http://www.visitsurin.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
Home News World Newspaper Visit Surin Article Eastern PhilosopHy Conspiracy 100ปีวิถีชีวิตชาวจีนเมืองซู้ลิ้ง History Webboard
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   
 

ตอน..ชายหนุ่มผู้แสวงหาอาณาจักรสัตว์ป่าพนมดองเร็กที่สาบสูญ

ตอน..ชายหนุ่มผู้แสวงหาอาณาจักรสัตว์ป่าพนมดองเร็กที่สาบสูญ

 
วิถีชีวิตชุมชนชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง
อพยพย้ายถิ่นชายหนุ่มผู้แสวงหา
อาณาจักรสัตว์ป่า
พนมดองเร็ก ๕๐ ปี ก่อนสาบสูญ
ท่านใช้งาน แปลทั้งบทความ แปลได้มากกว่า 40ภาษา..

 
(วิถีชีวิตชุมชนชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง)
ตอน
.
อพยพย้ายถิ่นชายหนุ่มผู้แสวงหา
อาณาจักรสัตว์ป่า
พนมดองเร็ก๕๐ ปี ก่อนสาบสูญ
 
ปรีชา วรเศรษฐสิน
๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๔
 
       
               คุณตา เทชายสำอางค์   ปัจจุบันอาศัยอยู่แถบฟากทางรถไฟ บ้านเลขที่ ๑-๓/๓ ถนนปัทมานนท์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ประกอบอาชีพร้านค้าปลีก   ผู้เขียนหลังจากที่ได้ทราบว่าคุณตาเท เป็นผู้หนึ่งที่ผ่านประสบการณ์ เป็นโชเฟอร์ขับรถยนต์มาอย่างโชกโชน
             .  
            ตั้งแต่ยุคแรกๆของจังหวัดสุรินทร์ สมัยรถยนต์ที่ใช้มือหมุนสตาร์ท มาจนถึงยุคปัจจุบัน ท่านเพิ่งปลดเกษียณ ตัวเองจากอาชีพขับรถยนต์ และช่างเครื่อง เมื่อพ.ศ.๒๕๓๕ นี่เอง   ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการสนทนากับท่านอยู่ระหว่างเวลา ๐๑-๐๓.๐๐ น. ผู้เขียนไปพบกับท่านในช่วงเวลาดังกล่าวร่วม ๑๐ ครั้ง ท่านค่อยๆนึกค่อยๆบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ของท่าน
 
               อากาศหนาวเย็นยามค่ำคืนของเดือนธันวาคม ๒๕๔๔ เวลาประมาณตี ๑ ผู้เขียนเตรียมชุดกันหนาว กระดาษดินสอพร้อมสุนัขเลี้ยง ๒ ตัว เจ้าโก๋กับเจ้าแว่น พอจูงเจ้าโก๋ แว่น ออกพ้นประตูบ้าน
.
               สายลมหนาวที่ครอบคลุมอยู่ทั่วไปก็ปะทะเข้ากับใบหน้ามือเท้า บอกให้รู้สึกถึงธรรมชาติยามเหมันต์ฤดู
              จะมีผู้คนอีกสักเท่าใดหนอ ที่ต้องทนทุกข์ทรมารไปกับความหนาวเย็น 
            จะมีใครบ้างไหมที่เห็นคุณค่าของเศษไม้ใบหญ้า เสียสละปลิวละล่องกิ่งใบแล้วใบเล่า เข้าไปในกองไฟน้อยๆ เพื่อสร้างไออุ่นแผ่กระจายอย่างเมตตา บรรเทาความหนาวเย็นจากธรรมชาติ ที่คุกคามผู้ยากไร้ ในแผ่น จนกว่าฤดูหนาวอันยาวนานจะผ่านพ้นไป
 
               ระหว่างที่ผู้เขียนจินตนาการกับสัมผัสของความหนาวเย็น ก็เดินมาถึงหน้าร้านของคุณตาเทแล้ว สินค้า ขนม เครื่องดื่ม ผลไม้สด ฯลฯ ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบอัดแน่นเต็มหน้าร้านไปหมด คุณตาเท สามใส่เสื้อกันหนาวหนาเตอะ พร้อมผ้าห่มผืนเล็กพันกาย นั่งงีบหลับอยู่บนเก้าอี้ พาดขาไปบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง
.
              ผู้เขียนเดินเข้าไปใกล้ๆตัวท่าน “ลุงๆ ซื้อของด้วย”ท่านตื่นขึ้นมาทันที “เอ้าไปใหนมา” ท่านกล่าวทักอย่างสนิทสนม เนื่องจากผู้เขียนรู้จักมักคุ้นกับท่านเป็นอย่างดี หลังจากทักทายปราศัยกันสักพัก ผู้เขียน ได้บอกวัตถุประสงค์ที่มาพบท่าน จากนั้นเรื่องราวเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตของท่านก็ค่อยๆไหลออกมาจากความทรงจำอย่างมีความสุข ด้วยบรรยากาศที่สนุกสนานท่ามกลางความเย็นของลมหนาว
 
