http://www.visitsurin.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
Home News World Newspaper Visit Surin Article Eastern PhilosopHy Conspiracy 100ปีวิถีชีวิตชาวจีนเมืองซู้ลิ้ง History Webboard
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
 

จากชุมชนแห่งแรกชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง ถึงไฟไหม้ครั้งใหญ่ ๒๕๑๕

จากชุมชนแห่งแรกชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง ถึงไฟไหม้ครั้งใหญ่ ๒๕๑๕

 
วิถีชีวิตชุมชนชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง
จากชุมชนแห่งแรกชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง
ถึงไฟไหม้ครั้งใหญ่๒๕๑๕

ในหลวงเสด็จเยี่ยมราษฎรเมืองสุรินทร์ ปี 2498

ชาวบ้านชุมชนฟากเหนือทางรถไฟ จังหวัดสุรินทร์
ชาวจีนส่วนใหญ่ที่อพยพเข้ามาก่อตัวเป็นชุมชนขึ้นในจังหวัดสุรินทร์นั้น สาเหตุหลักๆ มาจากปัญหาการลี้ภัยสงครามที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่ยุคการปฏิวัติประชาธิปไตยสมัย ดร.ซุนยัดเซ็น การปฏิวัติคอมมิวนิสต์นำโดยเหมา เจ๋อ ตง และสงครามโลกครั้งที่ ๒ กองทัพญี่ปุ่นบุกจีน ที่ต่อเนื่องยาวนานถึง ๕๔ ปี ในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๘ – ๒๔๙๒ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนลำเค็ญ
โดยเฉพาะช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ชาวจีนในจังหวัดแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ได้อพยพลี้ภัยเข้ามายังเมืองไทยเป็นจำนวนมาก สายหนึ่งมาทางเรือ ขึ้นฝั่งที่เมืองบางกอก อีกสายหนึ่งผ่านเข้ามาทางเวียดนามและลาว ชุมชนชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดสุรินทร์อาจแบ่งออกเป็นสองช่วงใหญ่ๆ ได้แก่ ก่อนการสร้างทางรถไฟผ่านเมืองสุรินทร์ และหลังจากทางรถไฟมาถึงจังหวัดสุรินทร์แล้
 
(วิถีชีวิตชุมชนชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง)
ตอน
.
จาก
ชุมชนแห่งแรกชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง
ถึง
ไฟไหม้ครั้งใหญ่๒๕๑๕
 
ปรีชา วรเศรษฐสิน
๒ ธันวาคม ๒๕๔๖
บทความลง
 
           
ชุมชนชาวจีนเมืองสุรินทร์ยุคก่อนทางรถไฟ

คุณประกอบ เภสัชศาสตร์นุกูล วัย ๖๑ ปี สายเลือดชาวจีนอพยพรุ่นที่สองของเมืองสุรินทร์ ได้เล่าถึงชีวิตของบิดา ซึ่งเดินทางมายังเมืองสุรินทร์ในช่วง ๙๐ ปีก่อนไว้ดังนี้
 
คุณพ่อชื่อเป็ง แซ่เฮง ครอบครัวของท่านเป็นชาวนาอยู่ที่ตำบลโอวเจี๊ยะ (หินดำ) จังหวัดแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๑๘ ปี มาถึงเซี่ยมล้อ (เมืองไทย) ในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๐ และได้ทำงานหาเลี้ยงชีพเป็นกุลีที่สะพานปลา กรุงเทพฯ อยู่ได้ประมาณ ๒ ปี พอเก็บออมเงินได้บ้าง ก็คิดหาช่องทางลงหลักปักฐาน
 
เมื่อทราบว่ามีญาติผู้ใหญ่ของท่านได้มาอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ก่อนหน้านั้นหลายปีแล้ว ใน พ.ศ. ๒๔๖๒ ท่านจึงเตรียมตัวออกเดินทางไปจังหวัดสุรินทร์ โดยได้นัดหมายกับญาติมีศักดิ์เป็นพี่ชายอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ ชื่อนายกาน่า แซ่จึง ให้ท่านเดินทางรถไฟจากหัวลำโพง ไปสิ้นสุดปลายทางที่สถานีรถไฟโคราช จากนั้นก็เดินเท้ามายังเมืองสุรินทร์
 
ถึงจังหวัดสุรินทร์ (ชาวจีนเรียกซู้ลิ่ง) นายเป็ง แซ่เฮง ก็ได้อาศัยอยู่กับบ้านของอากงจึงกาน่า อยู่แถบสี่แยกหลักเมืองซึ่งเป็นชุมชนย่านการค้าแห่งแรกในจังหวัดสุรินทร์ ที่นำโดยกลุ่มพ่อค้าชาวจีน ได้แก่ นายกาน่า แซ่จึง (ปิ้งแปะ) ชื่อร้านจึงกาน่า และนายจิ้งฮวด แซ่ตั้ง (แปะคุน) ชื่อร้านตั้งจิ้งฮวด
 
เป็นร้านรับซื้อสินค้าพื้นเมือง เช่น ข้าวเปลือก น้ำผึ้ง ขี้ไต้ วัว ควาย หมู ฯลฯ ไปขายเมืองโคราช และนำสินค้าจากเมืองโคราชมาขาย เช่น ผ้าด้ายดิบ กางเกงสี่เป้า (ขาก้วย) เสื้อตราควาย (ตัดเย็บด้วยผ้าด้ายดิบย้อมสีครามและสีดำ) ฯลฯ
 
หลังจากนายเป็ง แซ่เฮง มาอยู่เมืองซู้ลิ่ง ท่านได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการช่วยทำงานในร้านจึงกาน่า และหาบน้ำจากสระวัดพรหมขายให้กับบ้านตระกูลเต็งที่อยู่ละแวกนั้น ในราคาหาบละ ๑ สตางค์ เนื่องจากท่านเป็นคนร่างใหญ่แข็งแรง ท่านสามารถหาบน้ำได้เที่ยวละ ๔ หาบหรือ ๘ ปี๊บ
 
ระหว่างที่อาศัยอยู่กับอาแปะกาน่า ท่านได้ร่วมกองเกวียนคาราวานสินค้าไปกับอาแปะกาน่า นำของป่าจากจังหวัดสุรินทร์ไปขายโคราช และซื้อสินค้าจากโคราชกลับมาขายที่สุรินทร์
 
ต่อมาได้มีการก่อสร้างเส้นทางรถไฟจากอำเภอลำปลายมาศ เพื่อขยายเส้นทางเดินรถมาถึงจังหวัดสุรินทร์ ท่านไปรับจ้างเป็นกุลีสร้างทางรถไฟ ได้ค่าแรงวันละ ๔๐ สตางค์ เป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง
จากนั้นพอมีทุนเล็กน้อย ก็ได้ทอดปาท่องโก๋ขายในตลาดเก่าหน้าวัดกลาง และทำขนมข้าวพอง หาบออกเดินแลกข้าวเปลือกไปตามหมู่บ้านต่างๆ เช่น บ้านลำชี บ้านสวาย บ้านกระสัง ฯลฯ
 
หลังจากรถไฟขยายเส้นทางมาถึงสุรินทร์
 
ในปี พ.ศ.๒๔๖๙ การขนส่งสินค้า - เดินทางไปมาระหว่างบางกอกกับเมืองสุรินทร์มีเพียงเส้นทางรถไฟเท่านั้น
 
รถไฟสมัยนั้นเป็นเครื่องจักรไอน้ำ ใช้ไม้ท่อนฟืนไปเผาต้มหม้อน้ำสตีม เพื่อใช้พลังงานไอน้ำขับดันลูกสูบให้ขับเคลื่อนขบวนรถ ดังนั้นขบวนรถไฟจะมีสถานีที่หยุดรถเพื่อบรรทุกไม้ฟืน มีสถานีต่างๆ เช่นจาก สุรินทร์ - โคราช ก็จะมีสถานีหยุดเติมฟืนที่ลำชี ลำปลายมาศ สูงเนิน ฯลฯ
 
ผู้โดยสารที่เดินทางจากสุรินทร์เข้ากรุงเทพฯ จะต้องแวะค้างคืนที่โคราชหนึ่งคืน เช้าจึงมีขบวนรถไฟต่อเข้ากรุงเทพ
 
