http://www.visitsurin.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
Home News World Newspaper Visit Surin Article Eastern PhilosopHy Conspiracy 100ปีวิถีชีวิตชาวจีนเมืองซู้ลิ้ง History Webboard
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
 บทความ > เกษตรอินทรีย์แนวทางความอยู่รอดของเกษตรกรไทย

เกษตรอินทรีย์แนวทางความอยู่รอดของเกษตรกรไทย

เกษตรอินทรีย์แนวทางความอยู่รอดของเกษตรกรไทย
 
Visit Surin
Elephant
Sanctuary
Silk
Rice 
Videos 
 
 
    
 
  มี แต่ ไม่เอา  
ปี๒๕๒๒ หลวงปู่ไปพักผ่อน และเยี่ยมพระอาจารย์สมชายที่วัดเขาสุกิมจังหวัดจันทบุรี ขณะเดียวกันก็มีพระเถระอาวุโสท่านหนึ่งจาก กรุงเทพฯ คือ พระธรรมวราลังการ วัดบุปผารามเจ้าคณะทางภาคใต้ไปอยู่ฝึกกัมมัฏฐานเมื่อวัยชราแล้วได้มีการสนทนาธรรม และข้อกัมมัฏฐานกับหลวงปู่เป็นเวลานาน ลงท้ายถามหลวงปู่สั้นๆว่าท่านยังมีโกรธอยู่ไหม?หลวงปู่ตอบพระธรรมวราลังการ ว่า
มี แต่ ไม่เอา
ไหว้พระเพื่อเป็นศิริมงคล ก่อนไปทำงานทุกวัน คำสอนของหลวงปู่ล้วนเป็นปริศนาธรรมท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของท่านได้ด้วย..ปัญญา 
เกษตรอินทรีย์
.
แนวทางความอยู่รอดของเกษตรกรไทย
.

 
เกษตรอินทรีย์
แนวทางความอยู่รอดของเกษตรกรไทย.
 
 
ปรีชา   วรเศรษฐสิน
๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๖
บทความลงเว็บ
www.meechaithailand.com
 
 
 
วิกฤตเศรษฐกิจโลก สองครั้งที่ผ่านไป เริ่มจากวิกฤตเศรษฐกิจในเม็กซิโก โรคต้มยำกุ้งที่ไทย ดูเหมือนว่า ตำราเศรษฐศาสตร์ ในยุคอุตสาหกรรม จะกลายเป็นคัมภีร์โบราณคล่ำครึ แต่ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่เนืองนิด ที่ยังมีนักเศรษฐศาสตร์ ที่ยังคงงมงายนำเอา วงจรธุรกิจ ( Business Cycle ) ในยุคอุตสาหกรรมมาใช้วิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน  
 
ขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบที่สอง ยังไม่ทันจางหาย การปรากฏร่างเงาของวิกฤติเศรษฐกิจโลกรอบสาม กำลังคืบคลานเข้ามา เริ่มที่อาร์เจนติน่า ญี่ปุ่น และศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก สหรัฐอเมริกา และถาโถมแทรกซ้อนเข้ามา ของสถานการณ์ต่างๆ เช่น กระแสต่อต้านการก่อการร้าย โดยสหรัฐอเมริกากล่าวหา ๓ ประเทศ อิรัก อิหร่าน และเกาหลีเหนือวาเป็น ๓ อักษะแห่งความชั่วร้ายที่ (Axis of Evil), สงครามอิรัก, โรคซาร์ส ฯลฯ
 
บรรดาชาติสมาชิก องค์การค้าโลก ( WTO = World Trade Organization) ภายใต้เงื่อนไขของ WTO ที่จะต้องเปิดการค้าเสรี ดูเหมือนว่าแต่ละประเทศสมาชิกกำลังตกอยู่ในวังวนแห่งความสับสนวุ่นวายกันไปหมด ความพยายามของแต่ละประเทศสมาชิก ที่ต้องการจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศตน ด้วยการส่งออกสินค้า แต่ก็ต้องเผชิญกับวิธีการกีดกันทางการค้ามากมาย เช่น การตั้งกำแพงภาษีเหล็กและการอุดหนุนเกษตรกรที่ตั้งงบสูงถึง แปดล้านล้านบาทของสหรัฐอเมริกา, การให้เงินอุดหนุนชาวนาของญี่ปุ่น ที่อ้างถึงความเสียเปรียบของภูมิประเทศ , กฎว่าด้วยความปลอดภัยต่อสุขภาพของอาหาร, สุขภาพอนามัย-สวัสดิการสัตว์ ( Animal Welfair ), การตัดต่อทางพันธุกรรมพืชและสัตว์ (GMO) เป็นต้น ของสหภาพยุโรป ฯลฯ 
 
ภาพของการค้าเสรีภายใต้เงื่อนไข WTO กำลังจะกลายเป็น สองด้านที่ตรงกันข้ามกัน ขณะที่ประเทศสมาชิก ต้องการที่ส่งออกสินค้าของตน ก็พยายามที่จะสร้างเงื่อนไข ขึ้นมาเพื่อกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศมหาอำนาจ ผู้นำทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทหารโลก ที่เป็นแกนนำในการผลักดันระบบการค้าเสรี ( WTO) สำหรับประเทศเล็กๆที่ไม่มีอำนาจต่อรอง   ก็ได้แต่หันรีหันขวางวางตัวไม่ถูก จะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนก็กลัว ประเทศมหาอำนาจลงโทษ จะต่อรองประเทศมหาอำนาจให้ Fair-Trade เสียงก็ไม่มีพลังดังพอที่จะมีผู้สนใจ ความล่มสลายของประเทศจึงเกิดขึ้น อย่างเช่นประเทศอาร์เจนติน่า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นอดีตมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในลาตินอเมริกา
 
ยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ในท่ามกลางสถานการณ์ “ พายุร้ายสัมบูรณ์แบบของเศรษฐกิจโลก “ ( The Perfect Strom ) ประเทศไทยจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ จาก “ เงื่อนไขภายใน “ เป็นหลักซึ่งเป็นเงื่อนไขที่รัฐบาลสามารถควบคุมกำหนดได้ ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถกำหนดควบคุมความเคลื่อนไหว สถานการณ์ทางสากลอันเกิดจาก “ เงื่อนไขภายนอก “ ดังนั้นแนวทางที่จะแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศได้ ด้วยสองยุทธศาสตร์หลักดังนี้
 
, ทำให้ประเทศไทย ปลอดพ้นจากการถูกใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางสงคราม
 
, สร้างความเข้มแข็งทาง เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม จาก เงื่อนไขภายใน “
 
เกษตรอินทรีย์ ในที่นี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงเฉพาะในส่วนของ “เกษตรอินทรีย์ แนวทางความอยู่รอดของเกษตรกรไทย” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ หากฐานรากทางเศรษฐกิจของประเทศ ยังไม่มั่นคง สั่นไหวคลอนแคลน โดยเงื่อนไขภายใน ก็ย่อมที่จะเปราะบางต่อผลกระทบ จากวิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง สังคมโลก โดยเงื่อนไขภายนอก ผู้เขียนได้มีโอกาสได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นาย เกษมศักดิ์ แสนโภชน์ ถึงวิธีคิด-วิธีการทำงานของท่าน
 
ที่จะผลักดันให้โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศ ให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน ตามแนวทางพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” นโยบายของรัฐบาล “เศรษฐกิจรากหญ้า” ด้วยการผลักดันสร้างกระแสให้เกษตรกร ชาวไร่-ชาวนา ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตจากที่ผ่านมา ใช้วิธีการผลิตแบบเทคโนโลยีเกษตรเคมีและทุน ซึ่งต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก ให้หันกลับมาใช้วิธีการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ที่ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ผสมผสานกับเทคโนโลยี ชีวภาพ แบบพึ่งพาตนเอง 
 
อดีต ๓๐ ปีที่ผ่านไป การพัฒนาการเกษตรไทยได้ก้าวสู่เทคโนโลยีเกษตรเคมีและทุน ตามแนวทางของ องค์การอาหารและเกษตร แห่งสหประชาชาติ ที่เรียกว่า “ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ “ ( Modern Agriculture หรือ Chemical Agriculture ) ตามแบบอย่างตะวันตก   โดยมิได้คำนึงถึงข้อเท็จจริง ขณะที่ประเทศตะวันตก นำเอา “ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ “   มาสู่เกษตรกรของเขา รัฐบาลตะวันตกได้ใช้งบประมาณในการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการสนับสนุนด้านเงินทุน การประกันราคาพืชผลทางการเกษตร และประกันความเสียหายต่อผลผลิตอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ ในรูปแบบต่างๆมากมายเพื่อการอยู่รอดของเกษตรกร 
 
ทั้งนี้ การผลิตอาหารสำหรับประเทศ อุตสาหกรรม นับเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจาก บทเรียนเมื่อเกิดภาวะวิกฤตเช่น การเกิดสงคราม อาจเกิดการขาดแคลนอาหารขึ้นได้หากไม่มีเกษตรกรผู้ผลิตอาหาร ดังปรัชญาพิชัยสงครามที่ว่า กองทัพเดินด้วยท้อง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทำไมเกษตรกรของ ญี่ปุ่นและชาติตะวันตกจึงร่ำรวย มีรายได้มากกว่า ๑๐๐,๐๐๐.๐๐ บาทต่อเดือน
 