               ท่านเล่าว่าท่านเป็นชาว จังหวัดปทุมธานี เกิดเมื่อ พ.ศ.2475 ระหว่าง พ.ศ.2485 เกิดน้ำท่วมใหญ่ คุณพ่อของท่านได้เดินทางไปเยี่ยมพี่สาว ที่อพยพมาทำมาหากินอยู่ที่ จังหวัดอุบลราชธานี โดยขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟเชียงราก ท่านจำได้ว่า ต้องตีตั๋วรถไฟ จากเชียงรากถึงอุบลฯ ค่าตั๋วรถไฟตลอดเส้นทาง 9 บาท ออกจากสถานีเชียงรากเวลาประมาณ ๓ โมงเช้า มาถึงโคราชประมาณ 3- 4 ทุ่ม พักแรมที่โคราช ๑ คืนเสียค่าเช่าโรงแรมคืนละ 2 บาท รุ่งเช้าต่อรถไฟถึง สถานีรถไฟอุบลฯ (อำเภอวารินชำราบ)
 
               เรือแจวรับจ้างหลังจากคุณพ่อของท่าน มาเยี่ยมพี่สาวซึ่งขายไก่ย่าง ข้าวเหนียว ส้มตำ ที่จังหวัดอุบล คุณพ่อของท่านเห็น การแจวเรือรับจ้างทำรายได้ดี จึงตัดสินใจซื้อเรือเพื่อรับจ้างนำผู้โดยสารข้ามฟาก แม่น้ำมูล จากฝั่งวารินฯ อุบลฯ โดยมีผู้โดยสารทั่วไป และเดินทางมาจากขบวนรถไฟ ที่จะข้ามไป-มาจากฝั่งอุบล-วารินฯ โดยมีแม่น้ำมูลขวางกั้นอยู่
.
               คนตาเล่าว่า เรือของท่านเป็นเรือแจวรับ-ส่งผู้โดยสารได้ครั้งละประมาณ ๑๐ คน จะจอดรอรับผู้โดยสารที่ท่าหาดสัญญาฝั่งวารินฯ ซึ่งห่างจากสถานีรถไฟอุบล ประมาณ ๒ กิโลเมตร ข้ามฟากไปฝั่งอุบลซึ่งจะมีอยู่ ๓ ท่า ได้แก่ท่า อุปราช ท่าจวน (อยู่หน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัด) และท่าตลาด(ท่าแพขนานยนต์บรรทุกรถยนต์ได้ครั้งละ ๒ คัน) ค่าโดยสารข้ามฟากปกติคนละ ๑ บาท แต่ในช่วงฤดูฝนที่น้ำในแม่น้ำมูลเชี่ยวกราก ค่าโดยสารจะแพงมาก คนละ ๕ บาท เนื่องจากการแจวเรือทวนกระแสน้ำจะยากลำบากมาก พ่อของท่านสามารถทำรายได้ร่วมร้อยบาทต่อวัน
 
                ทหารญี่ปุ่นเชลยศึกฝรั่งระหว่างที่ท่านอยู่ที่จังหวัดอุบลท่านได้พบเห็นทหารญี่ปุ่น ควบคุมพวกเชลยศึกฝรั่ง กักขังอยู่ที่สนามม้า ทุ่งศรีเมือง พวกฝรั่ง(ท่านไม่ทราบว่าเป็นชนชาติใด) ที่ถูกจับควบคุมตัว ไม่มีเสื้อผ้ากางเกงใส่ จะใช้ผ้าขาวพันเอวปกปิดเฉพาะอวัยวะสำคัญ แล้วใช้เชือกผูกผ้าที่เอวไว้ ร่างกายสูงใหญ่เหมือนยักษ์หน้าตาเนื้อหนังแดงเถือกไปทั้งตัว 
.
                พวกญี่ปุ่นจะต้อนเอาเชลยศึกฝรั่ง ไปเป็นกรรมกรขนถ่ายแบกหาม ข้าวของสัมภาระ อาวุธยุทโธปกรณ์ ต่างๆ ตามต้องการ อาหารที่พวกญี่ปุ่นทำให้เชลยศึกกิน จะเป็นข้าวต้ม กินกับปลารากก้วยแห้ง ท่านบอกว่าใครมีมะพร้าว กล้วย เอาไปขายพวกญี่ปุ่นจะได้ราคาดีมาก พวกญี่ปุ่นจะไม่ต่อราคา เพราะพิมพ์แบงค์เอาเองตามใจชอบ แบงก์ ๑๐ บาท ใบใหญ่เท่าฝ่ามือ
 