หลังจากรถไฟมาถึงสุรินทร์แล้ว ความเจริญเริ่มเคลื่อนย้ายจากสี่แยกหลักเมืองเข้ามาใกล้สถานีรถไฟมากขึ้น เริ่มจากหลังสถานีรถไฟ ด้านซ้ายบริเวณสระสถานี จะเป็นคิวรถยนต์และที่จอดเกวียน ด้านขวาก็จะเป็นห้องแถวไม้สองชั้น ชั้นบนเป็นโรงแรมของเสี่ยผดุง
 
ระหว่างนี้อาแปะเป็งได้เปลี่ยนอาชีพมาทำเฉาก๊วยและซาลาเปา โดยมาเช่าที่สถานีรถไฟเดือนละ ๑๒ บาท ขายซาลาเปาในตอนเช้า หลังจากขบวนรถไฟออกไปแล้วท่านก็จะหาบซาลาเปาออกตระเวนขายตามชุมชนต่างๆ
 
ท่านขายซาลาเปาราคาลูกละ ๕๐ สตางค์ ขายได้วันละ ๓๐๐-๔๐๐ ลูก สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้แก่ครอบครัวของท่านเป็นอย่างมาก
 
 
วันหนึ่งในความทรงจำ ที่ไม่เคยลืมของท่านก็คือวันที่ในหลวงเสด็จฯ มาจังหวัดสุรินทร์ ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ ประชาชนออกมารับเสด็จเป็นจำนวนมาก ท่านขายซาลาเปาได้มากถึงประมาณหนึ่งหมื่นลูก ซึ่งเวลานั้นราคาได้ปรับขึ้นเป็นลูกละ ๑ บาทแล้ว
 
ซาลาเปาของท่านมีรสชาติเอร็ดอร่อย เป็นที่ติดอกติดใจชาวสุรินทร์เป็นอย่างมาก ใครจะเดินทางไปไหนมาไหน ทั้งต่างอำเภอและต่างจังหวัด ต่างต้องซื้อซาลาเปาของแปะเป็งติดไม้ติดมือ เป็นของฝากวิเศษสุดในยุคนั้น จนกลายเป็นตำนานเล่าขานของเมืองสุรินทร์มาถึงปัจจุบัน
 
โดยเฉพาะเด็กๆในยุคนั้น ที่ต่างพากันหวาดกลัวเรือนร่างสูงใหญ่และสุ้มเสียงร้องขายซาลาเปาอันกึกก้องกัมปนาทของแปะเป็ง ไม่กล้าออกไปซื้อด้วยตัวเอง ต้องรบเร้าให้พวกพ่อแม่ออกไปซื้อหามาให้กิน
 
ความรอบรู้ในการทำขนมต่างๆ ขายของท่าน เป็นความรู้ที่ได้ติดตัวมาจากเมืองจีนทั้งสิ้น
ความเจริญหลั่งไหลเข้ามาพร้อมๆกับทางรถไฟ ทำให้ชุมชนในเมืองสุรินทร์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ การคมนาคมขนส่งสินค้าจากเมืองบางกอกสะดวกมากขึ้น สินค้าทันสมัยจากยุโรปอเมริกาที่เข้าครองตลาดเมืองไทยก็ส่งผ่านมาไม่ยาก
 
พ่อค้าชาวจีนเริ่มอพยพเข้ามามากขึ้น
 
เศรษฐกิจได้ขยายตัว เป็นอย่างมาก ชุมชนย่านการค้าภายในตัวเมืองเริ่มเคลื่อนย้ายจากสี่แยกหลักเมืองเข้ามาอยู่ใกล้หลังสถานีรถไฟ สองฝั่งถนนธนสาร (ชาวจีนเรียกว่าติ๊กโกย คือถนนทางตรง) มีร้านค้าตั่วล้ง (ร้านใหญ่) เกิดขึ้นหลายร้าน
 
เริ่มจากหลังสถานีรถไฟ ด้านตะวันออกบริเวณสระสถานีเป็นคิวรถยนต์ ด้านตะวันตกก็จะเป็นห้องแถวไม้สองชั้นของเสี่ยผดุง ยาวประมาณ ๓๐ ห้อง ชั้นบนเป็นโรงแรม ด้านล่างเป็นร้านขายกาแฟโกตุ่น  ถัดไปก็จะเป็นร้านฮงเส็ง เอเซีย ห้องภาพแสงจันทร์ ฯลฯ
 
ต่อจากบริเวณลานหลังสถานีรถไฟ ตรงไปจะเป็นถนนติ๊กโกย เริ่มจากหัวถนนเป็นร้านกาแฟกงอื่อลี้ เป็นอาคารไม้สามห้องยกพื้นสูง ๑ เมตร
 
หัวมุมถนนห่วยโหล่ว ก็จะเป็นร้านกาแฟโกตง ร้านข้าวมันไก่โกส่าย ตรงไปด้านทิศใต้ เป็นถนนถนนติ๊กโกยก็จะมีร้านโชวห่วยตั่วล้งยุคแรกๆ ได้แก่ร้านซี้หลี ฮั่วไถ่ หลี่ฮวด ฯลฯ
 
ยุคนี้มีชาวจีนอพยพหลั่งไหล จากเมืองจีนเข้ามาเซี่ยมล้อมากขึ้น ส่วนใหญ่จะขึ้นฝั่งที่บางกอก แล้วจึงกระจายกันออกไปทำมาค้าขายตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ โดยอาศัยเส้นทางรถไฟเป็นหลัก ลงตามหัวเมืองใหญ่ๆ
 
จากนั้นก็จะแยกย้ายกันไปทำมาค้าขายอยู่ตามหมู่บ้าน อำเภอ ต่อไป ตามคำบอกกล่าวชักชวนของเพื่อนหรือญาติพี่น้อง สังคมพ่อค้าชาวจีนในยุคนั้นอยู่กันแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันแบบเครือญาติ
 
.
ชุมชนย่านการค้าเกิดการเปลี่ยนแปลง อีกครั้งหลังไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่ถนนสนิทนิคมรัฐ (ชาวจีนเรียกว่าถนนห่วยโหล่ว คือถนนทางขวาง) ในปี พ.ศ.๒๔๙๓ เป็นถนนที่ต่อจากบริเวณลานหลังสถานีรถไฟเลี้ยวซ้ายไปด้านตะวันออก ไฟไหม้ลามเข้าฝั่งตะวันออกถนนติ๊กโกย ทำให้มีการสร้างห้องแถวไม้ขึ้นมาใหม่
 
ที่โดดเด่นในสมัยนั้นก็ได้แก่การก่อสร้างโรงหนังศรีสุรินทร์เป็นอาคารคอนกรีต และด้านหน้าโรงหนังด้านติ๊กโกยก็สร้างห้องแถวอาคารคอนกรีตด้วย
 
คุณสินชัย ธนสมุทร อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสุรินทร์ ทายาทชาวจีนรุ่นที่สอง เล่าผ่านประสบการณ์ในวัย ๗๐ ปีของท่านว่า ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขณะที่กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ามาในประเทศไทย ท่านได้เห็นทหารญี่ปุ่นขนเอาเชลยศึกทหารฝรั่งเศสยัดใส่ตู้รถไฟเป็นจำนวนมากมาจากจังหวัดอุบลฯ ผ่านสุรินทร์
 
และมีทหารญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งได้เข้ามาตั้งศูนย์บัญชาการ โดยใช้โรงเรียนวานิชนุกูลเป็นที่ตั้งกองกำลังนอกจากนั้น ทหารญี่ปุ่นยังได้นำรถยนต์ที่สามารถวิ่งได้ทั้งบนถนนและรางรถไฟมาใช้ด้วย
มีเรื่องเล่าลือกันมากถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมืองสุรินทร์ว่า
 
ขณะที่เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรบินมาทิ้งระเบิด หลวงพ่อชีว์วัดบูรพารามได้ทำการปกป้องด้วยการทำให้นักบินไม่สามารถมองเห็นตัวเมือง
 
และเครื่องบินบางลำเมื่อบินผ่านสระโบราณ (ปัจจุบันอยู่ในบริเวณโรงพยาบาลสุรินทร์) เครื่องบินจะหายสาบสูญไป ทำให้เมืองสุรินทร์รอดพ้นจากการโจมตีทางอากาศ
 
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๙๘ เตี่ยคุณสินชัยได้สร้างโรงแรมแอตแลนติก เป็นอาคารไม้สูงสามชั้นแห่งแรกและแห่งเดียวในจังหวัดสุรินทร์
 
