้นเองขณะนั้นมารดาของข้าพเจ้าอายุได้ ๕๐ ปีเศษ “พระคุณพ่อและแม่ล้นฟ้ามหาสมุทร”
 
ข้าพเจ้าซึ่งมีอายุเพียง ๑๓ ปี อดที่จะสงสารท่านไม่ได้ จึงยอมละทิ้งการเรียนเพื่ออยู่ช่วยมารดาทำนา เพราะตอนนั้นพี่ ๓ คนเขามีครอบครัวแล้วยังเหลือพี่คนเดียวคือนายผล ศรีไทยได้อยู่ทำนาหนึ่งปี จากนั้นก็บวชเป็นเณรไปจำพรรษาที่วัดบ้านท่าสว่างข้าพเจ้าจึงต้องแบกภาระหนักคนเดียวเพราะน้องๆก็กำลังเรียนชั้นประถมอยู่
 
ด้วยจิตใจเด็ดเดี่ยวพูดจริงทำจริง ข้าพเจ้าซึ่งอายุได้ ๑๕ ปี จึงทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพาลูกน้องทำนาไม่เคยให้แม่ทำเลย ให้ท่านอยูกับบ้านเพียงแต่ให้ท่านเอาอาหารไปให้ตอนเช้าและทำงานบ้านเท่านั้น ข้าพเจ้ารับภาระหนักคนเดียวมา ๔ ปี เต็ม 
 
บังเอิญปีนั้นฝนแล้งจนถึงเดือน ๑๐ ข้าพเจ้าก็ตัดสินใจไปเรียนต่อชั้น ม.๓ ที่โรงเรียนสุรินทร์ราษฎร์บำรุง (วัดกลาง) จบ ม.๓ ออกมาเป็นครูสอนนักเรียนที่โรงเรียนวัดกัลยาณะโกมุท (บ้านแกน้อย) ได้เงินเดือนๆ ละ ๑๔ บาท ข้าพเจ้าใช้อย่างประหยัดเดือนละ ๔ บาท เหลือ ๑๐ บาทให้แม่เก็บไว้ 
 
ขณะนั้นเป็นเวลาที่สงครามอินโดจีนสงบลง ข้าพเจ้าถูกทางการคัดเลือกให้ไปเป็นครูสอนที่จังหวัดพระตะบอง ได้เงินเพิ่มเดือนละ ๑๐ บาท รวมเป็น ๒๔ บาท กลางวันสอนนักเรียนตามปกติ ส่วนกลางคืนอบรมชาวบ้านให้เข้าใจเกี่ยวกับการปกครองระบบประชาธิปไตยของไทยเรา อาทิตย์ละ ๒ ครั้งๆละหนึ่งหมู่บ้านในตำบลนั้น
 
ข้าพเจ้าอยู่สอนนักเรียนได้ ๗ เดือน ก็ครบกำหนดคัดเลือกทหารข้าพเจ้าทำเรื่องผ่อนผันเสนอต่อศึกษาธิการจังหวัดพระตะบองคือนายบรรยง จรัญยานนท์ ให้ท่านเสนอต่อมายังจังหวัดสุรินทร์ แต่ทางจังหวัดสุรินทร์ไม่ยอมให้ผ่อนผัน เพราะขณะนั้นมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ ๒
 
ข้าพเจ้าจำเป็นต้องกลับมาเข้ารับการคัดเลือกทหารแต่ไม่ได้รับคัดเลือกเป็นทหาร ข้าพเจ้าจึงลาออกจากอาชีพครู มาทำนาอยู่ที่บ้านหนึ่งปีจากนั้นก็แต่งงานกับ นางสาวละเอียด เมืองงาม เมื่อวันขึ้น ๑๐ ค่ำเดือน ๖ พ.ศ.๒๔๘๖ โดยมีบุตรด้วยกัน ๑๐ คน เป็นชาย ๓ คน หญิง ๗ คน มีรายชื่อตามลำดับคือ
 