                ท่านเล่าให้ฟังต่อว่า อยู่ที่จังหวัดอุบลได้ ๓-๔ ปี ญี่ปุ่นก็แพ้สงคราม แรกๆพวกทหารญี่ปุ่นยังไม่รู้ว่า องค์จักรพรรดิได้ประกาศยอมแพ้สงครามแล้ว ต่อมาหลังจากทราบข่าวการแพ้สงคราม พวกทหารญี่ปุ่นต่างขนเอายุทธปัจจัยไปทิ้งลงในแม่น้ำมูล เช่น ลูกระเบิด ปืน กระสุนปืน สายโทรเลข ฯลฯ
.
             ขณะที่พวกเชลยศึกฝรั่ง หลังจากเป็นฝ่ายชนะสงครามทุกคนต่างเป็นอิสรภาพ แต่งชุดทหารใหม่เต็มยศ ส่วนพวกคนไทยต่างก็ออกค้นหาสมบัติสิ่งของ ที่พวกทหารญี่ปุ่นทิ้งลงในแม่น้ำมูล
.
                  ด้วยการใช้เรือแจวไปตามลำน้ำมูลแล้วใช้เชือกผูกตะขอเหล็ก ๒ แฉกบ้าง ๓ แฉกบ้าง โยนจมลงในลำน้ำมูลลากไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเกาะติดสิ่งของ จากนั้นก็จะดำน้ำลงไปงมหาสิ่งของส่วนใหญ่จะเป็นสายโทรเลข
.
                   เมื่อพบว่าเป็นสิ่งของที่ต้องการ ก็จะเอาเชือกผูกขึ้นมาบนลำเรือ จากนั้นก็จะใช้เรืออีกลำมาขนาบข้างกัน นำเพลามาพาดระหว่างเรือ ๒ ลำ จากนั้นก็จะเอาเชือกที่ผูกมัดสิ่งของอยู่ใต้น้ำขึ้นมาพันไว้ที่เพลา และหมุนเพลาดึงเอาสิ่งของขึ้นมาเอาไปขายให้พ่อค้าเพื่อไปทำตะปู สร้างรายได้เป็นอย่างดี ฯลฯ
 
              รถยนต์เตาถ่านไม้(ไม่ใช้เครื่องจักรไอน้ำ) คุณตาเทท่านยังเล่าต่อว่าท่านเคยเห็นรถยนต์เตาถ่านไม้ จำได้ว่าเป็นรถของนายเริ่ม ประดิษฐ์ ใช้รับ-ส่งผู้โดยสาร และขนถ่ายสินค้า ลักษณะรถจะเป็นรถยนต์ขนาดเล็กกว่ารถ ๑๐ ล้อในปัจจุบันเล็กน้อย กะบะข้างเป็นคอกหมู
.
          ด้านท้ายรถจะมีถังเตาถ่านเป็นเหล็กทรงกระบอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๘๐ ซ.ม. สูงประมาณ ๑.๖๐ ซ.ม. ด้านล่างข้างถัง จะมีใบพัดลมหมุนด้วยมือ ก่อนสตาร์ทรถ จะต้องเติมถ่านไม้ให้เต็มถัง(ท่านไม่ทราบว่ามีการใส่วัตถุชนิดอื่นนอกจากถ่านหรือไม่) 
.
                 จุดไฟและหมุนพัดลมกระทั่งไฟลุกเป็นแก๊ส ที่ปากถัง จึงปิดฝาถัง ด้านซ้ายตัวถังรถจะมีท่อต่อจากเตา ผ่านผ้ากรองหลายชั้น แล้วส่งแก๊สไปที่เครื่องยนต์ จากนั้นจึงสตาร์ทเครื่องออกวิ่งให้บริการรับจ้างได้
 