ท่านบอกว่าการก่อสร้างในสมัยนั้น ช่างไม้จะตีไม้ประกบกันเป็นรูปสามเหลี่ยม ยาวประมาณ ๑ เมตร เอาดินเหนียวอุดรอยต่อไม้ แล้วเทน้ำใส่ในราง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือวัดจับระดับน้ำ นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่น่าทึ่งทีเดียว
 
ท่านเล่าต่อว่าค่าที่พักโรงแรมแอตแลนติกในสมัยนั้น ห้องรวมคนละ ๓ บาทต่อวัน และห้องพิเศษมีเตียง มีมุ้ง หมอน ห้องละ๑๒ บาท มีแขกเข้าพักไม่น้อยทีเดียว
 
เนื่องจากการคมนาคมยังไม่สะดวก การพักค้างคืนเมื่อต้องเดินทางระหว่างจังหวัดนับเป็นเรื่องปกติในขณะนั้น โรงแรมจึงเกิดขึ้นมากมาย เช่น โรงแรมเสี่ยผดุง บันเทิงสุข ชุมนุมไทย แอตแลนติก สมานมิตร เจริญสุข ไทยวิวัฒน์ นิมิตรทอง แสงเจริญ อุบล ธนสาร ธนชัย ฯลฯ
 
 
ความเจริญเริ่มเคลื่อนย้ายเข้ามาย่านห่วยโหล่ว
 
ขณะเดียวกัน คิวรถยนต์ได้ย้ายจากหลังสถานีรถไฟไปอยู่ด้านปลายถนนห่วยโหล่วด้านตะวันออก เรียกว่าคิวรถอั่งฉาเตี้ย (ไม้หมอนรางรถไฟ) ซึ่งเป็นต้นทาง ก.ม.ศูนย์ ถนนสุรินทร์-ท่าตูม ทำให้การค้าย่านห่วยโหล่วโดดเด่นขึ้นมา
 
แม้ว่าร้านโชวห่วยระดับตั่วล้งจะเกิดขึ้นเพียงร้านเดียว คือ “ร้านเลี่ยงเซ่งฮง”
แต่ตลอดถนนจากด้านสถานีรถไฟถึงคิวรถใหม่อั่งฉาเตี้ยจะมีร้านค้าขายสินค้าทันสมัยสั่งตรงจากบางกอก โดยเฉพาะร้านขายผ้าตั่วล้ง ได้แก่ร้านซินฮวดเฮง ผ่งฮวดเฮง จึงเซ่งหลี และร้านตัดเสื้อผ้าโหล ฯลฯ
 
ด้านถนนติ๊กโกย ได้เกิดร้านโชวห่วยตั่วล้งเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของตลาด ได้แก่ ร้าน หลี่ฮวด ฮั่วไถ่ ซี้หลี ฮุนหลีกิมจั๊ว โลว่อีสุน เตียเลี่ยงฮวด เตียกิมเซ่งง้วน ซาฮะ ฮงเส็งฯลฯ มีสินค้าแปลกใหม่หลายหลากมากมายเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตลาด
 
สินค้าขายดีในยุคนั้นมีดังนี้
 
 
 เครื่องเขียนเรียนอ่าน สมุด ดินสอหิน ดินสอดำ กระดานชนวน หนังสือแบบเรียน
 
เครื่องใช้ในบ้าน ผ้าห่ม มุ้ง น้ำมันก๊าด ขี้ไต้ ตะเกียง ตะเกียงน้ำมัน - เจ้าพายุ ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย เตาถ่าน รังผึ้งเตา หม้อดิน หม้อมีเนียม เตาถ่าน ถ่าน ตาวักตักถ่าน ที่หนีบถ่าน ขันน้ำ คุถังสังกะสี ไม้ขีดไฟ เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่ขาว
 
เครื่องสำอาง สบู่เขียว สบู่นกแก้ว แป้งขาว แป้งโกลิน (สีชมพู) ขี้ผึ้งทาริมฝีปาก ครีมทากันหน้าแตก (เซาะฮวยกอ) ครีมทาผม
 
เครื่องใช้ไม้สอยช่าง เชือกมะลิลา ค้อน เหล็ก ตะปู ตะไบ หินลับมีด หินกากเพชรลับมีด เคียวเกี่ยวข้าว มีดอีโต้ แป๊บกระบอกปืน กระดิ่งวัว - ควาย หมวกใบลาน (จากบ้านไผ่) เส้นไหมเทียม แห อวน สวิง ดางโตง เลื่อย โอ่งมังกร หวายเส้นเล็ก – ใหญ่ เหล็กเกวียน เสียม จอบ บานพับประตู กุญแจ เมล็ดปอ
 
เสื้อผ้า กางเกงสายรูด (ใช้เป็นกางเกงใน) เสื้อโหล เสื้อตราควาย กางเกงสี่เป้า (ซี้เป้าหรือกางเกงขาก้วย) ผ้าซิ่น ฟูกนุ่น ปลอกหมอ
 
อื่นๆ โล่วติ้น รถจักรยาน จักรเย็บผ้า รองเท้ายางรถยนต์ เบ็ดตกปลา (ใช้มือทำ) ตาชั่งแขวน เชือกเถาวัลย์ ไม้คานหาบของ

การเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าแต่ผู้เดียว (ตั่วล้ง คือห้างใหญ่) มี ๒ - ๓ วิธี

๑, พ่อค้าจะเดินทางไปบางกอก เพื่อติดต่อเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า
๒, ส่งญาติพี่น้องลูกหลานไปอยู่หมั่งก๊ก (บางกอก) เพื่อติดต่อจัดซื้อสินส่งมาร้านของตนที่ซู้ลิ่ง
๓, ระยะหลังต่อมาจะเริ่มมีผู้แทนบริษัท (เซลแมน) จากบางกอกขึ้นรถไฟขึ้นมาติดต่อหาตัวแทนขายและเก็บเงิน
(เส้นทางการตลาดในภาคอีสานแบ่งออกเป็นสองสาย ตามทางรถไฟโคราช - อุบล เรียกว่า ”เหล่าเชียเล้ง” ส่วนสายโคราช - หนองคาย เรียกว่า “ซิงเชียเล้ง” )
 
กลยุทธ์หนึ่งของการแข่งขัน
 
ร้านค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า จะพยายามกีดกันไม่ให้ผู้แทนบริษัท (เซลแมน) ได้มีโอกาสพบกับพ่อค้าในท้องถิ่น เพื่อปิดกั้นช่องทางไม่ให้เกิดคู่แข่งรายใหม่ เถ้าแก่ตั่วล้ง (ร้านใหญ่) จะไปรอรับผู้แทนบริษัทที่สถานีรถไฟ และประกบตัวผู้แทนไม่ให้ห่างตัว บริการเอาใจผู้แทนเต็มที่ จนกระทั่งเสร็จงานธุรกิจ พวกเขาจะประกบตัวผู้แทนบริษัทกระทั่งส่งตัวแทนขึ้นบนขบวนรถไฟ พ่อค้ารายอื่นแทบจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสผู้แทนเลยทีเดียว ทั้งนี้ก็เพื่อปิดช่องทางไม่ให้พ่อค้ารายอื่นมาเป็นคู่แข่ง
 
ชุมชนการค้าด้านทิศเหนือทางรถไฟ
 
ถนนสายสุรินทร์-ท่าตูม ได้เกิดชุมชนชาวจีนขึ้นมา พวกเขาเรียกชุมชนนี้ว่า ”เชียโหล่วเฮี้ยโป้ย” (ชุมชนทิศเหนือทางรถไฟ) จากการที่เป็นย่านชานเมืองและอยู่ใกล้สถานีรถไฟ ร้านค้าส่วนใหญ่จะเปิดรับซื้อสินค้าพื้นเมืองจากชาวบ้าน เช่น หมู เป็ด ไก่ ข้าว นุ่น ครั่ง ไหม เม็ดละหุ่ง ฯลฯ
 
วิถีชีวิตพ่อค้าของชุมชน”เชียโหล่วเฮี้ยโป้ย”
 
จากการบอกเล่า ของคุณยายเฮียง แซ่เต็ง เมื่อครั้งคุณพ่อ (เตี่ย) ของท่านชื่อแป๊ะสี แซ่เต็ง อพยพจากเมืองจีน (ตึ่งซัว) มาอยู่สยาม (เซี่ยมล้อ) ในยุคเสื่อผืนหมอนใบ ท่านเป็นชาวจีนอพยพมาจากหูเซี้ย จังหวัดแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง โดยทางเรือจากเมืองซัวเถา มาสยาม (เซี่ยมล้อ) ขึ้นบกที่บางกอก (หมั่งก๊ก) โดยจ่ายค่าโดยสารเรือเป็นเงินประมาณ ๙๐๐ บาท
 