เกษตรกรชาวนาไทย กับ “ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ “( Modern Agriculture หรือ Chemical Agriculture )     บทเรียนซ้ำซากของการคัดลอกนำเอา วิธีคิด-วิธีการทำงาน แบบตะวันมาใช้กับสังคมวัฒนธรรมไทย โดยไม่มีการประยุกต์ใช้อย่างรอบด้าน ให้เหมาะกับสังคมวัฒนธรรมไทย ผลของการนำเอา “ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ “ มาใช้กับเกษตรกรชาวนาไทย ตลอดระยะเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านไป กลายเป็นสองด้านที่ตรงกันข้ามกับ เกษตรกรตะวันตก ขณะที่เกษตรกรชาติอุตสาหกรรม ได้พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตก้าวหน้า เช่น ผลผลิตข้าวของชาวนาญี่ปุ่น ผลิตข้าวได้ ๑๒๐๐ ก.ก.ต่อไร่ เมื่อหันกลับมาดู ผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกรชาวนาไทย กลับ หล้าหลังถดถอย ปัจจุบันชาวนาในจังหวัดสุรินทร์ ผลผลิตข้าวเฉลี่ย   ๓๒๐ ก.ก.ต่อไร่   ขณะที่ ชาวนาจีนสามารถผลิตข้าวได้ ๙๐๐ ก.ก.ต่อไร่ ชาวนาเวียตนามสามารถผลิตข้าวได้ ๖๙๒ ก.ก.ต่อไร่ ชาวนาพม่าสามารถผลิตข้าวได้ ๔๙๒ ก.ก.ต่อไร่    ชาวนาลาว ผลิตข้าวได้ ๔๖๐ ก.ก.ต่อไร่ ชาวนากัมพูชาผลิตข้าวได้ ๔๒๕ ก.ก.ต่อไร่    ฯลฯ
 
เมื่อเกษตรกรชาวไร่-ชาวนาไทย นำเอา“ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่“( Modern Agriculture หรือ Chemical Agriculture ) มาใช้แทนระบบการผลิตแบบดั้งเดิมที่ “ผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการชุมชน” โดยมีเอกลักษณ์ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นของตนเอง ทำการผลิตหลายๆอย่างในแปลงนาเดียวกัน เช่น ทำนา ทำสวน เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทอผ้าไว้ใช้เอง ฯลฯ ซึ่งเป็นการผลิตแบบ “เกษตรกรรมธรรมชาติ” พึ่งพาตนเอง สร้างสรรค์ความสมดุลทางธรรมชาติ ปุ๋ย ได้จากมูลสัตว์ สัตว์เลี้ยงในครัวเรือน เป็ด ไก่ วัว ควาย ขยายพันธุ์ เพิ่มขึ้นทุกปี สิ่งเหล่านี้ได้นำไปสู่วิถีการดำเนินชีวิตของเกษตรกรชาวไร่-ชาวนาไทย อย่างเรียบง่ายสุขสบาย และความมั่นคงมั่งคั่ง
 
นั่นคือภาพเกษตรกรชาวไร่-ชาวนาไทยในอดีตที่“การผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน” แต่เมื่อ “ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่“ ภายใต้แนวความคิดใหม่ “การผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด “ ได้นำไปสู่พฤติกรรม การทำนาของชาวนาไทย ที่เปลี่ยนแปลง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ ได้สื่อเป็นภาษาง่ายๆ กับเกษตรกรชาวไร่-ชาวนา ว่า “การทำนาแบบเฒ่าแก่” 
 
“การทำนาแบบเฒ่าแก่” เป็นอย่างไร พวกเขาเริ่มต้นวิธีคิด-วิธีการทำงานด้วยการ ซื้อซื้อซื้อ กู้ กู้ กู้ หนี้หนี้หนี้ จ้างจ้างจ้างและเจ๊งเจ๊งเจ๊ง ฯลฯ กระบวนการทำนาได้เกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
 
๑,เริ่มจากการ ไถนา ต้องซื้อ(ค่าใช้จ่าย) รถไถนา น้ำมัน ซ่อมบำรุง (บางคนดูแลรักษาเครื่องยนต์ไม่เป็น ใช้ได้เพียงปีเดียวเครื่องก็พัง สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่คู่ซากควายเหล็ก ก็คือหนี้สินล้นพ้นตัว)
 
๒,เมื่อทำการปักดำกล้า ก็ต้องจ้างจ้างจ้าง ประเพณีลงแขกทำนา จึงกลายเป็นวัฒนธรรมที่สาบสูญไป
 
๓,หลังจากปลูกข้าวแล้ว ต้องการให้ผลผลิตงอกงาม ก็ต้องซื้อปุ๋ยเคมี ( ซึ่งปัจจุบันใช้ไม่ได้ผลมากนัก เพราะสภาพดินเสื่อมคุณภาพ) ว่านว่านว่าน หนี้หนี้หนี้
 
๔,เมื่อพวกเขาพบว่ามีแมลงศัตรูพืชเข้ารบกวนต้นข้าว ก็หาซื้อสารเคมีปราบศัตรูพืช ฉีดฉีดฉีด พ่นพ่นพ่น 
 
๕,ถึงฤดูเก็บเกี่ยว ก็ต้องจ้างจ้างจ้าง คนเกี่ยวข้าว และรถนวดข้าว ฯลฯ
 
นี่คือสภาพการทำนาของชาวนาไทยที่เดินหลงทิศหลงทางไปกับ “ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่“ หรือ “การทำนาแบบเฒ่าแก่” ตลอดระยะเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านไป ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการนำเอาเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้อย่างผิดวิธี แทนที่จะนำเอาเทคโนโลยีชีวภาพมาประยุกต์ใช้ ในรูปแบบของ “เกษตรอินทรีย์” กลับหลงทางสู่ “การทำนาแบบเฒ่าแก่” ดังตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวต่อไปนี้
 
ความล้มเหลวของของเกษตรกรไทยที่นำเอา“ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่“ หรือ “การทำนาแบบเฒ่าแก่” มาใช้ ได้นำไปสู่การขาดทุนล้มละลายของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ     ดังจะเห็นได้จากรายงาน ผลงานวิจัยของนาย เอียด ดีพูน ผู้จัดการมูลนิธิ พิพิธประชานาถ จ.สุรินทร์ ดังนี้
 
ต้นทุนการผลิตข้าว /ไร่ /ปี ของชาวนาในจังหวัดสุรินทร์
ต้นทุนค่าใช้จ่าย
คิดเป็นเงิน/บ.
ค่าพันธุ์ข้าว ๒๕ ก.ก./ไร่
๒๕๐.๕๐
ค่าไถคราด
๑๕๐.๐๐
ค่าหว่านดำ
๔๐๐.๐๐
ค่าดูแลรักษา
๗๘๐.๐๐
ค่าเก็บเกี่ยวข้าว
๓๖๐.๐๐
ค่านวด-ค่าขนส่ง ข้าวเปลือก
๑๘๐.๕๐
ค่าใช้จ่ายอื่นๆเช่นค่าเลี้ยงดู
๑๘๐.๐๐
ต้นทุนปัจจัยการผลิต(นำเข้าจากต่างประเทศ) ได้แก่ ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช ยากำจัดวัชพืช น้ำมันเชื้อเพลิง ต่อไร่ หรือร้อยละ ๔๑.๑๕ ของต้นทุนการผลิต
๑,๖๐๘.๖๔
รวมค่าใช้จ่าย/ไร่
๓,๙๐๙.๖๔
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ผลผลิตข้าว /ไร่ /กำไร-ขาดทุน ของชาวนาในจังหวัดสุรินทร์
 
รายการ
ก.ก. / บาท
ผลผลิตข้าว/ไร่ เฉลี่ย / ก.ก.
๓๒๐.๐๐
ราคาข้าวเปลือกปัจจุบันก.ก.ละ/บาท
๖.๕๐
เกษตรกรจะมีรายได้ บาท / ไร่ (๓๒๐ * ๖.๕๐)
๒,๐๘๐.๐๐
 
 
เกษตรกรจะขาดทุน บาท/ไร่ (๓,๙๐๙.๖๔-๒,๐๘๐)
๑,๘๒๙.๖๔
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
จากรายงานดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเกษตรกรชาวนา ขายผลผลิตขาดทุน/ไร่ เท่ากับ ๑,๘๒๙.๖๔ บาท หากคำนวณทางคณิตศาสตร์ ชาวนาทำนา ๑๐ ไร่ ก็จะขาดทุนมากถึง ๑๘,๒๙๖.๔๐ บาท จึงไม่น่าแปลกใจเลยทำไม เกษตรกรไทยจึงมีหนี้สินล้นพ้นตัว ดังเช่น นาง พาน แก้รัมย์ แม่เฒ่าชราวัย ๖๘ ปี บ้านหนองตะคลอง ตำบล หนองเต็ง อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ เป็นหนี้ ธ.ก.ส. มากถึง ๖๖,๖๖๗.๐๐ บาท นาย ประโมทย์   ไกรทอง บ้าน ไทย ตำบล นอกเมือง อำเภอ เมือง จังหวัด สุรินทร์ เป็นหนี้ ๘๐,๐๐๐.๐๐ บาท หรือตามรายงานของนาย อโศก ประสานสอน ประธานมูลนิธิเกษตรกรไทย ระบุว่าเกษตรกรไทยมีหนี้สินทั้งในและนอกระบบ มากถึง ๕ แสนล้านบาท ฯลฯ
 
การสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศ    อันเนื่องมาจาก“ ระบบเกษตรกรรมเคมี “(Chemical Agriculture ) อันได้แก่
 
, ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ
 
.๑,จากรายงานของ กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ปี พ.ศ.๒๕๔๑ ประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยเคมี เคมีปราบศัตรูพืช กำจัดวัชพืช จากต่างประเทศ มีมูลค่าสูงถึง ๒๓,๒๐๖ ล้านบาท และการนำเข้าปุ๋ยและสารเคมีเพื่อการเกษตรที่ไม่ผ่านกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ อีกประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อรวมแล้ว เราต้องสูญเสียเงินตราของประเทศไปร่วม แสนล้านบาท/ปี
 
.๒,เครื่องยนต์ อะไหล่ น้ำมัน ที่ใช้ในการเกษตรอีกเป็นจำนวนมาก
 
.๓,ควายสัตว์เลี้ยงที่หายไปจากท้องนา จากข้อมูลเฉพาะจังหวัดสุรินทร์ ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ จังหวัดสุรินทร์มี ควายรวมประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ ตัว ปัจจุบัน ควายในจังหวัดสุรินทร์ลดลงมากเหลือจำนวนเพียง ๑๑๖,๒๘๓ ตัว(ที่มา: ส.น.ง.ปศุสัตว์จ.สุรินทร์ ปี ๒๕๔๕) จะเห็นได้ว่าจำนวน ควายจังหวัดสุรินทร์สูญหายไปมากถึงจำนวน ๓๓๓,๗๑๗ ตัว ) ปัจจุบันราคาเฉลี่ย/ตัวประมาณ ๑๐,๐๐๐.๐๐ บาท คิดเป็นมูลค่า ๓,๓๓๗,๑๗๐,๐๐๐.๐๐ บาท นับเป็นมูลค่าที่สูญหายไปจากความมั่งคั่งของเกษตรกรจำนวนมหาศาล ซึ่งยังไม่นับรวมถึงระยะเวลาที่สูญเสียไป กับการขยายพันธุ์ของ ควาย และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ
 
.๔,การขาดทุนล้มละลายของเกษตรกร นั่นหมายถึงกำลังซื้อจำนวนมหาศาลที่หายไป และเป็นกำลังซื้อหลักภายในประเทศ อันนำไปสู่การหยุดนิ่งของเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรม และต่อเนื่องไปถึงภาคการเงิน-การธนาคาร ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้
 
, ความสูญเสียทางด้านวัฒนธรรม
 
.๑,การสาบสูญของวัฒนธรรมกสิกรรมไร่นา ( การขาดทุนล้มละลายคือการพังทะลายของระบบ )
 
.๒,วัฒนธรรมพึ่งพาในสังคมหายไป ( ประเพณีลงแขกทำนา ) ฯลฯ
 
.๓,ปัญหาสุขภาพของประชาชน ที่รับประทานเอาสารเคมีปนเปื้อนในอาหารเข้าไปในร่างกาย ดังเช่น การสุ่มตรวจเลือดเพื่อหาสารพิษในร่างกาย จำนวน ๕,๓๕๐ ราย พบว่า
-กลุ่ม ไม่พบสารเคมีในเลือด                        ๑,๐๔๔ ราย หรือร้อยละ ๑๙.๕๑  
-พบสารเคมีในเลือด แต่อยู่ในขั้นปลอดภัย   ,๙๙๓ ราย หรือร้อยละ ๓๗.๒๐
-พบสารเคมีในเลือดในเกณฑ์เสี่ยง               ๑,๕๙๐ ราย หรือร้อยละ ๒๙.๗๒
-พบสารเคมีในเลือดในเกณฑ์ไม่ปลอดภัย       ๗๒๓ ราย หรือร้อยละ ๑๓.๕๑
 
ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามีผู้ซึ่งมีสารเคมีในเลือดในเกณฑ์เสี่ยง และไม่ปลอดภัยมากถึง ๒,๓๑๓ ราย หรือร้อยละ ๔๓.๒๓
 
เกษตรอินทรีย์ แนวทางอยู่รอดของเกษตรกรไทย   จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าวิสัยทัศน์ ของแนวทางพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” นโยบายของรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร และวิสัยทัศน์ ในการทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจอย่างมิรู้จักความเหน็จเหนื่อยท้อถอย ของผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ ในฐานะของจังหวัดนำร่องเกษตรอินทรีย์ได้สานฝันจุดประกายอย่างเอาจริงเอาจัง กับการปลูกสร้างจิตสำนึกของเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์   ในการนำเอา เทคโนโลยีชีวภาพ มาประยุกต์ใช้กับภูมิปัญญาชาวบ้าน อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง
 
ผลของการปฏิบัติงาน ตลอดระยะเวลาร่วม ๓ ปี ปัจจุบันเสียงตอบรับจากประชาชนในจังหวัดสุรินทร์ ให้ความสนใจต่อ “เกษตรอินทรีย์” อย่างกว้างขวางทั่วทุกปริมณฑลจากรายงานของจังหวัดสุรินทร์ ปัจจุบัน( ๖ เดือนแรก ปี ๒๕๔๕ มกราคม-มิถุนายน ) เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ที่ได้มาจากเศษวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นอันได้แก่ ใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง ฟางแห้ง ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสด วัสดุอื่น ๆ จำนวนที่มากถึง ๒๑,๙๕๓,๘๙๖ ก.ก. คิดเป็นมูลค่า (๒๑,๙๕๓,๘๙๖ *) = ๑๓๑,๗๒๓,๓๗๖.๐๐ บาท   และปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ อีกจำนวน  ๒,๒๑๖,๕๔๙ ลิตร  คิดเป็นมูลค่า ( ๒,๒๑๖,๕๔๙ * ๑๒๐ ) = ๒๖๕,๙๘๕,๘๘๐.๐๐ บาท รวมยอดการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ มีมูลค่า =  ๓๙๗,๗๐๙,๒๕๖.๐๐ บาท
 
หากคำนวณตัวเลขทางคณิตศาสตร์ เมื่อโครงการนำร่องดังกล่าวถูกนำไปขยายผลในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ ๗๖ จังหวัด จะเกิดมูลค่ามหาศาลสูงถึง (๓๙๗,๗๐๙,๒๕๖.๐๐ * ๗๖ ) = ๓๐,๒๒๕,๙๐๓,๔๕๖.๐๐ บาท    และเมื่อคำนวณต่อไปถึง ๑๐ ปี จะมีมูลค่าสูงถึง ๓๐๒,๒๕๙,๐๓๔,๕๖๐.๐๐ บาท และนี่ยังไม่ได้รวมถึง
 
,มูลค่าของจำนวนวัว-ควายที่จะขยายพันธุ์ตามธรรมชาติเพิ่มอีกจำนวนมหาศาล
 
,ปุ๋ยอินทรีย์ที่ถูกนำไปใช้แทนปุ๋ยเคมี พระแม่ธรณีก็จะถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพ   ( เกษตรเคมี ได้ทำลายคุณภาพของดินในแปลงนา พื้นที่เพาะปลูกของประเทศไทย ๑๓๐ ล้านไร่ เป็นดินตาย ๑๐๖ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๘๒ ของพื้นที่เพาะปลูก กล่าวคือ ดินตายนั้นมีค่าความเป็นกรด ที่ค่า PH วัดได้ ๔-๕.๕ ขณะที่การปลูกข้าวให้ผลผลิตได้ดีของดินที่มีค่าเป็นกลาง คือค่า PH ที่ ๖.๘ – ๗.๒ ) มูลค่าของผลผลิตที่จะเพิ่มขึ้นจากความอุดมสมบูรณ์ของดินอีกจำนวนมหาศาล
 
,ข้าวที่ได้จากการผลิตแบบ “เกษตรอินทรีย์ “ ราคาขายก็จะเพิ่มสูงขึ้น ตามความต้องการของตลาด
 
,ปัญหาทางสังคม อันเนื่องมาจากความเดือดร้อนยากจนของเกษตรกร ก็จะหมดไป
 
,กำลังซื้อในตลาดที่จะกลับมาจากการมีรายได้ของเกษตรกร ที่จะไปผลักดันให้ โครงสร้างการผลิตภาคอุตสาหกรรม เครื่องจักรที่หยุดนิ่ง ถูกขับเคลื่อน ผู้ประกอบการก็จะสามารถชำระหนี้แก่ภาคการธนาคารได้  ธนาคารก็พร้อมที่จะปล่อยเงินกู้สู่การลงทุนในด้านต่างๆแก่ผู้ประกอบการ   วงจรเศรษฐกิจภายในประเทศก็จะถูกผลักดันขับเคลื่อนหมุนเวียน กลับคืนสู่ภาวะปกติและความมั่งคั่งในสังคมต่อไป ฯลฯ
 
จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ ที่เริ่มจากวิธีคิด-วิธีการทำงาน ที่มิได้ยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เริ่มจากปี ๒๕๓๕ ที่เริ่มต้นวิธีคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแบบเฟ้อฝัน ที่หวังพึ่ง “การเปิดเสรีทางการเงิน” ซึ่งเป็น “เงื่อนไขภายนอก” ละเลยโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ “เศรษฐกิจรากหญ้า” ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตแบบฟองสบู่ และฟองสบู่แตกในปี ๒๕๔๐ กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจอันเลวร้ายของประเทศจนถึงปัจจุบัน 
 
หลังจากฟองสบู่แตกในปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา   ได้เกิดการถกเถียงกันระหว่างนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายว่า แนวทางการแก้ปัญหาควรจะเริ่มต้นที่ โครงสร้างเศรษฐกิจจากส่วนบน(ระบบสถาบันการเงิน) หรือโครงสร้างเศรษฐกิจ จากฐานล่าง-รากหญ้า และด้วยวิธีคิด-วิธีการทำงานอย่างไร ?   ต่างฝ่ายต่างนำเอาหลักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ ที่ร่ำเรียนกันมาจากยุคอุตสาหกรรม   มาตอบโต้กัน ขณะที่ความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนเพิ่มขึ้นทุกวัน ปัญหาวงจรเศรษฐกิจที่หยุดนิ่ง จริงจริงแล้ว เป็นผลกระทบมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ที่กำลังปรับเปลี่ยน จากยุคอุตสาหกรรม สู่ยุค IT ( Information Technology ) โดย“เงื่อนไขภายนอก “   และเกิดผลกระทบต่อ “ เงื่อนไขภายใน “ 
 
แนวทางในการแก้ปัญหา เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ จึงไม่มีพลังอำนาจพอที่จะเข้าไปจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ ทางสากลซึ่งเป็น เงื่อนไขภายนอก      เพื่อประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตภายในประเทศ จึงมีแต่เพียงการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศโดยเริ่มต้นจาก “เงื่อนไขภายใน “ หากจะนำเอาปรัชญาการ “เริ่มต้น วิธีคิดวิธี-วิธีการทำงานแบบง่ายๆ “(Simply is the Best) ตามแบบของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็น่าจะเป็นจริงได้   โดยวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ปัญหาก็คือ
 
,ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ เพราะเกรงว่าภาคอุตสาหกรรมจะไม่สามารถชำระหนี้ ( NPLs ) 
 
,ภาคอุตสาหกรรมไม่มีปัญญาชำระหนี้ ก็เนื่องมาจากขายสินค้าไม่ได้ เครื่องจักรจึงหยุดนิ่ง เครื่องจักรที่หยุดนิ่งก็เนื่องมาจากกำลังซื้อหายไป  
 
,กำลังซื้อที่หายไป สาเหตุเนื่องมาจากคนตกงาน และการขาดทุนล้มละลายของเกษตรกร ชาวไร่-ชาวนา
 
,การขาดทุนล้มละลายของเกษตรกร ชาวไร่-ชาวนา อันเนื่องมาจาก “ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ “( Modern Agriculture หรือ Chemical Agriculture ) ซึ่งเป็นแนวทาง “การผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด “
 
ปรัชญา“เริ่มต้นวิธีคิด-วิธีการทำงาน“ แบบง่ายๆ   (Simply is the Best ) ตามแบบของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็คือ เมื่อกำลังซื้อหายไป จากการขาดทุนล้มละลายของเกษตรกร ก็ไปแก้ปัญหาที่ระบบการผลิตของเกษตรกร “เกษตรอินทรีย์ แนวทางความอยู่รอดของเกษตรกรไทย” จึงเป็นแนวทางหลักที่จะนำไปสู่ การแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นรัฐบาลควรที่จะเร่ง ระดมพลังจากส่วนงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง   และงบประมาณในการที่จะผลักดันอย่างเอาจริงเอาจังให้ โครงการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดนำร่อง ได้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว เพื่อขยายผลเป็นนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ เป็นแบบอย่างแก่จังหวัดต่างๆได้นำไปปฏิบัติ ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย และเมื่อปัญหาการขาดทุนล้มละลายของเกษตรกรชาวไร่ชาวนาหมดไป
 
โครงสร้างการผลิตภาคเกษตรก็จะเข้มแข็งขึ้น กำลังซื้อก็จะกลับมา ไปผลักดันให้โครงสร้างการผลิตภาคอุตสาหกรรม เกิดการขับเคลื่อนหมุนเวียน นำไปสู่สภาพคล่องในภาคการเงิน-การธนาคาร วิกฤตเศรษฐกิจ อันยาวนานของประเทศ จะค่อยๆฟื้นคืนสู่สภาพปกติไปพร้อมๆกับแนวทางการแก้ไขปัญหาในด้านอื่นๆ เมื่อ “ เงื่อนไขภายใน ” เข้มแข็ง ก็จะทำให้ประเทศไทยเกิดภูมิคุ้มกันปลอดภัย จากผลกระทบอันเนื่องมาจาก มาจากวิกฤตเศรษฐกิจ การเมืองโลก ซึ่งเป็น“ เงื่อนไขภายนอก ” ที่รัฐบาลไม่สามารถกำหนดควบคุม และทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน
 
[ ข้อมูลรายละเอียด โครงการเกษตรอินทรีย์ ติดตามได้ที่ http://www.surin.go.th/ ]
 
 
 
 
 
** รู้กินรู้ปลูก รู้สร้างรู้ทำ..ธรรม
** การเลี้ยงเป็ดไข่ไล่ทุ่ง วัฒนธรรม อาชีพที่สาบสูญ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 

 

เกษตรอินทรีย์
แนวทางความอยู่รอดของเกษตรกรไทย
ท่านใช้งาน แปลทั้งบทความ แปลได้มากกว่า 40ภาษา..

 
เกษตรอินทรีย์
แนวทางความอยู่รอดของเกษตรกรไทย
 
 
ปรีชา   วรเศรษฐสิน
๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๖
บทความลงเว็บ
www.meechaithailand.com
 
 
 
วิกฤตเศรษฐกิจโลก สองครั้งที่ผ่านไป เริ่มจากวิกฤตเศรษฐกิจในเม็กซิโก โรคต้มยำกุ้งที่ไทย ดูเหมือนว่า ตำราเศรษฐศาสตร์ ในยุคอุตสาหกรรม จะกลายเป็นคัมภีร์โบราณคล่ำครึ แต่ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่เนืองนิด ที่ยังมีนักเศรษฐศาสตร์ ที่ยังคงงมงายนำเอา วงจรธุรกิจ ( Business Cycle ) ในยุคอุตสาหกรรมมาใช้วิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน  
 
ขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบที่สอง ยังไม่ทันจางหาย การปรากฏร่างเงาของวิกฤติเศรษฐกิจโลกรอบสาม กำลังคืบคลานเข้ามา เริ่มที่อาร์เจนติน่า ญี่ปุ่น และศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก สหรัฐอเมริกา และถาโถมแทรกซ้อนเข้ามา ของสถานการณ์ต่างๆ เช่น กระแสต่อต้านการก่อการร้าย โดยสหรัฐอเมริกากล่าวหา ๓ ประเทศ อิรัก อิหร่าน และเกาหลีเหนือวาเป็น ๓ อักษะแห่งความชั่วร้ายที่ (Axis of Evil), สงครามอิรัก, โรคซาร์ส ฯลฯ
 
บรรดาชาติสมาชิก องค์การค้าโลก ( WTO = World Trade Organization) ภายใต้เงื่อนไขของ WTO ที่จะต้องเปิดการค้าเสรี ดูเหมือนว่าแต่ละประเทศสมาชิกกำลังตกอยู่ในวังวนแห่งความสับสนวุ่นวายกันไปหมด ความพยายามของแต่ละประเทศสมาชิก ที่ต้องการจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศตน ด้วยการส่งออกสินค้า แต่ก็ต้องเผชิญกับวิธีการกีดกันทางการค้ามากมาย เช่น การตั้งกำแพงภาษีเหล็กและการอุดหนุนเกษตรกรที่ตั้งงบสูงถึง แปดล้านล้านบาทของสหรัฐอเมริกา, การให้เงินอุดหนุนชาวนาของญี่ปุ่น ที่อ้างถึงความเสียเปรียบของภูมิประเทศ , กฎว่าด้วยความปลอดภัยต่อสุขภาพของอาหาร, สุขภาพอนามัย-สวัสดิการสัตว์ ( Animal Welfair ), การตัดต่อทางพันธุกรรมพืชและสัตว์ (GMO) เป็นต้น ของสหภาพยุโรป ฯลฯ 
 