              คุณตาเทเล่าต่อว่าท่านอาศัยอยู่ที่จังหวัดอุบลฯได้ประมาณ ๖ ปี เป็นหนุ่มเต็มตัว เมื่ออายุได้ ๑๖ ปี ความคึกคะนองและความต้องการแสวงหาความเป็นตัวตนของตน ท่านได้แยกตัวจากคุณพ่อ – แม่ เดินทางแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
.
              กระทั่งพ.ศ. ๒๔๙๑ ท่านได้มาอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ ท่านได้คบหาเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อนายอุ่น บุญทองหลาง และชวนให้ท่านมาอยู่ด้วยกันกับบ้านของแม่ชื่อยายเพียร บุญทองหลาง (อยู่หลัง บขส.ในปัจจุบัน) ตัวท่านเองได้ไปสมัครทำงานโรงเลื่อยแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ ต่อมาอีก ๑ ปีต่อมา
.
             ท่านก็ได้พบรักกับสาวสุรินทร์ชื่อคุณ ชอุ่ม เสาวรัตน์ ชาวชุมชนบ้านตาลึม แต่งงานอยู่กินกันมาจนถึงปัจจุบัน      
      
             โชว์เฟอร์ขับรถยนต์ ความใฝ่ฝันของหนุ่มเทผู้แสวงหา หลังจากทำงานอยู่ที่โรงเลื่อยหลายปี ได้ฝึกหัดขับรถยนต์จากรุ่นพี่ กว่าจะขับรถได้ ท่านเคยถูกมือหมุนสตาร์ท ตีกลับทำให้แขนหักมาแล้ว
 
         ในที่สุดท่านก็ได้รับให้เลื่อนตำแหน่งเป็นโชเฟอร์ขับรถยนต์ชักลากบรรทุกซุงไม้ จากป่าเขตชายแดนจังหวัดสุรินทร์-กัมพูชา มาที่โรงเลื่อยในตัวเมือง 
 
            ท่านเล่าว่า ถนนจากตัวเมืองสุรินทร์ถึงด่านช่องจอม เป็นถนนลูกรังสายแรกของจังหวัดสุรินทร์   ท่านจะเข้าไปชักลากไม้ แถบ อำเภอกาบเชิง บ้านด่าน ด่านช่องจอม อยู่เป็นประจำนานประมาณ ๑๐ กว่าปี
 
           หลังจากที่ท่านทำงานที่กับโรงเลื่อยไม้อยู่หลายปี ประมาณปีพ.ศ.๒๕๐๗ การค้าขายแถบฟากทางรถไฟขยายตัวอย่างคึกคัก ร้านค้าหลายแห่งเติบโตจากการสะสมทุน ในขณะที่เศรษฐกิจขยายตัว ต่างเริ่มขยายกิจการออกไปบนถนนสายสุรินทร์-จอมพระ เรียงรายห่างจากตัวเมืองประมาณถึง ๖-๗ กิโลเมตร เพื่อตั้งกิจการ อุตสาหกรรม โรงสี(ข้าว)ไฟ โรงงานอัดปอ โรงงานอัดนุ่น ฯลฯ
 
            คุณตาเทได้รับการติดต่อให้ไปทำงานในตำแหน่งช่างเครื่อง ณ โรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งประกอบการหลายอย่าง เช่น โรงสี(ข้าว)ไฟ โรงงานอัดปอ นุ่น ฯลฯ เนื่องจากประสบการของท่านอยู่กับเครื่องจักรเครื่องยนต์มาโดยตลอด ท่านจึงได้ช่วยพัฒนากิจการให้เฒ่าแก่ก้าวหน้ามาโดยตลอด 
 
              ท่านเล่าว่าครั้งหนึ่ง เฒ่าแก่ได้นำท่านไปซื้อรถยนต์บรรทุก(ยังไม่มีกระบะ) ที่ กรุงเทพ หลังจากที่ซื้อรถได้แล้ว ต้องขับจากกรุงเทพฯถึงโคราช พักนอน ๑ คืน รุ่งเช้าขับต่อไปที่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เพื่อต่อหัวเก๋งและกระบะรถ อู่ต่อรถยนต์ที่บ้านไผ่สมัยนั้นจัดได้ว่าเป็นอู่ต่อกระบะรถยนต์ ที่มีชื่อเสียงที่สุดในภาคอีสาน 
 