.นายประยอม ศรีไทย          เกิดปีวอก
๒. นางประยูร แพงเจริญ         เกิดปีจอ
๓. นายประโยชน์ ศรีไทย        เกิดปีชวด
๔. นางประยวน อภิวัชรารัตน์    เกิดปีขาล
๕. นายอาระยะ ศรีไทย             เกิดปีมะโรง
๖. นางสำลี ไชยชาติ                เกิดปีมะเมีย
๗. นางละออง สำสีสง             เกิดปีวอก
๘. นางพิสมร สุนทร                เกิดปีจอ
๙. นางละออ ศรีไทย                เกิดปีชวด
๑๐. นางสาวพัชรี ศรีไทย         เกิดปีมะแม
 
เมื่อข้าพเจ้าแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ข้าพเจ้าถือว่าตัวเองนั้นเป็นคนแก่เปลี่ยนกิริยามารยาทและปรับตัวเองให้เหมาะสมกับที่เป็นคนแก่ โดยเลิกคบเพื่อนฝูงและสุรา ข้าพเจ้าเคยดื่มบ้างเป็นครั้งคราว บุหรี่ข้าพเจ้าไม่เคยสูบเลยมาตั้งแต่ครั้งที่ข้าพเจ้าเป็นครูสอนนักเรียน ตอนแต่งงานนั้นข้าพเจ้าได้สินสมรส ๖๐ บาท นับว่ามากพอสมควรแล้วในสมัยนั้น 
 
ข้าพเจ้าขยันขันแข็งทำงานทุกอย่างไม่เลือกงาน และไม่เคยเกียจคร้านเลย ขอให้แต่ได้เงินมาด้วยความบริสุทธ์ ข้าพเจ้ามีนิสัยชอบการค้า ซึ่งนับเป็นสันดานกำเนิดสืบต่อจากบิดาของข้าพเจ้า ฝังลึกอยู่ในจิตใจ ข้าพจ้าได้ไปหาซื้อข้าวเปลือก หมู เป็ด ไก่ แล้วแต่จะหาได้จากบ้านนาดี บ้านนาตัง บ้านเพี้ยราม และบ้านอื่นๆ ใกล้ๆ กัน เอามาขายในเมืองจนเมื่อเอ่ยชื่อข้าพเจ้าแล้วใครๆ ก็รู้จัก ได้กำไรเที่ยวละ ๕-๖ บาทเป็นอย่างมาก พยายามสะสมจนได้เงินถึง ๑๒๐ บาท 
 
พอฤดูแล้งก็ไปซื้อปลาที่อำเภอปากแพรก จังหวัดพระตะบอง โดยยืมเกวียนและโคของแม่ของข้าพเจ้าเองไปในครั้งแรกกับลุงของข้าพเจ้าชื่อลุงต่วน บ้านนาดี บ้านเดิมท่านอยู่ที่บ้านลำเปียะ อำเภอศรีโสภณ จังหวัดพระตะบอง ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอปากแพรกที่มีบริษัทจับปลาและมีปลามากที่สุดในประเทศกัมพูชาประมาณ ๑๐๐  กิโลเมตรเศษ ลุงต่วนเองซึ่งมีกำเนิดอยู่ที่ประเทศกัมพูชาก็ไม่เคยไปเห็น 
 
ส่วนข้าพเจ้านั้นเคยไปเห็นเมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าไปเป็นครูสอนนักเรียนที่สวายดอนแก้ว อำเภออะทึกเทวเดช จังหวัดพระตะบอง โดยไปเที่ยวและเยี่ยมเพี่อนที่อำเภอปากแพรกจึงรู้ว่าที่นั่นมีปลามากที่สุด ลุงต่วนเมื่อไปถึงบ้านเดิมของท่านแล้วท่านก็เพิกเฉยที่จะไปหาซื้อปลา ด้วยความคิดถึงบ้านข้าพเจ้าจึงเตือนท่าน ท่านตอบว่า “ฉันมาถึงบ้านเดิมของฉันแล้ว ฉันยังไม่กลับง่ายหรอก ฉันจะอยู่ถึงเดือนพฤษภาคมจึงได้กลับ”
 