ที่บางกอก ท่านยังชีพด้วยการเป็นกุลีรับจ้างอยู่แถวบางลำพู (ซิงเซี่ยมึ้ง :ประตูเมืองใหม่) ต่อมาก็มีพรรคพวกเพื่อนฝูงชักชวนกันอพยพไปอยู่เมืองสุรินทร์ (ซู้ลิ่ง) โดยได้รับฟังจากคำบอกเล่าว่าที่นั่นค้าขายง่าย
 
แป๊ะสีเริ่มต้นชีวิตใหม่ ประมาณ พ.ศ.๒๔๖๙ ซึ่งเป็นเวลาที่เส้นทางรถไฟได้เปิดการเดินรถมาถึงจังหวัดสุรินทร์ ท่านได้เข้าร่วมค้าขายกับโรงหมูซินฮะฮั้วของแป๊ะติ๊กกัง ที่รับซื้อขายหมูอยู่ก่อนแล้ว
 
ในกงสีดังกล่าวจะแบ่งงานออกเป็นสามส่วน แป๊ะติ๊กกังเป็นผู้จัดการ (หลงจู้) แป๊ะจั๊วเป็นเสมียน (ซินเฮี้ยง) แป๊ะสีเป็นคนออกไปหาซื้อหมูตามหมู่บ้านต่างๆ โดยแป๊ะสีจะเบิกเงินจากแป๊ะติ๊กกัง แล้วจะขี่ม้าออกไปหาซื้อหมูมาขาย โดยวิธีการซื้อจะเหมาราคาหมูเป็นตัวหรือเป็นคอก เมื่อได้หมูมาก็จะผูกขาจ้างเกวียนบรรทุกมาเมือง
 
หากมีหลายตัว ก็จะจ้างชาวบ้านต้อนหมูเป็นฝูงเข้าไปส่งถึงโรงหมูในเมือง และเมื่อขายเสร็จก็จะงบบัญชีและแบ่งกำไร ขาดทุนกันเป็นรอบๆ ไป
 
   
คุณยายเฮียงเล่าถึงวิถีชีวิตครอบครัว ของท่านว่า ตอนนั้นอายุ ๑๘ ปี ได้ช่วยแม่ทำขนมขาย ระหว่างนั้นก็ได้มีผู้ใหญ่แนะนำคุณตาเอี๋ยงไถ่ แซ่ตั้ง ซึ่งเป็นลูกพ่อค้าอยู่ที่อำเภอศีขรภูมิมาดูตัวท่าน
 
ด้วยการทำทีมาซื้อขนม ซึ่งในขณะนั้นท่านไม่รู้ตัวว่าคุณตาเอี๋ยงไถ่จะมาดูตัวเพื่อขอแต่งงาน หลังจากที่คุณตาเอี๋ยงไถ่ดูตัวแล้วก็ได้ส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอ
 
วันแต่งงาน แม่สื่อ (บ่วยนั้ง) ก็จะพาเจ้าสาว (ซิงนั้ง) ไปส่งบ้านเจ้าบ่าว (ซิงนึ้ง) ที่อำเภอศีขรภูมิ โดยมีรถยนต์มอร์รีซ หรือเรียกกันว่ารถศรีสุรินทร์ รับเจ้าสาวไปขึ้นรถไฟ
 
ถึงสถานีศีขรภูมิ แม่สื่อจะพาเจ้าสาวไปยังบ้านเจ้าบ่าว ถึงบ้านเจ้าบ่าวก็ทำตามขั้นตอนประเพณีแบบง่ายๆ ไม่มีการจัดเลี้ยง หลังจากแต่งงานแล้วก็อาศัยอยู่ที่บ้านสามี
 
กระทั่งมีลูกสาวคนแรก อายุได้ ๑ ขวบ จึงอพยพครอบครัวกลับมาที่ ”เชียโหล่วเฮี้ยโป้ย” อีกครั้ง โดยมีเงินทุนติดตัวมาเพียง ๒๐ บาท ซึ่งขณะนั้นการค้าขายแถบ ”เชียโหล่วเฮี้ยโป้ย” เริ่มคึกคักมากขึ้น
 
เนื่องจากอยู่ใกล้สถานีรถไฟ สะดวกในการขนถ่ายสินค้าไปบางกอก มีความต้องการสินค้าของป่าจำนวนมากจากหัวเมืองต่างๆ เช่น หมู เป็ด ไก่ ข้าว นุ่น ครั่ง ไหม ฯลฯ ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากบางกอกของชาวสุรินทร์ก็มากขึ้นเช่นกัน
 
จักรยานได้เริ่มเข้ามามีบทบาทแทนม้า
 
ในช่วงนี้จะเห็นกองเกวียนคาราวานนับสิบๆ คัน จากหมู่บ้านต่างๆ นับตั้งแต่บ้านไพรขลา ท่าตูม บ้านท่า จอมพระ ขนส่งสินค้าเดินทางรอนแรมคลุกฝุ่นดินทรายบนทางเกวียนจากชนบทมุ่งสู่เมืองจอดเรียงรายระเกะระกะสองฟากถนนปัทมานนท์
 
เมื่อชาวบ้านขายสินค้าได้เงิน ก็จะข้ามทางรถไฟไปซื้อสินค้าจากย่านถนนห่วยโหล่วหรือติ๊กโกย กลับไปขายยังหมู่บ้านของตน
 
เมื่อท่านย้ายมาอยู่ ”เชียโหล่วเฮี้ยโป้ย” อีกครั้ง ท่านได้ทำขนมพื้นเมืองขาย ขณะที่สามีของท่านไปทำงานรับจ้างที่โรงหมู “สามัคคีค้าสัตว์ “ ขณะนั้นมีคำสั่งซื้อจากเมืองบางกอกเป็นจำนวนมาก คุณตาเอี๋ยงไถ่ได้รับความไว้วางใจจากเถ้าแก่ให้ติดตามขบวนรถไฟ เพื่อควบคุมดูแลหมูที่ส่งขึ้นตู้รถสัตว์ (ตู้ ร.ส.) ไปตลอดเส้นทางถึงเมืองบางกอก
 
ในระหว่างทาง ขณะที่ขบวนรถไฟจอดรับส่งผู้โดยสารและสินค้า จะต้องว่าจ้างกรรมกรในแต่ละสถานีสาดรดน้ำให้หมู โดยจ่ายค่าน้ำหาบละ ๑-๒ บาท เพื่อป้องกันไม่ให้หมูร้อนจนเครียดกัดกันตาย
 
สถานีต่างๆ ที่ต้องสาดรดน้ำก็เช่นลำปลายมาศ จักราช ท่าช้าง ปากช่อง มวกเหล็ก เป็นต้น
 
และเมื่อถึงสถานีบางซื่อ กรุงเทพฯ ก็จะมีรถยนต์มารับหมูไปส่งโรงฆ่า การเดินทางส่งหมูแต่ละรอบใช้เวลาไป - กลับราว ๒ - ๓ วัน
 
ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๐๐
 
ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๐๐ หลังจากที่ท่านและสามีช่วยกันทำมากินเลี้ยงครอบครัว เก็บเล็กผสมน้อย ในที่สุดก็มีทุนซื้อหม้อลวกก๋วยเตี๋ยว ท่านสามารถเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ลาบ ก้อย ต้มยำ ได้สำเร็จ โดยคุณยายเฮียงเปิดร้านขายอาหาร ส่วนคุณตาเอี๋ยงไถ่ก็ยังคงทำงานอยู่ที่โรงหมูต่อมาอีก ๕ ปี จึงได้ลาออกมาเปิดร้านรับซื้อไก่พื้นบ้าน ราคาในขณะนั้น ก.ก.ละ ๕ - ๗ บาท ขายส่งในตลาดสุรินทร์ และต่อมาได้ติดต่อส่งขายเมืองบางกอก
 
การติดต่อซื้อขายในขณะนั้นจะใช้ภาษาจีนเป็นหลัก
 
พ่อค้าที่ส่งไก่ไปบางกอก ในยุคนั้นจะใช้เข่งสานด้วยไม้ไผ่ ซึ่งส่วนใหญ่จะซื้อจากบ้านสวาย บ้านโคกแซะ หรือบ้านท่าช้าง โคราช ราคาใบละ ๕ บาท ขนาดของเข่งด้านก้นจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ เมตร ปากเข่งเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๖๐ - ๖๕ เซนติเมตร. สูงประมาณ ๘๐ เซนติเมตร
 