ภาพของการค้าเสรีภายใต้เงื่อนไข WTO กำลังจะกลายเป็น สองด้านที่ตรงกันข้ามกัน ขณะที่ประเทศสมาชิก ต้องการที่ส่งออกสินค้าของตน ก็พยายามที่จะสร้างเงื่อนไข ขึ้นมาเพื่อกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศมหาอำนาจ ผู้นำทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทหารโลก ที่เป็นแกนนำในการผลักดันระบบการค้าเสรี ( WTO) สำหรับประเทศเล็กๆที่ไม่มีอำนาจต่อรอง   ก็ได้แต่หันรีหันขวางวางตัวไม่ถูก จะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนก็กลัว ประเทศมหาอำนาจลงโทษ จะต่อรองประเทศมหาอำนาจให้ Fair-Trade เสียงก็ไม่มีพลังดังพอที่จะมีผู้สนใจ ความล่มสลายของประเทศจึงเกิดขึ้น อย่างเช่นประเทศอาร์เจนติน่า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นอดีตมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในลาตินอเมริกา
 
ยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ในท่ามกลางสถานการณ์ “ พายุร้ายสัมบูรณ์แบบของเศรษฐกิจโลก “ ( The Perfect Strom ) ประเทศไทยจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ จาก “ เงื่อนไขภายใน “ เป็นหลักซึ่งเป็นเงื่อนไขที่รัฐบาลสามารถควบคุมกำหนดได้ ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถกำหนดควบคุมความเคลื่อนไหว สถานการณ์ทางสากลอันเกิดจาก “ เงื่อนไขภายนอก “ ดังนั้นแนวทางที่จะแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศได้ ด้วยสองยุทธศาสตร์หลักดังนี้
 
, ทำให้ประเทศไทย ปลอดพ้นจากการถูกใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางสงคราม
 
, สร้างความเข้มแข็งทาง เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม จาก เงื่อนไขภายใน “
 
เกษตรอินทรีย์ ในที่นี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงเฉพาะในส่วนของ “เกษตรอินทรีย์ แนวทางความอยู่รอดของเกษตรกรไทย” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ หากฐานรากทางเศรษฐกิจของประเทศ ยังไม่มั่นคง สั่นไหวคลอนแคลน โดยเงื่อนไขภายใน ก็ย่อมที่จะเปราะบางต่อผลกระทบ จากวิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง สังคมโลก โดยเงื่อนไขภายนอก ผู้เขียนได้มีโอกาสได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นาย เกษมศักดิ์ แสนโภชน์ ถึงวิธีคิด-วิธีการทำงานของท่าน
 
ที่จะผลักดันให้โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศ ให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน ตามแนวทางพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” นโยบายของรัฐบาล “เศรษฐกิจรากหญ้า” ด้วยการผลักดันสร้างกระแสให้เกษตรกร ชาวไร่-ชาวนา ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตจากที่ผ่านมา ใช้วิธีการผลิตแบบเทคโนโลยีเกษตรเคมีและทุน ซึ่งต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก ให้หันกลับมาใช้วิธีการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ที่ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ผสมผสานกับเทคโนโลยี ชีวภาพ แบบพึ่งพาตนเอง 
 
อดีต ๓๐ ปีที่ผ่านไป การพัฒนาการเกษตรไทยได้ก้าวสู่เทคโนโลยีเกษตรเคมีและทุน ตามแนวทางของ องค์การอาหารและเกษตร แห่งสหประชาชาติ ที่เรียกว่า “ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ “ ( Modern Agriculture หรือ Chemical Agriculture ) ตามแบบอย่างตะวันตก   โดยมิได้คำนึงถึงข้อเท็จจริง ขณะที่ประเทศตะวันตก นำเอา “ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ “   มาสู่เกษตรกรของเขา รัฐบาลตะวันตกได้ใช้งบประมาณในการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการสนับสนุนด้านเงินทุน การประกันราคาพืชผลทางการเกษตร และประกันความเสียหายต่อผลผลิตอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ ในรูปแบบต่างๆมากมายเพื่อการอยู่รอดของเกษตรกร 
 
ทั้งนี้ การผลิตอาหารสำหรับประเทศ อุตสาหกรรม นับเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจาก บทเรียนเมื่อเกิดภาวะวิกฤตเช่น การเกิดสงคราม อาจเกิดการขาดแคลนอาหารขึ้นได้หากไม่มีเกษตรกรผู้ผลิตอาหาร ดังปรัชญาพิชัยสงครามที่ว่า กองทัพเดินด้วยท้อง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทำไมเกษตรกรของ ญี่ปุ่นและชาติตะวันตกจึงร่ำรวย มีรายได้มากกว่า ๑๐๐,๐๐๐.๐๐ บาทต่อเดือน
 
เกษตรกรชาวนาไทย กับ “ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ “( Modern Agriculture หรือ Chemical Agriculture )     บทเรียนซ้ำซากของการคัดลอกนำเอา วิธีคิด-วิธีการทำงาน แบบตะวันมาใช้กับสังคมวัฒนธรรมไทย โดยไม่มีการประยุกต์ใช้อย่างรอบด้าน ให้เหมาะกับสังคมวัฒนธรรมไทย ผลของการนำเอา “ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ “ มาใช้กับเกษตรกรชาวนาไทย ตลอดระยะเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านไป กลายเป็นสองด้านที่ตรงกันข้ามกับ เกษตรกรตะวันตก ขณะที่เกษตรกรชาติอุตสาหกรรม ได้พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตก้าวหน้า เช่น ผลผลิตข้าวของชาวนาญี่ปุ่น ผลิตข้าวได้ ๑๒๐๐ ก.ก.ต่อไร่ เมื่อหันกลับมาดู ผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกรชาวนาไทย กลับ หล้าหลังถดถอย ปัจจุบันชาวนาในจังหวัดสุรินทร์ ผลผลิตข้าวเฉลี่ย   ๓๒๐ ก.ก.ต่อไร่   ขณะที่ ชาวนาจีนสามารถผลิตข้าวได้ ๙๐๐ ก.ก.ต่อไร่ ชาวนาเวียตนามสามารถผลิตข้าวได้ ๖๙๒ ก.ก.ต่อไร่ ชาวนาพม่าสามารถผลิตข้าวได้ ๔๙๒ ก.ก.ต่อไร่    ชาวนาลาว ผลิตข้าวได้ ๔๖๐ ก.ก.ต่อไร่ ชาวนากัมพูชาผลิตข้าวได้ ๔๒๕ ก.ก.ต่อไร่    ฯลฯ
 
เมื่อเกษตรกรชาวไร่-ชาวนาไทย นำเอา“ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่“( Modern Agriculture หรือ Chemical Agriculture ) มาใช้แทนระบบการผลิตแบบดั้งเดิมที่ “ผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการชุมชน” โดยมีเอกลักษณ์ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นของตนเอง ทำการผลิตหลายๆอย่างในแปลงนาเดียวกัน เช่น ทำนา ทำสวน เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทอผ้าไว้ใช้เอง ฯลฯ ซึ่งเป็นการผลิตแบบ “เกษตรกรรมธรรมชาติ” พึ่งพาตนเอง สร้างสรรค์ความสมดุลทางธรรมชาติ ปุ๋ย ได้จากมูลสัตว์ สัตว์เลี้ยงในครัวเรือน เป็ด ไก่ วัว ควาย ขยายพันธุ์ เพิ่มขึ้นทุกปี สิ่งเหล่านี้ได้นำไปสู่วิถีการดำเนินชีวิตของเกษตรกรชาวไร่-ชาวนาไทย อย่างเรียบง่ายสุขสบาย และความมั่นคงมั่งคั่ง
 
นั่นคือภาพเกษตรกรชาวไร่-ชาวนาไทยในอดีตที่“การผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน” แต่เมื่อ “ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่“ ภายใต้แนวความคิดใหม่ “การผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด “ ได้นำไปสู่พฤติกรรม การทำนาของชาวนาไทย ที่เปลี่ยนแปลง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ ได้สื่อเป็นภาษาง่ายๆ กับเกษตรกรชาวไร่-ชาวนา ว่า “การทำนาแบบเฒ่าแก่” 
 
“การทำนาแบบเฒ่าแก่” เป็นอย่างไร พวกเขาเริ่มต้นวิธีคิด-วิธีการทำงานด้วยการ ซื้อซื้อซื้อ กู้ กู้ กู้ หนี้หนี้หนี้ จ้างจ้างจ้างและเจ๊งเจ๊งเจ๊ง ฯลฯ กระบวนการทำนาได้เกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
 
๑,เริ่มจากการ ไถนา ต้องซื้อ(ค่าใช้จ่าย) รถไถนา น้ำมัน ซ่อมบำรุง (บางคนดูแลรักษาเครื่องยนต์ไม่เป็น ใช้ได้เพียงปีเดียวเครื่องก็พัง สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่คู่ซากควายเหล็ก ก็คือหนี้สินล้นพ้นตัว)
 
๒,เมื่อทำการปักดำกล้า ก็ต้องจ้างจ้างจ้าง ประเพณีลงแขกทำนา จึงกลายเป็นวัฒนธรรมที่สาบสูญไป
 