ข้าพเจ้ากระวนกระวายใจอยู่ไม่ได้ เพราะอยากจะซื้อปลาให้ได้ ๒ ถึง ๓ เที่ยวในฤดูนี้ เมื่อเห็นว่าลุงไม่ไปด้วยแน่แล้วจึงตัดสินใจไปหาซื้อปลาเองโดยมีเกวียนไปด้วยเพียง ๓ เล่มเท่านั้น ตอนลงไปข้าพเจ้าลงทางช่องเสม็ดซึ่งกันดารขรุขระมากไม่สามารถบรรทุกหนักกลับบ้านได้
 
ขากลับจึงไปขึ้นทางช่องจอม (บ้านด่าน) ซึ่งตอนผ่านภูเขาสะดวกไม่ค่อยขรุขระเมื่อมาถึงบ้านก็เอาปลาไปขายส่งให้ร้านซีหลีซึ้งอยู่ติดกับร้านใต้อันตึ้งปัจจุบันนี้ลงทุนซื้อปลา ๑๐๐ บาท ได้กำไร ๒๐๐ บาท ข้าพเจ้าเอากำไร ๒๐๐ บาท นี้ไปซื้อวัวของลุงเดื่อบ้านตระแบกใหญ่ ๒ ตัว เป็นเงิน ๑๙๐ บาท ตัวขนาดใหญ่ ถ้าสมัยนี้ประมาณ ๓ หมื่นบาทเศษ 
 
เที่ยวที่สองนี้ ข้าพเจ้าเอาวัวของตัวเองไป ไม่ต้องเอาวัวของแม่ไปเลย ซื้อปลากลับมาขายได้กำไรดีเหมือนเดิม แล้วไปอีกเป็นเที่ยวที่ ๓ พอกลับมาถึงฤดูทำนาพอดี เพราะระยะเวลาไปกลับจะตกเที่ยวละประมาณ ๒๓ ถึง ๒๔ วัน 
 
พอปีที่ ๒ ข้าพเจ้าซื้อเกวียนอีกเล่มหนึ่งพร้อมวัว ๒ ตัว รวมเป็น ๒ เล่มจ้างให้คนขับเที่ยวละ ๔๐ บาท ไปทุกปีๆ ละ ๓ เที่ยวบ้าง ๔ เที่ยวบ้าง บางครั้งข้าพเจ้าขึ้นทางช่องตะโก สะดวกกว่าช่องจอมแต่ต้องอ้อมไปไกลถึงเขตอำเภอตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี ผ่านภูเขาแล้วเข้าเขตจังหวัดบุรีรัมย์แล้วจึงอ้อมมาจังหวัดสุรินทร์ต้องเสียเวลาเดินทางหลายวัน 
 
ข้าพเจ้าจึงเลือกขึ้นทางช่องจอมมากกว่าช่องตะโก การไปทุกครั้งล้วนแต่กันดารมากต้องผ่านป่าดงดิบ ผ่านภูเขาขรุขระและลงห้วยลึกหลายแห่ง กว่าจะถึงอำเภอปากแพรกจังหวัดพระตะบองที่ซึ่งมีปลามากที่สุด ซึ่งต้องเสี่ยงอันตรายจาก เสือ ช้างป่า งูจงอาง และสัตว์ป่านานาชนิด ตลอดจนไข้มาลาเรียมาถึงบ้านแล้วตายก็มี บางคนเป็นโรคท้องร่วงตายที่ประเทศกัมพูชาก็มี 
 