ก่อนบรรจุไก่ลงในเข่ง พ่อค้าจะทำเข่งให้เป็นสองชั้น โดยใช้ไม้ติ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ เซนติเมตร (ชาวบ้านจะตัดไม้ติ้วผูกด้วยเชือกเถาวัลย์ประมาณ ๕๐ กิ่งต่อมัด บรรทุกใส่เกวียนมาเร่ขายตามโรงรับซื้อไก่ ) ผูกด้วยลวดแบ่งเข่งเป็นสองชั้น ชั้นล่างใส่ไก่ประมาณ ๓๐ - ๔๐ ตัว ชั้นบนประมาณ ๒๐ - ๒๕ ตัว ในเข่งก็จะใช้ใบตองรองพื้นใส่ข้าวตากแช่ เพื่อให้ไก่กินตลอดเส้นทางขนส่งเข้าบางกอก
 
พ่อค้าจะใช้รถเข็นสองล้อเข็นไก่ เที่ยวละ ๔ - ๕ เข่ง ส่งขึ้นตู้ที่สถานีรถไฟเข้าบางกอก ชาวบ้านจะเรียกขบวนรถนี้ว่ารถแม่ค้า วันหนึ่งๆ สุรินทร์ส่งออกไก่พื้นเมืองเข้าบางกอกประมาณ ๑๐๐ - ๑๒๐ เข่ง เป็นจำนวนไก่ประมาณกว่า ๖,๐๐๐ – ๗,๕๐๐ ตัว
 
         
 
รถยนต์ และถนนสายโชคชัย - เดชอุดม
 
ระหว่างนั้น รถยนต์เริ่มเข้ามามีบทมากขึ้น การคมนาคมสื่อสารเริ่มดีขึ้น ถนนหนทางถูกพัฒนาให้เป็นถนนลูกรัง กิจการไฟฟ้า โทรศัพท์ โทรเลข ธนาคาร ฯลฯ ได้เข้ามามีบทบาททางการค้า พ่อค้าวานิชแถบ ”เชียโหล่วเฮี้ยโป้ย” เริ่มมีฐานะดีและร่ำรวยจากการสะสมทุนมากขึ้น มีการปลูกบ้านหลังใหม่เพิ่มขึ้น บ้านเหล่านี้มักเป็นบ้านไม้สองชั้น (บ้านมีเหล่าเต้ง)
 
ประตูจากที่เคยเป็นแผ่นกระดาน ไม้ขนาดหน้า ๑ x ๖ นิ้ว สอดเรียงบนรางประตู ก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นประตูพับที่ใช้บานพับ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังใช้แผ่นกระดานไม้สอดเรียงบนรางประตูอยู่
 
หลายบ้านเริ่มมีรถยนต์ไว้ใช้สำหรับขนส่งติดต่อซื้อขายระหว่างในเมืองกับชนบท
 
ปี พ.ศ.๒๕๐๓ รัฐบาลสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กำหนดโครงการตัดถนนสายโชคชัย - เดชอุดม และมีการนำพืชเศรษฐกิจตัวใหม่คือปอกระเจาเข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอย่างแพร่หลายในเขตภาคอีสาน
 
ถนนลูกรังสายใหม่ โชคชัย - เดชอุดม ได้ทลายกำแพงการคมนาคมทางรถยนต์เขตอีสานใต้ลง เปิดประตูอีสานใต้สู่กรุงเทพฯ โดยเส้นทางรถยนต์ ทำให้เศรษฐกิจอีสานใต้ขยายตัวครั้งใหญ่
 
(แต่เดิมหากซื้อรถยนต์จากกรุงเทพ จะต้องขับผ่านโคราช – บ้านไผ่ – สารคาม – ร้อยเอ็ด - สุวรรณภูมิ ผ่านทุ่งกุลาร้องไห้ตามเส้นทางเกวียน กว่าจะถึงสุรินทร์ต้องกินเวลาหลายวัน)
 
การค้าแถบ ”เชียโหล่วเฮี้ยโป้ย” ส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านค้ารับซื้อสินค้าพื้นเมือง หลังจากที่การคมนาคมสะดวกขึ้น ถนนลูกรังฝุ่นแดงถูกก่อสร้างทับบนทางเกวียนฝุ่นขาวดินทราย รถยนต์ขนส่งโดยสารมีมากขึ้น การขนส่งสินค้าโดยเกวียนกำลังกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย กงล้อประวัติศาสตร์ค่อยๆ บดกลืนทางรอยกงล้อเกวียนหายไป
 
ประชากรเริ่มเพิ่มมากขึ้น การแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าระหว่างเมืองกับชนบทเป็นไปอย่างคึกคัก วิถีการดำเนินชีวิตสังคมในชนบทเริ่มพึ่งพาสังคมเมืองมากขึ้น ทรัพยากรจากชนบทเริ่มถูกนำมาใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายกับสังคมเมืองมากขึ้น
 
 
 
รถคอกหมูเริ่มมีบทบาทสำคัญ เช่น รถมุ่งเจริญ รถเสี่ยผดุง รถนายเต้ง รถคูยงฮวด รถแสงเพชร ฯลฯ ประมาณแปดโมงเช้า รถคอกหมูจะทยอยขนส่งผู้โดยสารจากบ้านนอกเข้าถึงเมือง
 
ลักษณะของรถคอกหมูนั้น หัวรถจะยาวประมาณ ๑.๕ - ๒ เมตร ที่นั่งคนขับกว้างประมาณ ๑ เมตร ทำด้วยไม้ มีที่เหยียบขึ้นนั่ง ไม่มีประตูทั้งสองด้าน แต่มีกระจกหน้า หลังคายื่นคลุมทั้งข้างหน้าตลอดไปจนถึงท้ายกระบะรถ
 
ด้านหลังคนขับเป็นที่นั่งผู้โดยสาร โดยจะอยู่ด้านข้างกระบะรถทั้งฝั่งซ้ายและขวาตลอดไปจนถึงท้ายกระบะ พื้นกระบะทำด้วยไม้ และยังต่อกระบะข้างขึ้นไปถึงหลังคา ด้านท้ายกระบะมีบันไดให้ผู้โดยสารเหยียบขึ้นลง
 
คนขับรถเรียกกันโดยทั่วไปว่าโชว์เฟอร์ เด็กรถเรียกว่าแอ๊ดรถ
 
รถยนต์โดยสารที่เข้าเมืองจะให้บริการรับส่งทั้งผู้โดยสาร และขนส่งสินค้าของป่านานาชนิดเข้ามาขายในเมือง เช่น ข้าวเปลือก นุ่น ครั่ง ชัน เส้นไหม ผ้าไหม ข้าวตาก หมู ไก่ ไข่เป็ด หนังวัว - ควาย หอยทราย ปลา ฯลฯ
 
และให้บริการขนส่งสินค้าเครื่องใช้ต่างๆ มากมาย จากในเมืองกลับไปชนบท
 
สภาพการซื้อขายของป่าแถบ ”เชียโหล่วเฮี้ยโป้ย” เริ่มจากสะพานข้ามคลองริมทางรถไฟ ตั้งแต่กิโลศูนย์ (สายท่าตูม) ไปประมาณ ๓๐๐ เมตร จะเต็มไปด้วยร้านรับซื้อขาย ยุ้งเก็บตุนสินค้าของป่า รับซื้อเส้นไหม หนังวัวควาย ข้าว นุ่น อู่ซ่อมรถยนต์ โรงฟักลูกเป็ด โรงรับซื้อหมู โรงฆ่าหมู โรงรับซื้อ - ขายเป็ดไก่ ไข่เป็ด ปอ นุ่น เส้นไหม ฯลฯ
 
เวลานั้นเกวียน (ยังพอมีให้เห็น) รถโดยสาร สายท่าตูม จะเข้ามาจอดเพื่อลงขายสินค้าในบริเวณนี้ทั้งหมด
 
การแข่งขันทางการค้า รถคอกหมูจะบรรทุกผู้โดยสาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าแม่ค้าจากบ้านนอก นำสินค้าซื้อจากบ้านนอกเข้ามาขายในเมือง และซื้อสินค้าจากในเมืองกลับไปขายในหมู่บ้าน
 