           เมื่อนำรถมาถึงอู่ เฒ่าแก่ตกลงราคาค่าทำกระบะ และชำระเงินเรียบร้อยแล้ว เฒ่าแก่ก็เดินทางไปขึ้นรถไฟที่โคราช เพื่อเดินทางกลับสุรินทร์ก่อน ส่วนตัวท่านจะนอนรอรับรถอยู่ที่บ้านไผ่ เพื่อนำรถยนต์กลับสุรินทร์ ซึ่งท่านต้องนอนรออยู่นานถึงประมาณ ๑๔ วัน อู่จึงต่อกระบะเสร็จ
 
           จากนั้นท่านก็รับรถยนต์กลับสุรินทร์ โดยขับผ่านเส้นทาง อำเภอ บรบือ สารคาม ร้อยเอ็ด เกษตรวิสัย สุวรรณภูมิ ท่าตูม จอมพระ ถึงโรงงานที่สุรินทร์ ท่านทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งนี้นานประมาณ ๓๐ ปี โดยไม่เคยเปลี่ยนงานเลย 
 
            ประมาณปี ๒๕๓๕ ท่านได้ลาออกจากงาน และได้มาเปิดกิจการส่วนตัว ที่กิโลศูนย์ ถนนสายสุรินทร์ – จอมพระ เป็นกิจการร้านขาย ผลไม้สดชนิดต่างๆ ขนม และเครื่องดื่ม ฯลฯ
 
             ท่านใช้กลยุทธ์เปิดขายสินค้าตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยตั้งแต่เปิดกิจการมายังไม่มีการปิดประตูร้านเลย นับเวลาได้ประมาณ ๑๒-๑๓ ปี แล้ว โดยมีตัวท่าน ภรรยา และลูกๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเฝ้าร้าน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จสร้างรายได้เป็นที่น่าพอใจของครอบครัว
 
           วิถีการดำเนินชีวิตของลุงเท และครอบครัว จึงนับได้ว่าเป็นการต่อสู้ชีวิตแบบชีวิตต้องสู้ ที่ทรงคุณคุณค่าแก่การเรียนรู้ศึกษา เป็นแบบอย่างที่ดี ของสังคมซึ่งนับวันก็จะหาได้อย่างยิ่ง
 
          ณะที่การสนทนากับคุณตาเท ชายสำอางค์ ท่านได้เล่าให้ผู้เขียนฟังถึงประสบการณ์การทำงานออกชักลากท่อนซุง บริเวณป่าชายแดนกาบเชิง-กัมพูชา ท่านได้รำพึงอาลัย..ถึง สัตว์ป่าพนมดองเร็ก มากมายที่สาบสูญ    
 
          คุณตาเทเล่าให้ฟังว่าเส้นทางตอนนั้นจังหวัดสุรินทร์ มีถนนลูกรังเพียงสายเดียวคือ ถนนจากอำเภอเมืองถึงกาบเชิง ตลอดสองข้างทางนับจากอำเภอปราสาท ถึงชายแดนสองข้างทางเต็มไปด้วยป่า และเริ่มจากบ้าน สกล บักจรัง กาบเชิง บ้านด่าน ถึงชายแดนเขมร
  
           จะพบเห็นสัตว์ป่าเป็นระยะๆ ไปตลอดเส้นทาง บางคราจะพบเห็นเสือดาวพาลูกมานอนอาบแดดริมถนนเป็นครอบครัว ลิง ชะนี เป็นฝูงๆ ละ ๒๐๐-๓๐๐ ตัว บ่างชนิดต่างๆ บ่างบางชนิดเวลาร่อนใหญ่เท่ากระด้ง (เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๖๐ ซ.ม.) หมี หมูป่า เก้ง กวาง โขลงช้าง นกชนิดต่างๆ มากมาย นกแก้ว นกขุนทอง นกเขา ไก่ฟ้าพญาลอ นกยูง สามารถพบเห็นได้ทั่วๆ ไป ฯลฯ
 
          ครั้งหนึ่งท่านบอกว่าพรานป่า ได้พาท่านไปจับงูเหลือมใหญ่ขนาดลำตัวยาวประมาณ๔-๕ เมตรนายพรานตัดท่อนไม้ยาวประมาณ ๓ เมตรมาท่อนหนึ่ง ให้ท่านถือไว้ และให้ย่องไปยืนอยู่ด้านข้างลำตัวงูเหลือมนายพรานกำชับว่า ท่านจะลอบใช้จังหวะเข้าตัดหัวงูเหลือม ขณะที่ท่านสับมีดไปที่หัวงูเหลือม ให้เอาไม้วางไปที่ลำตัวงูเหลือม
 
          เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้วก็ดำเนินการ ขณะที่นายพรานสับมีดไปที่ส่วนหัวของงูเหลือม ท่านก็วางไม้ไปที่ลำตัวงู งูเหลือมก็จะพันท่อนไม้รัดแน่น คณะที่ไปด้วยก็แบกหามเอางูเหลือมที่พันรัดท่อนไม้ ไปทำอาหารรับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อยสบายไป
 
           ส่วนการล่างูจงอางท่านบอกว่าชาวกูยเก่งมาก ระหว่างที่งูจงอางชูหัวขึ้นเตรียมฉกกัด พวกเขาจะใช้ไม้สามง่าม ยันไปที่ลำตัวส่วนที่ใกล้หัว อีกคนก็จะเอาไม้ตีไปที่ลำตัวส่วนที่ชูขึ้น งูจงอางก็สิ้นฤทธิ์
 
           นายพรานยังเล่าให้คุณตาเทฟังว่า ตะกวด สัตว์เลื้อยคลาน ที่พบเห็นทั่วไปในป่า หางของตะกวดสามารถพยากรณ์อากาศได้ ว่าปีนี้ ฝนจะตกชุก หรือฝนแล้ง โดยให้สังเกตุดูที่หาง หากหางสีไหม้เป็นข้อๆ ฝนจะแล้ง หากมีสีเขียวเป็นข้อๆฝนจะตกชุกตลอดฤดูฝน หากผู้อ่านท่านใดจะลองพิสูตรดูก็น่ายินดีนะครับ
 
           ที่ชายแดนไทย-เขมร ด่านช่องจอม ท่านบอกว่าพวกเขมรขนสินค้าจำพวกเนื้อตากแห้ง หนังสัตว์ ขึ้นมาขายฝั่งไทยเป็นจำนวนมาก นอกจานั้นสินค้าประเภทปลาแห้ง ปลาร้าที่ขึ้นชื่อของชาวเขมร มีกองพะเนินเทินทึก สูงเกือบเท่าตึกตั้งเรียงราย บริเวณชายแดนฝั่งเขมรรอพ่อค้าจากไทยไปแลกซื้อ ส่วนสินค้าที่ไปจากไทยขายเขมร เช่น เกลือ เสื้อผ้า น้ำมันก๊าด เครื่องใช้สอยอื่นๆอีกมากมายฯลฯ
 
              
              เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ระยะเวลาเพียง ๕๐ ปี นับเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก ลมหายใจแห่งชีวิตของ..ป่าพนมดองเร็ก..ที่มีวิวัฒนาการมานับหมื่นแสนปี ป่าไม้ ดินโป่ง ลำห้วย ลำธาร ฝูงนก ฝูงกา สัตว์ป่า มากมายหลากหลาย สังคมวิถีชีวิตของธรรมชาติ ต้องมลายสาบสูญสิ้นไปเพียงชั่วพริบตา กับการไร้จิตสำนึกรับผิดชอบ เมื่อมนุษย์ที่มักเรียกตนเองว่าสัตว์ประเสริฐ เข้าไปเบียดเบียน รังแก ยึดครองและทำลาย เบียดเบียนเอาประโยชน์จากธรรมชาติ อย่างละโมบ วันนี้...จะมีใครบ้างหนอที่คิดจะ ฟื้นคืนวิถีชีวิตสังคมสัตว์ป่าและธรรมชาติ ลมหายใจแห่งพนมดองเร็ก กลับคืนมรดกให้กับของบรรพชน และลูกหลานรุ่นหลังสืบสานตำนานไพรยาวไกลนิรันดร..             
 
 
 
 
 


 
 
 
 
 
 

ความคิดเห็น

  1. 1
    pika598@yahoo.co.th
    pika598@yahoo.co.th pika598@yahoo.co.th 25/07/2009 19:35
    {icon2} {icon1} {icon2} {icon2} {icon2} {icon2} {icon2} {icon2} {icon2} {icon2} {icon2} {icon2} {icon3} {icon3} {icon3} {icon6} {icon6} {icon6} {icon6} {icon8} {icon8} {icon8} {icon10} {icon11} {icon12} {icon12} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon13} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1} {icon1}

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

 
หน้าแรก เว็บบอร์ด
view