แต่สำหรับข้าพเจ้านั้นไม่เคยกลัวตายเลยเพราะถือว่าเมื่อถึงคราวตายแล้วจะหนีไปไหนก็ไม่พ้นความตาย   แม้จะอยู่เฉยกับบ้านก็ยังตายได้เช่นกัน ข้าพเจ้าไปหลายครั้งหลายคราว ประมาณ ๒๐ เที่ยว บางครั้งต้องเผชิญหน้ากับช้างป่า อีกทั้งโจรผู้ร้ายก็ชุกชุมมากในสมัยนั้น 
 
มีครั้งหนึ่งข้าพเจ้าพร้อมกับขบวนเกวียน ๗ เล่ม ลงผ่านภูเขาทางช่องเสม็ด พอตอนเย็นพักนอนห่างจากถนนประมาณ ๔ กิโลเมตร เวลาเกือบค่ำ มีกลุ่มชายฉกรรจ์ ๕ คน พร้อมอาวุธปืน ๕ กระบอก เดินตรงมาที่กองเกวียน ทำท่าคล้ายจะปล้น แต่ข้าพเจ้าไม่กลัว 
 
ข้าพเจ้าสั่งให้ลูกน้องเตรียมรับมืออย่างเต็มที่เพราะเคยพูดว่า “มาด้วยกันก็ต้องตายด้วยกัน” เรา ๗ คนมีเครื่งมือเพียงดาบปลายแหลม และมีดพร้าด้ามยาวเท่านั้น เมื่อสังเกตเห็นว่าเป็นปืนแก๊ปยิงได้นัดเดียวต้องเสียเวลาประจุนัดต่อไปอีกนาน ข้าพเจ้าก็แสดงตนไม่กลัวและคิดว่ายังคงยิงไม่ถูก 
 
ขณะที่กลุ่มคนดังกล่าวยืนกระซิบกันอยู่ประมาณ ๕ นาที ห่างจากกองเกวียนประมาณ ๑๕ วา ข้าพเจ้าจึงเอ่ยถามก่อน “ลุงพาไปไหน?” ทั้งหมดอ้ำอึ้งไม่ตอบ ข้าพเจ้าจึงถามเป็นครั้งที่ ๒ นึกว่าครั้งแรกเขาคงไม่ได้ยินจากนั้นมีเสียงตอบว่า “มาหาล่าสัตว์” แล้วทั้งหมดก็เดินจากไป 
 
ข้าพเจ้ารู้สึกโล่งใจแต่กลางคืนก็นอนไม่หลับ เพราะนึกถึงเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านไป จนรุ่งเช้าก็ขับเกวียนต่อไปอีก ก่อนที่ข้าพเจ้าจะนอนทุกคืนข้าพเจ้าจะจุดธูปยกมือไหว้บอกกล่าว “ขอให้คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และคุณบิดามารดา ปู่ย่า ตายาย จงมาคุ้มครองให้ข้าพเจ้าเดินทางด้วยความปลอดภัยด้วยเถิด” ข้าพเจ้าจึงเดินทางด้วยความปลอดภัยทุกครั้ง
 
มีครั้งหนึ่งซื้อมะพร้าวไปขายที่จังหวัดร้อยเอ็ด ขากลับรถบรรทุกเกลือจากบ้านหนองตอ อำเภอจตุรพักตร์มาขายที่ตำบลแตล อำเภอศีขรภูมิ เมื่อขายหมดก็กลับบ้านแล้วไปซื้อปลาที่อำเภอปากแพรกต่ออีกเมื่อรู้ว่าที่ปากแพรกขายผ้าฝ้ายได้ราคาดี จึงพักวัวและกองเกวียนก่อน   แล้วพากันเดินเท้าไปซื้อผ้าที่จังหวัดร้อยเอ็ด ๓ คน   ไม่มีรถประจำทาง ต้องหาบผ้าเดินทางไปกลับถึงบ้านรวมประมาณ ๑ อาทิตย์ 
 