๓,หลังจากปลูกข้าวแล้ว ต้องการให้ผลผลิตงอกงาม ก็ต้องซื้อปุ๋ยเคมี ( ซึ่งปัจจุบันใช้ไม่ได้ผลมากนัก เพราะสภาพดินเสื่อมคุณภาพ) ว่านว่านว่าน หนี้หนี้หนี้
 
๔,เมื่อพวกเขาพบว่ามีแมลงศัตรูพืชเข้ารบกวนต้นข้าว ก็หาซื้อสารเคมีปราบศัตรูพืช ฉีดฉีดฉีด พ่นพ่นพ่น 
 
๕,ถึงฤดูเก็บเกี่ยว ก็ต้องจ้างจ้างจ้าง คนเกี่ยวข้าว และรถนวดข้าว ฯลฯ
 
นี่คือสภาพการทำนาของชาวนาไทยที่เดินหลงทิศหลงทางไปกับ “ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่“ หรือ “การทำนาแบบเฒ่าแก่” ตลอดระยะเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านไป ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการนำเอาเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้อย่างผิดวิธี แทนที่จะนำเอาเทคโนโลยีชีวภาพมาประยุกต์ใช้ ในรูปแบบของ “เกษตรอินทรีย์” กลับหลงทางสู่ “การทำนาแบบเฒ่าแก่” ดังตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวต่อไปนี้
 
ความล้มเหลวของของเกษตรกรไทยที่นำเอา“ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่“ หรือ “การทำนาแบบเฒ่าแก่” มาใช้ ได้นำไปสู่การขาดทุนล้มละลายของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ     ดังจะเห็นได้จากรายงาน ผลงานวิจัยของนาย เอียด ดีพูน ผู้จัดการมูลนิธิ พิพิธประชานาถ จ.สุรินทร์ ดังนี้
 
ต้นทุนการผลิตข้าว /ไร่ /ปี ของชาวนาในจังหวัดสุรินทร์
ต้นทุนค่าใช้จ่าย
คิดเป็นเงิน/บ.
ค่าพันธุ์ข้าว ๒๕ ก.ก./ไร่
๒๕๐.๕๐
ค่าไถคราด
๑๕๐.๐๐
ค่าหว่านดำ
๔๐๐.๐๐
ค่าดูแลรักษา
๗๘๐.๐๐
ค่าเก็บเกี่ยวข้าว
๓๖๐.๐๐
ค่านวด-ค่าขนส่ง ข้าวเปลือก
๑๘๐.๕๐
ค่าใช้จ่ายอื่นๆเช่นค่าเลี้ยงดู
๑๘๐.๐๐
ต้นทุนปัจจัยการผลิต(นำเข้าจากต่างประเทศ) ได้แก่ ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช ยากำจัดวัชพืช น้ำมันเชื้อเพลิง ต่อไร่ หรือร้อยละ ๔๑.๑๕ ของต้นทุนการผลิต
๑,๖๐๘.๖๔
รวมค่าใช้จ่าย/ไร่
๓,๙๐๙.๖๔
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ผลผลิตข้าว /ไร่ /กำไร-ขาดทุน ของชาวนาในจังหวัดสุรินทร์
 
รายการ
ก.ก. / บาท
ผลผลิตข้าว/ไร่ เฉลี่ย / ก.ก.
๓๒๐.๐๐
ราคาข้าวเปลือกปัจจุบันก.ก.ละ/บาท
๖.๕๐
เกษตรกรจะมีรายได้ บาท / ไร่ (๓๒๐ * ๖.๕๐)
๒,๐๘๐.๐๐
 
 
เกษตรกรจะขาดทุน บาท/ไร่ (๓,๙๐๙.๖๔-๒,๐๘๐)
๑,๘๒๙.๖๔
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
จากรายงานดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเกษตรกรชาวนา ขายผลผลิตขาดทุน/ไร่ เท่ากับ ๑,๘๒๙.๖๔ บาท หากคำนวณทางคณิตศาสตร์ ชาวนาทำนา ๑๐ ไร่ ก็จะขาดทุนมากถึง ๑๘,๒๙๖.๔๐ บาท จึงไม่น่าแปลกใจเลยทำไม เกษตรกรไทยจึงมีหนี้สินล้นพ้นตัว ดังเช่น นาง พาน แก้รัมย์ แม่เฒ่าชราวัย ๖๘ ปี บ้านหนองตะคลอง ตำบล หนองเต็ง อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ เป็นหนี้ ธ.ก.ส. มากถึง ๖๖,๖๖๗.๐๐ บาท นาย ประโมทย์   ไกรทอง บ้าน ไทย ตำบล นอกเมือง อำเภอ เมือง จังหวัด สุรินทร์ เป็นหนี้ ๘๐,๐๐๐.๐๐ บาท หรือตามรายงานของนาย อโศก ประสานสอน ประธานมูลนิธิเกษตรกรไทย ระบุว่าเกษตรกรไทยมีหนี้สินทั้งในและนอกระบบ มากถึง ๕ แสนล้านบาท ฯลฯ
 
การสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศ    อันเนื่องมาจาก“ ระบบเกษตรกรรมเคมี “(Chemical Agriculture ) อันได้แก่
 
, ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ
 
.๑,จากรายงานของ กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ปี พ.ศ.๒๕๔๑ ประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยเคมี เคมีปราบศัตรูพืช กำจัดวัชพืช จากต่างประเทศ มีมูลค่าสูงถึง ๒๓,๒๐๖ ล้านบาท และการนำเข้าปุ๋ยและสารเคมีเพื่อการเกษตรที่ไม่ผ่านกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ อีกประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อรวมแล้ว เราต้องสูญเสียเงินตราของประเทศไปร่วม แสนล้านบาท/ปี
 
.๒,เครื่องยนต์ อะไหล่ น้ำมัน ที่ใช้ในการเกษตรอีกเป็นจำนวนมาก
 
.๓,ควายสัตว์เลี้ยงที่หายไปจากท้องนา จากข้อมูลเฉพาะจังหวัดสุรินทร์ ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ จังหวัดสุรินทร์มี ควายรวมประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ ตัว ปัจจุบัน ควายในจังหวัดสุรินทร์ลดลงมากเหลือจำนวนเพียง ๑๑๖,๒๘๓ ตัว(ที่มา: ส.น.ง.ปศุสัตว์จ.สุรินทร์ ปี ๒๕๔๕) จะเห็นได้ว่าจำนวน ควายจังหวัดสุรินทร์สูญหายไปมากถึงจำนวน ๓๓๓,๗๑๗ ตัว ) ปัจจุบันราคาเฉลี่ย/ตัวประมาณ ๑๐,๐๐๐.๐๐ บาท คิดเป็นมูลค่า ๓,๓๓๗,๑๗๐,๐๐๐.๐๐ บาท นับเป็นมูลค่าที่สูญหายไปจากความมั่งคั่งของเกษตรกรจำนวนมหาศาล ซึ่งยังไม่นับรวมถึงระยะเวลาที่สูญเสียไป กับการขยายพันธุ์ของ ควาย และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ
 
.๔,การขาดทุนล้มละลายของเกษตรกร นั่นหมายถึงกำลังซื้อจำนวนมหาศาลที่หายไป และเป็นกำลังซื้อหลักภายในประเทศ อันนำไปสู่การหยุดนิ่งของเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรม และต่อเนื่องไปถึงภาคการเงิน-การธนาคาร ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้
 
, ความสูญเสียทางด้านวัฒนธรรม
 
.๑,การสาบสูญของวัฒนธรรมกสิกรรมไร่นา ( การขาดทุนล้มละลายคือการพังทะลายของระบบ )
 
.๒,วัฒนธรรมพึ่งพาในสังคมหายไป ( ประเพณีลงแขกทำนา ) ฯลฯ
 
.๓,ปัญหาสุขภาพของประชาชน ที่รับประทานเอาสารเคมีปนเปื้อนในอาหารเข้าไปในร่างกาย ดังเช่น การสุ่มตรวจเลือดเพื่อหาสารพิษในร่างกาย จำนวน ๕,๓๕๐ ราย พบว่า
-กลุ่ม ไม่พบสารเคมีในเลือด                        ๑,๐๔๔ ราย หรือร้อยละ ๑๙.๕๑  
-พบสารเคมีในเลือด แต่อยู่ในขั้นปลอดภัย   ,๙๙๓ ราย หรือร้อยละ ๓๗.๒๐
-พบสารเคมีในเลือดในเกณฑ์เสี่ยง               ๑,๕๙๐ ราย หรือร้อยละ ๒๙.๗๒
-พบสารเคมีในเลือดในเกณฑ์ไม่ปลอดภัย       ๗๒๓ ราย หรือร้อยละ ๑๓.๕๑
 
ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามีผู้ซึ่งมีสารเคมีในเลือดในเกณฑ์เสี่ยง และไม่ปลอดภัยมากถึง ๒,๓๑๓ ราย หรือร้อยละ ๔๓.๒๓
 