ดังนั้นรถโดยสารจึงอัดแน่นไปด้วยผู้โดยสารและสินค้าของป่า ทั้งที่นั่งภายในรถและหลังคารถ ขณะที่รถแต่ละคันชะลอความเร็วลงเหลือระดับความเร็ว ๒๐ - ๓๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อจอดลงสินค้านั้น เถ้าแก่แต่ละร้านค้าจะให้น้องหรือลูกๆ เถ้าแก่คุมลูกน้องของตนแย่งกันจับจองสินค้าของป่าที่มากับรถคอกหมู
 
ลูกน้องจากร้านค้าต่างๆ สิบกว่าคนจะออกวิ่งไล่ตามรถโดยสารท่ามกลางฝุ่นดินแดงลูกรังม้วนตลบคลุ้ง เบียดเสียดกันเพื่อหาจังหวะกระโดดเกาะคอกหมูปีนไต่ขึ้นไปบนหลังคา (สมัยเป็นเด็ก ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์นี้อยู่หลายปี ขณะที่มือพวกเขาแตะที่คอกหมูรถยนต์ ชั่วพริบตาจะไต่ตัวลอยไปอยู่บนหลังคารถแล้ว) อีกส่วนหนึ่งก็จะกระโดดเกาะท้ายรถเพื่อเข้าไปในตัวรถ
 
เมื่อพวกเขาอยู่บนหลังคารถก็จะแย่งกันจับจองสินค้า ส่วนผู้ที่เข้าด้านท้ายรถก็จะต้องเบียดเสียด (มุดตัว) กับผู้โดยสาร เพื่อจับจองสินค้าที่ผู้โดยสารนั่งทับอยู่ตอนกลางลำรถและใต้ที่นั่ง
 
กติกาที่ไม่ได้ตกลงกันก็คือว่า ใครจับสินค้าใดได้ก่อนก็มีสิทธิ์ที่จะนำสินค้าไปซื้อที่ร้านตน (ยกเว้นแต่ลูกค้าไม่ยอมขายให้)
 
กติกาก็คือกติกา แต่พวกที่ไม่เคารพกติกาก็มี คือผู้อื่นจับจองได้ก่อนแต่ตนได้ทีหลังก็จะแย่งเอา ทำให้เกิดการยื้อแย่งดึงไปดึงมา เสนอตัดราคาสินค้ากันอย่างหน้าสิ่วหน้าขวาน จึงเกิดการทะเลาะเบาะแว้งถึงขั้นชกต่อยกันเป็นประจำแทบทุกวัน ใครอ่อนแอก็จะหมดโอกาสได้แข่งขันชิงชัยค้าขายด้วยประการฉะนี้
 
กองทัพสินค้าญี่ปุ่นบุกถึงไทย
เงินผ่อน หนี้ที่เป็นทุน
 
การค้าขายที่เริ่มคึกคักขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๐ หรือหลังมีทางรถไฟประมาณ ๓๑ ปี เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเริ่มขยายตัวอีกครั้ง แม้สถานการณ์สงครามเย็น ระหว่างค่ายทุนนิยมกับค่ายสังคมนิยม จะเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นก็ตาม
 
อีก ๑๐ - ๑๕ ปีต่อมา สินค้าญี่ปุ่นก็เริ่มไหลทะลักเข้ามาเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ขนาดเล็ก ๑,๓๐๐ ซี.ซี. และขนาดกลาง ๒,๐๐๐ - ๓,๐๐๐ ซี.ซี. ที่มีราคาถูก ประหยัดน้ำมัน ใช้งานคล่องได้อย่างอเนกประสงค์ ทั้งงานส่วนตัวและรับจ้างทั่วไป
 
การบุกตลาดรถยนต์ของญี่ปุ่นในเมืองไทย ขณะนั้นสอดคล้องกับความต้องการของตลาดในประเทศไทยเป็นอย่างมาก เช่น การค้าขายขยายตัว การสะสมทุนในหมู่พ่อค้าวานิช ทั้งจากในเมืองและชนบท ราคารถยนต์ที่ไม่แพงนัก ถนนหนทางได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น การแข่งขันค้าขายมากขึ้น ฯลฯ
 
ระบบเงินผ่อนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นตลาดรถยนต์ให้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว พ่อค้าวานิชทั้งในเมืองและชนบทต่างจัดหาซื้อรถยนต์
 
คนมีเงินก็ซื้อด้วยเงินสด
 
คนมีสตางค์น้อย    ก็ไปดาวน์รถและผ่อนชำระเป็นงวดๆ ออกมาวิ่งรับจ้างโดยสาร ขนส่งสินค้ากันเกลื่อนเมืองไปหมด
 
รถยนต์ขนาดเล็กเรียกว่ารถ “ปิ๊กอั๊พ” ขนาดกลางเรียกว่า “รถหัวตัด” รถทั้งสองขนาดดังกล่าวส่วนใหญ่จะถูกนำมาใช้เป็นรถโดยสารวิ่งให้บริการไปมาระหว่างชนบทกับในเมือง
 
ลักษณะรถจะคล้ายๆ กัน คือต่อกระบะรถสูงขึ้นด้วยโครงเหล็ก และคลุมด้วยผ้าใบเป็นหลังคาเพื่อกันแดดกันฝน หลังคารถสามารถใส่ของและนั่งโดยสารได้ ภายในกระบะรถสองด้านทั้งซ้ายขวาจะมีที่นั่งจากหลังหัวเก๋งมาถึงท้ายรถ ยาวเป็นสองแถว จึงนิยมเรียกว่า “รถสองแถว” และก็ใช้เรียกมาจนถึงปัจจุบันนี้
 
ช่วงเวลานี้ วิถีชีวิตแบบเดิมของชาวสุรินทร์เริ่มถูกมองว่าล้าสมัย
โทรทัศน์ วิทยุทรานซิสเตอร์ เข้ามาแทนที่ระบบหลอดขยาย รถยนต์มือหมุนสตาร์ทถูกแทนที่ด้วยการใช้กุญแจสตาร์ท
 
       
 
 
 
ปี พ.ศ.๒๕๑๕
 
“รถหัวโต” (รถไฟใช้น้ำมันดีเซล) เริ่มเข้ามาแทนที่หัวรถจักรไอน้ำ
จักรยานยนต์ (สมัยนั้นเรียกว่า “ลิตเติ้ลฮอนด้า” สามารถใช้เครื่องยนต์ขับ หรือจะปั่นเท้าเหมือนจักรยานก็ได้) มอเตอร์ไซค์รุ่นเล็กๆ ขนาด ๕๐ ซี.ซี.
 
เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ล้วนทันสมัยถูกใจผู้ซื้อ ทำให้ประเทศไทยต้องขาดดุลการค้ามหาศาลให้แก่ประเทศญี่ปุ่น
 
 
วิธีคิดวิธีการทำงาน การค้าการลงทุน
 
ในจังหวัดสุรินทร์เริ่มเปลี่ยนไป ตามสถานการณ์ การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก
 
การลงทุนขยายกิจการจากเดิ ซึ่งเคยยึดถือแนวทางการขยายกิจการที่ “เริ่มต้นจากการสะสมทุนจากเล็กไปสู่ใหญ่” ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นเตี่ย
 
พอมาถึงยุคสมัยนี้ การขยายทุนในธุรกิจต้องใช้ทุนจำนวนมาก ขณะที่นักธุรกิจรุ่นใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาทบริหารธุรกิจมากขึ้น การกู้ยืมเงินจากธนาคารเริ่มเข้ามามีบทบาทในการขยายกิจการ
 
จากแนวความคิดขยายธุรกิจที่ ”เริ่มจากการสะสมทุนฯ” ในรุ่นเตี่ยกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย ใครที่กู้หนี้ยืมสิน จากค่านิยมเดิมจะถือเป็นเรื่องน่าอับอาย ต้องปิดบัง กลับถูกแทนที่ด้วยวิธีคิดแบบตะวันตก
 
คนเป็นหนี้คือคนมีเครดิต
 “เถ้าแก่รุ่นใหม่” ของเมืองสุรินทร์
         
INTER ปี 1970                   TOYOTA ปี1968                  DUSSAN ปี1975
 
ปี พ.ศ.๒๕๑๕


อย่างไรก็ดี ในปี พ.ศ.๒๕๑๕ จังหวัดสุรินทร์ได้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เมืองสุรินทร์ (ชุมชนกลู๊กกะปว๊ะ) กินบริเวณด้านตะวันตกถนนธนสาร เริ่มจากสี่แยกเชียงใหม่ (ตลาดสด) ไปถึงสี่แยกหลักเมือง (สหยนต์ไทย) ไฟลามลึกไปจนถึงซอยตาดอก
 
หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่นี้  ทำให้รูปโฉมเมืองสุรินทร์เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง มีการก่อสร้างตึกห้องแถวขึ้นมาแทนห้องแถวไม้ที่ถูกไฟไหม้ไป จากโรงแรมเมมโมเรียล ไล่ไปถึงหน้าตลาดสดเทศบาล และบริเวณอื่นๆ เช่น คิวรถใหม่รถสองแถว (บริเวณตะวันตกของตลาดสดเทศบาล) คิวรถ บ.ข.ส. ถนนจิตบำรุง ฯลฯ การสร้างอาคารใหม่หลังเหตุการณ์ไฟไหม้ ทำให้โฉมหน้าเมืองสุรินทร์เจริญขึ้นอย่างแปลกตา
 
เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้น ได้เปิดโอกาสให้นักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ ก้าวขึ้นมาแข่งขันกับพ่อค้ารุ่นเก่า สินค้าทันสมัยชนิดต่างๆ เริ่มเข้ามาแทนที่สินค้าแบบเก่า เช่น สบู่ลักซ์ ผงซักฟอก แชมพู เริ่มมีการแพร่หลายเข้ามาแทนที่ สบู่ลาย สบู่เขียว วิทยุกระเป๋าหิ้วทรานซิสเตอร์ ระบบ AM สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบาย เข้ามาแทนที่วิทยุหลอดขยายที่เทอะทะอืดอาด
  
วิทยุกระเป๋าหิ้ว มีราคาถูกลงอย่างรวดเร็ว กระทั่งเด็กเลี้ยงควายก็สามารถซื้อหาหิ้วติดตัวไปเลี้ยงควายได้อย่างเพลิดเพลิน กระทั่งมีคนเอาไปแต่งเป็นเพลง "อีสาวทรานซิสเตอร์" ที่ลือลั่นยอดฮิตติดใจแฟนเพลงในยุคสมัยนั้น
         
 
โทรทัศน์สีก็เริ่มแพร่หลายเข้ามาแทนโทรทัศน์ขาวดำ
 
การพัฒนาเทคโนโลยี แข่งขันเป็นไปอย่างรวดเร็ว บริษัทฮิตาชิถึงกับโฆษณาสินค้าของตนว่า “ฮิตาชิ เปิดปุ๊บติดปั๊บ” จนกลายเป็นประโยคยอดฮิตทางการเมืองในยุคนั้น ฯลฯ
ร้านค้าที่เป็นห้องแถวไม้สะท้อนถึงภาพความล้าสมัย รูปแบบใหม่ของร้านค้าที่ทันสมัยจะต้องเป็นตึกห้องแถว
 
ย่านการค้าที่คึกคัก เริ่มเคลื่อนย้ายออกจากถนนสนิทนิคมรัฐ (ห่วยโหล่ว) กลับไปถนนธนสาร (ติ๊กโกย) อีกครั้ง 
 
คิวรถสองแถวตลาดสดเทศบาล และคิวรถ บ.ข.ส. พ่อค้ารายใหม่ๆ เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด จนแทบจะแยกไม่ออกว่าร้านไหนเป็นร้านใหญ่ (ตั่วล้ง) หรือร้านเล็ก (หยี่ปั้ว)
 
แม้ว่าการค้าในระดับชาติ ประเทศไทยจะขาดดุลการค้ามหาศาล แต่ในระดับท้องถิ่น การค้าวานิชกลับคึกคัก สร้างความร่ำรวยให้เถ้าแก่รายใหม่ๆ เป็นร้อยเป็นพันราย
 
เชียโหล่วเฮี๊ยโป๊ย ช่วงปลายของทศวรรษนี้
 
ชุมชนทิศเหนือทางรถไฟ จากที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าของป่าที่คึกคัก กำลังกลายเป็นย่านที่การค้าเงียบเหงา ล้าหลัง
 
ร้านค้าของป่ารายใหญ่ๆ ต่างเคลื่อนย้ายกิจการของตนออกไปตั้งโรงงานห่างจากตัวเมือง จุดเริ่มตั้งแต่ ก.ม. ๓ ถึง ก.ม. ๗ เช่นโรงสีข้าว โรงอัดปอ โรงงานปั่นอัดนุ่น และรับซื้อของป่าทุกชนิด
 
ทำให้ย่าน ”ฟากทางรถไฟ” เริ่มเงียบเหงาลง คงเหลือแต่เพียงโรงรับซื้อขายไก่ เป็ด ไข่เป็ด ลูกเป็ด และปริมาณการซื้อขายไก่เป็ดก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ
 
ผู้เขียนซึ่งประกอบอาชีพดังกล่าวในช่วงเวลานั้น ก็ยังไม่ทราบเป็นเพราะสาเหตุใดที่ทำให้สัตว์ปีกลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ อาจจะเป็นสาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากร โรคระบาด ขาดการส่งเสริมจากทางราชการในการป้องกันโรค หรือปัญหาเรื่องการตลาด
 
เพราะในทศวรรษนี้ เริ่มมีการนำเอาไก่กระทง (ไก่ขาว) ไก่พันธุ์ไข่ เข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงในลักษณะธุรกิจฟาร์ม ต่อมาเรียกว่าสัตว์เศรษฐกิจ เนื่องจากการเลี้ยงง่าย โตไว หาซื้อลูกไก่จำนวนมากๆ มาเลี้ยงได้ง่าย และต้นทุนการผลิตต่ำ แม้ว่าไก่กระทงในทศวรรษนี้จะยังไม่เป็นที่นิยมบริโภคของตลาดก็ตาม
 
แต่ไข่ไก่กลับได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และมีต้นทุนที่ต่ำกว่าไข่เป็ด ทำให้การเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งค่อยๆ หายไปจากตลาดต่อมา บรรดาพ่อค้าสัตว์ปีกในชุมชนฟากทางรถไฟ (เชียโหล่วเฮี้ยโป้ย) บางรายต้องผันตัวเองไปเป็นเกษตรกรประกอบอาชีพฟาร์มเลี้ยงไก่ ไก่ไข่ และสุกร  พ่อค้ารุ่นเก่าคนไหนไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง การค้าขายของพวกเขาก็ต้องถดถอยลง กลายเป็นร้านค้ารายย่อยๆ ไป
 
ล้อมกรอบ
กองเกวียนคาราวานสินค้า สุรินทร์ – ด่านเกวียนโคราช


อาแปะกาน่า แซ่จึง ได้นำสินค้าของป่าจากสุรินทร์ เช่น ขี้ไต้ น้ำผึ้ง หมู วัว ควาย ฯลฯ บรรทุกใส่เกวียน ไล่ต้อนเป็นกองเกวียนคาราวานสินค้าพร้อมลูกหาบราว ๒๐ คน เพื่อไปขายที่โคราช โดยเริ่มต้นเดินทางจากสุขศาลาวัดชุมพล ผ่านอำเภอสวาย ข้ามน้ำลำชี เข้าอำเภอกระสัง สวายจีก บุรีรัมย์ ลำปลายมาศ มุ่งหน้าสู่ตลาดซื้อขายที่ด่านเกวียน โคราช ใช้เวลาเดินทางรวม ๔ วัน
 
หลังจากขายสินค้าก็เดินทางต่อเข้าเมืองโคราช เพื่อซื้อสินค้า เช่น หมาก ผ้าด้ายดิบ รองเท้า ฯลฯ จากโคราชกลับมาขายที่สุรินทร์ และเมื่อเสร็จธุระ ท่านได้มารอรับน้องชายที่สถานีรถไฟ หลังจากพักค้างแรมที่โคราช ๑ คืน

รุ่งเช้า กองเกวียนคาราวานก็ได้นำน้องชายพร้อมออกเดินทางกลับสุรินทร์ ใช้เวลาเดินทางกลับรวมทั้งสิ้น ๒ วัน
 
ในการเดินทางกลับสุรินทร์จะเร็วกว่าขาไป ๒ วัน ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อสัตว์พาหนะเดินทางกลับถึงอำเภอลำปลายมาศ พอข้ามห้วย พวกมันจะเร่งเดินทางเพื่อกลับถิ่นของมัน คล้ายๆ กับเป็นสัญชาตญาน