จากนั้นจึงเลยไปขายผ้าที่อำเภอปากแพรก และซื้อปลากลับมาด้วยไม่ให้เสียเที่ยวเมื่อไปอีกเป็นเที่ยวที่ ๓ กลับมาก็ได้ทำนาพอดี เป็นประจำทุกปี ประมาณ ๒๐ เที่ยวจึงเลิกไปเพราะดินแดนจังหวัดพระตะบองกับจังหวัดพิบูลสงครามตกไปเป็นของประเทศกัมพูชาคืนจึงผ่านแดนไม่ได้
 
เมื่อไปซื้อปลาจากพระตะบองไม่ได้อีกแล้ว ข้าพเจ้าจึงรวบรวมเงินที่เหลือจากใช้จ่ายเป็นเงินสด ๓,๐๐๐ บาท ซึ่งมากพอสมควรในสมัยนั้น ในหมู่บ้านแกใหญ่คงไม่มีใครถือเงินสดมากกว่า ๑,๐๐๐ บาท   ข้าพเจ้านึกว่าจะยึดอาชีพการค้าจนตลอดชีวิตโดยอาศัยทุนที่มีอยู่ แล้วไม่ต้องกู้ยืมใคร 
 
คืนหนึ่งข้าพเจ้าได้ปรึกษากับนางละเอียด ศรีไทย ซึ่งเป็นภรรยาของข้าพเจ้าว่าจะพาไปตั้งร้านค้าที่บ้านนาดี เพื่อขายของและซื้อข้าวเปลือก เพราะบ้านนาดียังไม่มีร้านค้า ถ้าจะซื้อของก็ต้องไปซื้อที่บ้านสำโรง ญาติของข้าพเจ้าที่บ้านนาดีก็พอใจอยากให้ข้าพเจ้าไปอยู่ด้วย โดยให้ที่ดินปลูกร้านค้าอยู่ใจกลางหมู่บ้านแต่การปรึกษากับภรรยาของข้าพเจ้าในคืนนั้นล้มเหลว เพราะภรรยาของข้าพเจ้าไม่ยอมไป ข้าพเจ้าอ้อนวอนเท่าไหร่ก็ไม่ยอมจึงเกิดการถกถียงกันขึ้นข้าพเจ้าเลยยอมแพ้ ขืนดื้อดึงถกเถียงกันไปอีกเรื่องจะบานปลาย เพราะสงสารลูกน้อยตาดำๆ เพิ่งเกิดมามีเพียง ๒ คน 
 
ข้าพเจ้านั่งคิดนอนคิดอยู่หลายคืนหลายวัน ข้าพเจ้าก็ตัดสินไม่ได้สักทีว่าจะประกอบอาชีพประเภทใด อยู่มาวันหนึ่งจึงตัดสินใจได้ว่าเมื่อไม่ทำการค้าแล้วก็ต้องทำการเกษตร แต่จะหาที่ดินที่ไหนทำเพราะตัวเองไม่ได้มรดกทำกินจากบิดามารดาแม้แต่เท่าฝ่ามือ แต่ข้าพเจ้าก็รู้สึกดีใจมากที่บิดามารดาของข้าพเจ้าท่านให้อวัยวะทุกส่วนครบสมบูรณ์ดีพร้อมสติปัญญาเท่านี้ก็พอใจแล้ว เป็นทรัพย์สินภายใน 
 
สำหรับทรัพย์สินภายนอกนั้นข้าพเจ้าไม่ห่วงเพราะข้าพเจ้ายึดคติไว้ว่า “ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังมีลมหายใจอยู่จะไม่ยอมให้ บุตร ภรรยา และตัวเองอดตายเป็นอันขาด” และข้าพเจ้าก็ไม่งอมืองอตีนเกาะกินพ่อแม่และภรรยา จะหากินด้วยหยาดเหงื่อแรงงานและลำแข้งของตัวเอง เคยฟันฝ่ามรสุมชีวิติอย่างโชกโชนหลายครั้งหลายคราว แต่ข้าพเจ้าก็ต่อสู้จนสุดความสามารถจนได้รับชัยชนะทุกครั้งข้าพเจ้าไม่เคยละทิ้งหน้าที่ โดยยึดคติที่นายคม พจนาคม ศึกษาธิการอำเภอเมืองสุรินทร์ประชุมสอนครูเมื่อครั้งข้าพเจ้าเป็นครูสอนนักเรียน 
 