เกษตรอินทรีย์ แนวทางอยู่รอดของเกษตรกรไทย   จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าวิสัยทัศน์ ของแนวทางพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” นโยบายของรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร และวิสัยทัศน์ ในการทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจอย่างมิรู้จักความเหน็จเหนื่อยท้อถอย ของผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ ในฐานะของจังหวัดนำร่องเกษตรอินทรีย์ได้สานฝันจุดประกายอย่างเอาจริงเอาจัง กับการปลูกสร้างจิตสำนึกของเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์   ในการนำเอา เทคโนโลยีชีวภาพ มาประยุกต์ใช้กับภูมิปัญญาชาวบ้าน อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง
 
ผลของการปฏิบัติงาน ตลอดระยะเวลาร่วม ๓ ปี ปัจจุบันเสียงตอบรับจากประชาชนในจังหวัดสุรินทร์ ให้ความสนใจต่อ “เกษตรอินทรีย์” อย่างกว้างขวางทั่วทุกปริมณฑลจากรายงานของจังหวัดสุรินทร์ ปัจจุบัน( ๖ เดือนแรก ปี ๒๕๔๕ มกราคม-มิถุนายน ) เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ที่ได้มาจากเศษวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นอันได้แก่ ใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง ฟางแห้ง ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสด วัสดุอื่น ๆ จำนวนที่มากถึง ๒๑,๙๕๓,๘๙๖ ก.ก. คิดเป็นมูลค่า (๒๑,๙๕๓,๘๙๖ *) = ๑๓๑,๗๒๓,๓๗๖.๐๐ บาท   และปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ อีกจำนวน  ๒,๒๑๖,๕๔๙ ลิตร  คิดเป็นมูลค่า ( ๒,๒๑๖,๕๔๙ * ๑๒๐ ) = ๒๖๕,๙๘๕,๘๘๐.๐๐ บาท รวมยอดการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ มีมูลค่า =  ๓๙๗,๗๐๙,๒๕๖.๐๐ บาท
 
หากคำนวณตัวเลขทางคณิตศาสตร์ เมื่อโครงการนำร่องดังกล่าวถูกนำไปขยายผลในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ ๗๖ จังหวัด จะเกิดมูลค่ามหาศาลสูงถึง (๓๙๗,๗๐๙,๒๕๖.๐๐ * ๗๖ ) = ๓๐,๒๒๕,๙๐๓,๔๕๖.๐๐ บาท    และเมื่อคำนวณต่อไปถึง ๑๐ ปี จะมีมูลค่าสูงถึง ๓๐๒,๒๕๙,๐๓๔,๕๖๐.๐๐ บาท และนี่ยังไม่ได้รวมถึง
 
,มูลค่าของจำนวนวัว-ควายที่จะขยายพันธุ์ตามธรรมชาติเพิ่มอีกจำนวนมหาศาล
 
,ปุ๋ยอินทรีย์ที่ถูกนำไปใช้แทนปุ๋ยเคมี พระแม่ธรณีก็จะถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพ   ( เกษตรเคมี ได้ทำลายคุณภาพของดินในแปลงนา พื้นที่เพาะปลูกของประเทศไทย ๑๓๐ ล้านไร่ เป็นดินตาย ๑๐๖ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๘๒ ของพื้นที่เพาะปลูก กล่าวคือ ดินตายนั้นมีค่าความเป็นกรด ที่ค่า PH วัดได้ ๔-๕.๕ ขณะที่การปลูกข้าวให้ผลผลิตได้ดีของดินที่มีค่าเป็นกลาง คือค่า PH ที่ ๖.๘ – ๗.๒ ) มูลค่าของผลผลิตที่จะเพิ่มขึ้นจากความอุดมสมบูรณ์ของดินอีกจำนวนมหาศาล
 
,ข้าวที่ได้จากการผลิตแบบ “เกษตรอินทรีย์ “ ราคาขายก็จะเพิ่มสูงขึ้น ตามความต้องการของตลาด
 
,ปัญหาทางสังคม อันเนื่องมาจากความเดือดร้อนยากจนของเกษตรกร ก็จะหมดไป
 
,กำลังซื้อในตลาดที่จะกลับมาจากการมีรายได้ของเกษตรกร ที่จะไปผลักดันให้ โครงสร้างการผลิตภาคอุตสาหกรรม เครื่องจักรที่หยุดนิ่ง ถูกขับเคลื่อน ผู้ประกอบการก็จะสามารถชำระหนี้แก่ภาคการธนาคารได้  ธนาคารก็พร้อมที่จะปล่อยเงินกู้สู่การลงทุนในด้านต่างๆแก่ผู้ประกอบการ   วงจรเศรษฐกิจภายในประเทศก็จะถูกผลักดันขับเคลื่อนหมุนเวียน กลับคืนสู่ภาวะปกติและความมั่งคั่งในสังคมต่อไป ฯลฯ
 
จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ ที่เริ่มจากวิธีคิด-วิธีการทำงาน ที่มิได้ยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เริ่มจากปี ๒๕๓๕ ที่เริ่มต้นวิธีคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแบบเฟ้อฝัน ที่หวังพึ่ง “การเปิดเสรีทางการเงิน” ซึ่งเป็น “เงื่อนไขภายนอก” ละเลยโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ “เศรษฐกิจรากหญ้า” ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตแบบฟองสบู่ และฟองสบู่แตกในปี ๒๕๔๐ กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจอันเลวร้ายของประเทศจนถึงปัจจุบัน 
 
หลังจากฟองสบู่แตกในปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา   ได้เกิดการถกเถียงกันระหว่างนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายว่า แนวทางการแก้ปัญหาควรจะเริ่มต้นที่ โครงสร้างเศรษฐกิจจากส่วนบน(ระบบสถาบันการเงิน) หรือโครงสร้างเศรษฐกิจ จากฐานล่าง-รากหญ้า และด้วยวิธีคิด-วิธีการทำงานอย่างไร ?   ต่างฝ่ายต่างนำเอาหลักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ ที่ร่ำเรียนกันมาจากยุคอุตสาหกรรม   มาตอบโต้กัน ขณะที่ความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนเพิ่มขึ้นทุกวัน ปัญหาวงจรเศรษฐกิจที่หยุดนิ่ง จริงจริงแล้ว เป็นผลกระทบมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ที่กำลังปรับเปลี่ยน จากยุคอุตสาหกรรม สู่ยุค IT ( Information Technology ) โดย“เงื่อนไขภายนอก “   และเกิดผลกระทบต่อ “ เงื่อนไขภายใน “ 
 
แนวทางในการแก้ปัญหา เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ จึงไม่มีพลังอำนาจพอที่จะเข้าไปจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ ทางสากลซึ่งเป็น เงื่อนไขภายนอก      เพื่อประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตภายในประเทศ จึงมีแต่เพียงการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศโดยเริ่มต้นจาก “เงื่อนไขภายใน “ หากจะนำเอาปรัชญาการ “เริ่มต้น วิธีคิดวิธี-วิธีการทำงานแบบง่ายๆ “(Simply is the Best) ตามแบบของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็น่าจะเป็นจริงได้   โดยวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ปัญหาก็คือ
 
,ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ เพราะเกรงว่าภาคอุตสาหกรรมจะไม่สามารถชำระหนี้ ( NPLs ) 
 
,ภาคอุตสาหกรรมไม่มีปัญญาชำระหนี้ ก็เนื่องมาจากขายสินค้าไม่ได้ เครื่องจักรจึงหยุดนิ่ง เครื่องจักรที่หยุดนิ่งก็เนื่องมาจากกำลังซื้อหายไป  
 
,กำลังซื้อที่หายไป สาเหตุเนื่องมาจากคนตกงาน และการขาดทุนล้มละลายของเกษตรกร ชาวไร่-ชาวนา
 
,การขาดทุนล้มละลายของเกษตรกร ชาวไร่-ชาวนา อันเนื่องมาจาก “ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ “( Modern Agriculture หรือ Chemical Agriculture ) ซึ่งเป็นแนวทาง “การผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด “
 
ปรัชญา“เริ่มต้นวิธีคิด-วิธีการทำงาน“ แบบง่ายๆ   (Simply is the Best ) ตามแบบของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็คือ เมื่อกำลังซื้อหายไป จากการขาดทุนล้มละลายของเกษตรกร ก็ไปแก้ปัญหาที่ระบบการผลิตของเกษตรกร “เกษตรอินทรีย์ แนวทางความอยู่รอดของเกษตรกรไทย” จึงเป็นแนวทางหลักที่จะนำไปสู่ การแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นรัฐบาลควรที่จะเร่ง ระดมพลังจากส่วนงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง   และงบประมาณในการที่จะผลักดันอย่างเอาจริงเอาจังให้ โครงการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดนำร่อง ได้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว เพื่อขยายผลเป็นนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ เป็นแบบอย่างแก่จังหวัดต่างๆได้นำไปปฏิบัติ ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย และเมื่อปัญหาการขาดทุนล้มละลายของเกษตรกรชาวไร่ชาวนาหมดไป
 