มีอยู่ครั้งหนึ่ง แปะเป็งได้ติดตามพี่ชายร่วมกองเกวียนคาราวานนำสินค้าไปขายที่ด่านเกวียน เกิดมีปัญหาหมูที่นำไปขายถูกพวกอั้งยี่กลุ่มฮกลกซึ่งผูกขาดรับซื้อขายหมูที่ด่านเกวียนกดราคา จากกิโลกรัมละ ๓ บาท เหลือเพียง ๑.๕๐ บาท
ทำให้แปะเป็งไม่พอใจ จึงได้ขอท้าพวกฮกลกว่า ให้มาประลองฝีมือกัน โดยแปะเป็งยอมให้พวกฮกลกใช้มีดฟันที่ท้อง ๓ ครั้ง ถ้าฟันเข้าก็ยินดีขายหมูให้ในราคา ๑.๕๐ บาท

แต่ถ้าฟันไม่เข้า พวกฮกลกจะต้องรับซื้อในราคากิโลกรัมละ ๔.๕๐ บาท
แปะเป็งเป็นหนุ่มฉกรรจ์ร่างใหญ่ สูงกว่า ๑๘๐ เซนติเมตร ท่านได้ผ่านการลงอาคมด้วยการฝังเข็มทองจากอาจารย์ขมังเวทย์ชาวเขมรสุรินทร์ พลังที่ได้รับแรงกดดันที่ถูกกดราคาเอาเปรียบ และได้ผ่านการลงอาคม ทำให้แปะเป็งคึกคะนอง ไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตาย

วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ แปะเป็งกับพวกสุรินทร์ ๒๐ คนมารอที่นัดหมายประลองแห่งหนึ่งในด่านเกวียน ไม่นานพวกฮกลกประมาณ ๒๐ คนก็มาถึง ต่างล้อมวงเป็นเวที
ร่างยักษ์ของอาแปะเป็ง ใส่หมวกจีนโบราณมีเชือกป่านรัดไว้ที่ปลายคาง สวมเสื้อทรงจีนสีดำ กางเกงขาก้วย ก้าวย่างสามขุมออกมายืนตระหง่านกลางวงล้อมเวที
ขณะเดียวกันรองหัวหน้ากลุ่มฮกลกพร้อมด้วยมีดดาบเล่มยาว ก็ก้าวออกมากลางเวทียืนประจันหน้าแปะเป็ง ท่ามกลางราตรีพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเวลาที่คาถาอาคมจะขมังเวทย์ที่สุด

แปะเป็งถอดเสื้อของตนออกโยนไปที่กองเชียร์กลุ่มสุรินทร์ เอามือกอดอกยืนสงบนิ่งเป็นยักษ์ปักหลั่น
ขณะที่เสียงกองเชียร์ฝ่ายสุรินทร์ตะโกนเชียร์ลั่น สู้..สู้
ประสานกับเสียงเชียร์ของพวกฮกลก ฆ่ามัน..ฆ่ามัน
 
รองหัวหน้าพวกฮกลกที่ยืนเผชิญหน้าแปะเป็งห่างเพียง ๑ เมตร เงื้อมีดดาบยาวขึ้นสุดมือ เสียงกองเชียร์ทั้งสองฝ่ายเงียบกริบลงทันที...
เสียงดาบที่ฟันเข้าใส่หน้าท้องของแปะเป็งเต็มแรง
ฉึก !! ฉึก !! ฉึก !!

ทันใดนั้น ร่างของรองหัวหน้ากลุ่มฮกลกก็ทรุดตัวลงคุกเข่าคารวะต่ออาแปะเป็ง
พร้อมๆ กับเสียงซุบซิบระส่ำระสายของกองเชียร์ทั้งสองฝ่ายที่ล้อมวงอยู่ต่างแตกตื่นทั้งยินดีและตื่นตกใจ

วันรุ่งขึ้น ตามสัญญาสุภาพบุรุษนักเลง พวกฮกลกก็ได้ตีราคารับซื้อหมูของกลุ่มพ่อค้าสุรินทร์ในราคากิโลกรัมละ ๔.๕๐ บาทตามที่ให้สัญญาไว้ก่อนการประลอง
และแปะเป็งก็ได้รับการนับถือเป็นมิตรสหายกับพวกนักเลงฮกลก การค้าขายที่ด่านเกวียนก็ราบรื่นตลอดมา
 
ต่อมา หลังจากที่รถไฟมาถึงสุรินทร์แล้ว เส้นทางการค้าของกองเกวียนคาราวานไปด่านเกวียนเมืองโคราชก็ได้สิ้นสุดลง หลังจากที่แปะเป็งหันมาขายซาลาเปาแล้ว ก็ได้ไปขอให้อาจารย์ถอนอาคม ยุติชีวิตนักเลงของท่านลง
.
.


 
 
 
 

ความคิดเห็น

  1. 1
    สมคิด รังคกูลนุวัฒน์
    สมคิด รังคกูลนุวัฒน์ akatuck@hotmail.com 16/07/2009 16:58
    เมื่อวานคุยกับอาเจ็กย่งล้ง ถามว่า ในภาพใช่บ้านของแกหรือเปล่า แกบอกว่าใช่ ..
    ตั้งแต่ผมยังเรียนอยู่โรงเรียนอนุบาล ผมนั่งรถผ่านเป็นประจำ ตอนไฟไหม้ ผมก็อยู่ในเหตุการณ์ ภาพเปลวเพลิง พรวยพุ่งเป็นก้อนกลม ไปบนฟ้า ดูไม่ใกล้ ไม่ไกลจากบ้านผม คนทั้งเมืองโกลาหล อลหม่านเก็บของกันหมด เพราะดูเหมือนว่า ไฟมันจะกลืนกินหมดทั้งเมือง

    วันรุ่งขึ้น เพื่อน ๆ มาโรงเรียน ในสภาพ หนีชุดไหนมาชุดนั้น บางคนต้องไปอยู่วัด บางคนอาศัยบ้านญาติ บางคนย้ายถิ่นที่อยู่ ผมยังจำเพื่อน ๆ เล่าเหตุการณ์ ทั้งน้ำตา
    บางคนสูญสิ้นทุกสิ่ง
    มันน่าเศร้าจริง ๆ
    ขอบพระคุณเฮียปรีชา ที่นำความทรงจำมาบรรทึกไว้ คนรุ่นหลังต้องขอบคุณเฮียอย่างแน่นอนครับ
    แม้แต่ผมไปอยู่บุรีรัมย์ คนบางคน ยังมาอยู่ที่นี่เพราะไฟไหม้ครั้งนั้น !
  2. 2
    21/03/2012 02:06

    เป็นเด็กสุรินทร์ new generation ได้มาอ่านเหตุการณ์ในสมัยก่อน แล้วรู้สึกเปรียบเที่ยบกับปัจจุบันว่าพวกเราเกิดมาในยุคที่ จ.สุรินทร์ มีความเจริญกว่าเมื่อก่อนอย่างมากมาย 
    เหตุการณ์ไฟไหม้ อ่านแล้วก็สลดใจไปกับเหตุการณ์นั้นจริงๆค่ะ แม้ว่าจะไม่ได้เกิดในสมัยนั้นก็ตาม  

  3. 3
    .nikeairmax90vip
    .nikeairmax90vip zmp1748825025@yahoo.cn 19/10/2012 16:37

    This is typical because excellent meet each one sportsman\'s requirements. The unique Nike bedsheets shows you real basic safety for your personal smaller feet considering trainer revenues to successfully their initial problem to increase reading affect to get put into use. In adition because of, Nike tell sneakers are uncovered simply by simply go very good a result of picking a reputable company enter and as well fitness gear, In this one exa
    mple can be ideal for an effort a workout.


    http://www.nikeairmax90vip.co.uk/


  4. 4
    Claire
    Claire elizabethcyril@gmail.com 23/08/2013 19:07

    Glad that i have found you people. the article entitled A day in the wisdom was truly inspiring. the photographs gave us an impact of the nostalgic feelings. seriously we were taken to the old days. i have been following you up since you launched your site. Regards.


    buy hot buns hair accessories

  5. 5
    22/10/2016 16:00

    พี่ครับ  ผมเป็นเด็กรุ่นหลัง  ไม่รู้อิโหน่อิเหน่  เข้ามาอ่านครับ   แต่รูปดูไม่ได้แล้ว ครับ   ไดเโปรดเมตตาเอารูป คือนมาด้วยครับ
    ขอบพระคุณมากครับที่บันทึกเหตุการที่สำคัญนี้เอาไว้ 

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

 
หน้าแรก เว็บบอร์ด
By Visit Surin Thailand “Land of Elephants” .  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view