ความว่า “ตายเสียดีกว่าละทิ้งหน้าที่” ข้าพเจ้าจึงยึดคตินั้นมาโดยตลอด ที่ข้าพเจ้าไม่ร่ำรวยกับเขาก็เพราะข้าพเจ้ามีบุตรมาก การใช้จ่ายก็มากติดตามไปด้วย จึงหาความร่ำรวยกับเขาไม่ได้ เมื่อหาได้พอกินพอใช้ในครอบครัวข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว
 
วันหนึ่งข้าพเจ้าติดต่อซื้อที่นาหนึ่งแปลง ซึ่งอยู่ติดกับลำห้วยด้านตะวันตกหมู่บ้านแกใหญ่ ซึ่งเหมาะที่จะทำการเกษตร โดยซื้อในราคา ๑,๕๐๐ บาท มีเนื้อที่ประมาณ ๑๔ ไร่เศษ นับว่าแพงที่สุดในสมัยนั้นเมื่อข้าพเจ้าซื้อได้แล้วจึงยึดอาชีพการเกษตรนับจากนั้นเป็นต้นมา เช่น ทำนา เลี้ยงสัตว์ และปลูกพืชหมุนเวียนหลังจากการทำนาไม่เคยมีเวลาว่าง 
 
เพราะถือว่าเวลาเป็นเงินเป็นทอง จะไม่ยอมให้เวลาล่วงไปโดยไร้ประโยชน์ ข้าพเจ้ามีบุตรถึง ๑๐ คน เป็นเหตุให้ต้องทำงานตัวเป็นเกลียว กว่าลูกจะเติบโตรู้จักรับผิดชอบตัวเองหมดทั้ง ๑๐ คนข้าพเจ้าก็มีอายุถึง ๖๐ ปี ข้าพเจ้าจึงเลิกทำการเกษตรซึ่งเป็นงานหนักหันมายึดอาชีพการค้าขายซึ่งเป็นงานเบาให้เหมาะกับสังขารของตัวเอง ข้าพเจ้ามีอุดมการณ์ไว้ว่าจะหาความสุขให้ได้ในบั้นปลายของชีวิต จึงเขียนคติไว้ว่า “ชีวิตนี้ยังมีหวัง วันนี้เราไม่มีเงิน สักวันหนึ่งเราจะต้องมีแน่” คตินี้ข้าพเจ้าเขียนไว้เพื่อปลุกใจตัวเองให้เข้มแข็ง และมั่นใจในอุดมการณ์ที่ข้าพเจ้ามีไว้
 
เมื่อขายของครั้งแรกข้าพเจ้ามีเงินลงทุน ๔,๐๐๐ บาทเท่านั้น เริ่มต้นซื้อของที่จำเป็นเสียก่อนจึงค่อยซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ   อาศัยประสบการณ์ที่ทำมาทำให้ข้าพเจ้ามีความรู้ทางการค้าดำเนินตามหลักการได้ถูกต้อง การค้าจึงเจริญขึ้นมาเรื่อยๆ   จนข้าพเจ้ามีเงินพอเหลือใช้
 
และข้าพเจ้าเองก็ใช้จ่ายด้วยความประหยัดทำตามที่เคยอ่านหนังสือพบ เมื่อครั้งยังเป็นเด็กคือ “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดเพราะของที่ต้องประสงค์ มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มาก จะยากนาน” ทำการค้ามาได้ ๓ ปี กิจการค้าก็เจริญขึ้นเรื่อยๆ มาตามลำดับบังเอิญนางละเอียด ศรีไทย ซึ่งเป็นภรรยาของข้าพเจ้าได้ป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ต้องไปรักษาตัวที่กรุงทพฯ     นานประมาณหนึ่งปีเศษ อาการป่วยก็ไม่ทุเลาลงเลย จนมาจบชีวิตลงเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๘ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกหว้าเหว่อยู่คนเดียว
 