โครงสร้างการผลิตภาคเกษตรก็จะเข้มแข็งขึ้น กำลังซื้อก็จะกลับมา ไปผลักดันให้โครงสร้างการผลิตภาคอุตสาหกรรม เกิดการขับเคลื่อนหมุนเวียน นำไปสู่สภาพคล่องในภาคการเงิน-การธนาคาร วิกฤตเศรษฐกิจ อันยาวนานของประเทศ จะค่อยๆฟื้นคืนสู่สภาพปกติไปพร้อมๆกับแนวทางการแก้ไขปัญหาในด้านอื่นๆ เมื่อ “ เงื่อนไขภายใน ” เข้มแข็ง ก็จะทำให้ประเทศไทยเกิดภูมิคุ้มกันปลอดภัย จากผลกระทบอันเนื่องมาจาก มาจากวิกฤตเศรษฐกิจ การเมืองโลก ซึ่งเป็น“ เงื่อนไขภายนอก ” ที่รัฐบาลไม่สามารถกำหนดควบคุม และทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน
 
[ ข้อมูลรายละเอียด โครงการเกษตรอินทรีย์ ติดตามได้ที่ http://www.surin.go.th/ ]
 
 
 
 
 
** รู้กินรู้ปลูก รู้สร้างรู้ทำ..ธรรม
** การเลี้ยงเป็ดไข่ไล่ทุ่ง วัฒนธรรม อาชีพที่สาบสูญ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ความคิดเห็น

  1. 1
    Coach Factory
    Coach Factory factoryoutlet@hotmail.com 24/09/2012 13:20

    With the great diversity of styles, patterns and sizes available nowadays, finding the right pieces to highlight your personality is quite important. Coach Outlet offers exactly what you want.Cheap Coach Purses are of high quality and aesthetic design. Yes, brand Coach Outlet Online name handbags are extremely attractive;However,the highest care is taken that every Coach Outlet Store Carriage Bags is both aesthetically beautiful and functional.
    Several days ago, my friends recommended Coach Factory online to me, which provides women with cheaper Coach goods, better service and faster delivery.Coach Factory Outlet offers you the modern and very comfortable coach bags. Since many women often do not know things and are daily buses to challenge their handbags handbag, also comprehensive.Many people like to go to Coach Factory Online, Some people like to designers and shiny metal or leather coach shoulder bags. However, the majority of women choose to safe the neuter color coach shoulder bags.

  2. 2
    Coach Factory
    Coach Factory Coach@hotmail.com 25/09/2012 10:48

    Coach Factory is the premier source to review all new Coach and other stylish brands of Handbags, Purses, and accessories to capture fabulous styles at even more fabulous prices.Coach handbags and purses at the Coach Factory Outlet with new designs make them have the most outstanding and eye-catching advantage among other brands goods.Coach Factory Online provide These purses, handbags and wallets can be carried with formal wear as well as with evening wear, matching with the outfit.
    The online world may be the handiest source of information for finding cheapCoach Outlet Online Purses Outlet bags.

  3. 3
    qweqwe asdas
    qweqwe asdas grq_e@yahoo.com 28/09/2012 13:19


    <a href="http://www.cheapnfjacketstore.com">cheap north face jackets for men</a> Essien get Mike Mussina reuse, continuous play Manchester City and Rayo Vallecano, Modric rotation Ozil as attacking midfielder, Benzema replaces Iguassu out Renzhong Feng, Cohen Bertrand still suspended, while the previous internal suspendedRamos, who replaced a return to the starting Guevara, Kaka replacing Kalie Hong, is still sitting wear bench.


  4. 4
    belstaff buy
    belstaff buy 1858261898@qq.com 16/10/2012 16:48

    Great information! I’ve been looking for something like this for a while now. Thanks!


    Read more good news,


    When drop is coming, that means the weather conditions is cooler and cooler. In autumn, which kind of clothes do you like best? The stars normally lead the fashional pattern. We only must


    evaluate them, then we will see the garments is going to be modern with this season. In recent times, the hard and personal belstaff sale jacket to generally be fashional. Designers occur to coincide to change the variations and colours of Belstaff jackets. Therefore, the various sorts ofbelstaff buy leather-based jackets appeal to interest like a climbing wind and scudding clouds.


    Once we speak about wintertime, we think about down belstaff brooklands blouson country green . And whenever we chat about fall, we predict about belstaff boots rivermaster women 55 black way too. In reality, with the wise design and exclusive combined collocation by designers,belstaff boots junglemaster women is often worn in 4 seasons. Through the models in T phase to the fashional person in avenue, there isn't any it's possible to not be wild about it. From the early spring of 2011, once we just take from the significant coat of winter season, and placed on thebelstaff boots burnt natural leather to meet the vigorous year.
    http://www.belstaffjacketsukbuy.org/

  5. 5
    the north face outlet
    the north face outlet xlmabc@gmail.com 25/10/2012 09:55

    If In going to be the event thatWhenIn the north face outlet case If perhaps In going to be the eventWheneverIn cases whereAny timeIn going to be the instance thatJust in your caseIn a multi function case whereAs very far asIf all your family members find your family happen promoting hunting and for the foremost suitable birthday north face outlet present hunt absolutely don't you think more than any of those acrylic photo frames www.tiffanyandcooutletf.com. Whatever north face outlet store era about room photo frames most of the time are no less than one critical choice and not only can they strengthen going to be the visual appeal having to do with any household. 

  6. 6
    Tiffany And Co
    Tiffany And Co a917947428@gmail.com 29/10/2012 16:31

    Tiffany crystal jewelry is available with lots of options. You can have your set made all in one color crystal, or with alternating colors at the Tiffany And Co.The Tiffany And Co Outlet Earrings differs in color, shape and texture so to distinguish and suit individual personalities. Dress it up or dress it down, no matter what your preference, go ahead and accentuate your beauty with crystal earrings quickly... Creating an out-of-this-world atmosphere was actually the main goal of LV pieces Louis Vuitton Sale.Incorporating this unique bag Louis Vuitton Sale design into a casual chic ensemble was not that simple.On the date when the Louis Vuitton UK on sale, all people will pour into the stores. At this time, it on the booths will be wiped out, and only one or two days the seller will declare that there is no stock anymore.

  7. 7
    Christian Louboutin UK
    Christian Louboutin UK wu86356@gmail.com 30/10/2012 12:58









    Along with money saving, you can save your times with shopping cheap Canada Goose Outlet online.Moncler Outlet outlet brands, such as down jackets, except for some special offers, this year's new down jacket prices and more in the thousand or so, compared with previous years up 100-300 dollars.Christian Louboutin UK have impressed an influential mark on the world of design and have established him as most important shoemakers.

  8. 8
    minella
    minella mins3158@gmail.com 30/10/2012 13:05







    You can thus buy designer clothes at affordable prices with the latest and unique patterns, latest and unique designs, unique color combinations, Moncler outlet arevery good quality cloth and also the fashion which sets you as a fashion icon amongst all others around you.It represented milestone moments for the Louboutin UK and embody the DNA of our house style.Hold on to your statement accessories and add a modern twist to your casual chic wardrobe with brand new style acquisitions. Hearing the name of Canada Goose UK will definitely make fashionistas sigh.This list is extremely long from where your can select different online bachelor college diplomas in Christian Louboutin Official Website studies in accordance with your choice.395317186

  9. 9
    Coach Outlet
    Coach Outlet liming52000@hotmail.com 05/11/2012 16:55










    Attention!

    Coach Outlet


    is offering new products at favorable prices for August. Brighter colors, finer looks and newer designs, all bring you a whole new summer.

    Coach Factory


    Outlet offers you the modern and very comfortable coach bags. Since many women often do not know things and are daily buses to challenge their handbags handbag, also comprehensive.American

    Coach Outlet Store


    Online handbags fall in to the group of very affordable luxury. The purses or any other coach products is recognized being a brand name that may be priced superior adequate to be appreciated through the high-class, but concurrently low sufficient for that middle-class to purchase and experience worthy of.Coach bags enjoy high popularity throughout the world. I would like to share the

    Coach Factory Outlet Online


    with you. What are you waiting for? Just come to visit.

    Coach Outlet Online


    The staff was adamant about the policy even though they acknowledged there was nothing stopping us from coming in the next day and purchasing from another shop girl.With the great diversity of styles, patterns and sizes available nowadays, finding the right pieces to highlight your personality is quite important.

    Coach Outlet


    offers exactly what you want.


  10. 10
    zhuzhu
    zhuzhu lindaxp@sina.cn 12/11/2012 22:53

    North Encounter coats for women are available in stylish, elegant hues that make them look beautiful as well as striking and concurrently, hide any
    negative curves. And whom said that colours were restricted to women?  north face coupon code  can also be found in different types and colours.
    Shades like jet dark, steel grey, olive green and maple brown etc can be purchased. These coats possess specially designed reduces that make your wearer
    look sports and tall. north face coupon Coats are for sale for kids as well - funky blues, freakish greens, austere greys and rodeo greens with capes for
    boys; and starry black, soft products, shocking pinks and also velvety blues for girls. The designs are usually sensible and elegant, and while they
    do incorporate some unconventional colours pertaining to snow jackets, they're extremely beautiful, and earn the wearer look very stylist along
    with-vogue.

 1  2  3 [Next]

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

 
หน้าแรก เว็บบอร์ด
By Visit Surin Thailand &#8220;Land of Elephants&#8221; .  
Copyright 2005-2014 All rights reserved.
view