ข้าพเจ้าแบ่งทรัพย์สินที่มีเล็กๆ น้อยๆ ให้บุตรธิดาหมดแล้ว ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจแต่งงานกับนางยึง สงวนศรี ในกลางเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ปีนั้นเองเพื่อเป็นคู่ปรึกษาและช่วยเหลือกิจการค้า กิจการค้าจึงเจริญขึ้นอีกจนมีเงินเหลือใช้เป็นเงินสดอยู่ในธนาคารจำนวนหนึ่งแสนบาท เงินจำนวนนี้เอาไว้เพื่อเป็นเงินฌาปณกิจ คนละห้าหมื่นบาท อีกหนึ่งแสนบาทข้าพเจ้าให้นางยึงซื้อที่นาของนายเสวียนไป ถ้าบุตรคนใดของนางยึงนำเงินมาซื้อที่นาของนายเสวียนไป หรือไม่มีคนใดซื้อ 
 
ข้าพเจ้าจะจัดการขายให้คนอื่นเอาเงินจำนวนที่ขายได้ ฝากธนาคารไว้ใช้ยามฉุกเฉินป่วยไข้และไว้ซื้ออาหารกินตอนแก่ชราทำงานไม่ได้ บังเอิญเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๓๘ ข้าพเจ้าได้ซ่อมแซมบ้านเรียบร้อยแล้วก็ได้พาลูกหลานช่วยทำความสะอาดชั้นบนอยู่ พอข้าพเจ้าทำความสะอาดชั้นบนเรียบร้อยแล้วลงมาชั้นล่างจึงรู้ว่านางยึงได้ขนของออกไปหมด ทีแรกข้าพเจ้านึกว่านางยึงขนของออกไปก่อนเพื่อให้ข้าพเจ้าทำความสะอาด 
 
เมื่อข้าพเจ้าทำความสะอาดเรียบร้อยก็เป็นเวลาประมาณ ๑๖:๐๐ น. ข้าพเจ้าจึงสั่งกับลูกค้าที่มาซื้อของให้บอกนางยึงให้กลับบ้าน นางยึงก็ไม่กลับ สั่งแล้วสั่งอีก ๔ คน นางยึงก็ไม่กลับมา คืนนั้นข้าพเจ้าขายของและหุงข้าวกินเองจนเวลาประมาณ ๓ ทุ่มเศษจึงได้ทานข้าวเย็นพอรุ่งเช้านึกว่านางยึงกลับบ้านแต่นางยึงไม่กลับ  คอยแล้วคอยเล่าประมาณหนึ่งอาทิตย์จึงรู้ว่านางยึงไม่กลับจริง 
 
ข้าพเจ้าต้องขายของคนเดียวและหุงข้าวกินเองและข้าพเจ้าก็ไม่รู้สาเหตุใดนางยึงจึงไม่กลับโดยข้าพเจ้าก็ม่ได้ทะเลาะวิวาทกันและไม่ได้ผิดใจกันเลยในวันนั้น เมื่อบุตรของข้าพเจ้าทั้ง ๑๐ คนมาเห็นความเป็นอยู่ของข้าพเจ้าลำบากมากจึงจัดการหาแม่คนใหม่ให้พ่อ จึงพร้อมใจกันให้พ่อแต่งงานกับนางสาวทุเรียน ตื่นเต้นดี อยู่บ้านสะแรออ ตำบลปราสาททอง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๖ ตรงกับวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ นางสาวทุเรียน ตื่นเต้นดีจึงเป็นภรรยาของข้าพเจ้าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา 
 
ที่ข้าพเจ้าเขียนนี้เป็นบางส่วนเท่านั้น ถ้าข้าพเจ้าเขียนให้ละเอียดจริงๆ แล้วกว่าจะจบประวัติของข้าพเจ้าเองก็ต้องใช้เวลานานมากขณะที่เขียนถึงตอนนี้เป็นวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ อายุข้าพเจ้าครบ ๗๔ ปี พอดี และมีบางตอนที่ข้าพเจ้าไม่ได้เขียนก็มากมายหลายตอน บุตรหลานของข้าพเจ้าเองเกิดมาคงจะรู้ได้เป็นอย่างดี ข้าพเจ้าไม่ต้องเขียน เพราะตั้งแต่อายุ ๗ ปี ถึง ๗๔ ปี เป็นเวลานานถึง ๖๔ ปี ซึ่งเป็นเวลาที่ยาวนานมาก 
 
ข้าพเจ้าจึงจบชีวิตของตัวเองเพียงลางๆ เท่านั้น เปรียบเหมือนพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าแต่จะเป็นเมื่อไรนั้นไม่ทราบ เพราะสังขารย่อมจะเสื่อมสลายไปตามกาลเวลาตามที่พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้ว่าอย่างนั้น
 
ข้าพเจ้าขอสรุปสุดท้ายด้วยคติที่บรรพบุรุษของเราได้กล่าวไว้ว่า “ลำบากแต่ต้นมือ แล้วกลับสบายตอนปลายมือ” เป็นคติที่ควรกระทำตามแล้วจารึกไว้ในสมองของบุตร-ธิดาและหลานรุ่นหลังทุกคนจนตลอดชีวิตโดยไม่มีวันลืมตลอดกาลนาน
อวสาน
 
 

Tags : ตามรอยเกวียนคาราวานการค้าสุรินทร์ไปกัมพูชา

ความคิดเห็น

  1. 1
    ผู้สนใจ
    ผู้สนใจ 07/01/2009 09:20
    เป็นชีวประวัติที่ดีมาก ควรแก่การศึกษา
  2. 2
    ตนบก
    ตนบก 28/01/2010 13:36
  3. 3
    เยาวภา
    เยาวภา yaowapaa@hotmail.com 05/11/2010 13:58
    คุณลุง เป้นคนฉลาด ช่างเล่า  สร้างคุณประโยชน์แก่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เป็นอย่างยิ่ง
  4. 4
    นางสาวน้ำค้าง
    นางสาวน้ำค้าง boom777_bb-kiku@hotmail.com 15/02/2011 22:04
    คุณตาเป็นคนที่เก่งมากๆเลยค่ะ
  5. 5
    นาย วิจิตร แจ่มใส
    นาย วิจิตร แจ่มใส vijit_artwire@hotmail.com 14/02/2012 01:21

    อ่านแล้วสนุกน่าตื่นเต้นดี ถ้ายาวกว่านี้ทำหนังสือเหมือน ท่องไพร ได้เยนะครับ...คล้ายๆกับคนเฒ่าคนแก่ของผมเ่ล่ากัน ตอนมาทำบุณทอดผ้าป่าเมื่อสมัยก่อน ตอนผมเป็นเด็กน้อย พ่อผมก็เป็นคนสุรินทร์ มีญาติอยู่ อ.ปราสาท บ้านสนวนนางแก้ว บ้านตานี ก็เป็นลูกหลานสุรินทร์ แต่ไม่กินสุรานะ 




  6. 6
    Moncler Outlet
    Moncler Outlet jordan158homlee@gmail.com 13/12/2012 15:08

    Moncler Outlet offer a selection of top quality Moncler Jackets with large discount, will not pass up the possibility to get your Moncler Outlet Online in best price listed here. We have been honest sale The Cheap Moncler Jackets Sale for several years, we always attempt to accomplish very best for everything. Here you are able to choose what you like,Moncler Jackets Sale and also you can discover The Moncler Jackets with the best price tag.

  7. 7
    นายบัญญัติ ศรีไทย

    ผมเป็นรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ ท่านเก่ง

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

 
หน้าแรก เว็บบอร์ด
By Visit Surin Thailand “Land of Elephants” .  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view