http://www.visitsurin.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
Home News World Newspaper Visit Surin Article Eastern PhilosopHy Conspiracy 100ปีวิถีชีวิตชาวจีนเมืองซู้ลิ้ง History Webboard
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   
 

ปรัชญาตะวันออกับโลกยุคหลังวิทยาศาสตร์

ปรัชญาตะวันออกับโลกยุคหลังวิทยาศาสตร์

ปรัชญาตะวันออก

กับ

โลกยุคหลังวิทยาศาสตร์

 

ปรีชา  วรเศรษฐสิน

11-11-2554

 

สังคมโลกรอบพันปีที่สาม ที่การขยายตัวของประชากรโลกจากฐานที่ 6,000 ล้านคนในปัจจุบัน  ทรัพยากรธรรมชาติที่เคยสนองตอบต่อมนุษย์อย่างอุดมสมบูรณ์ในโลก ยุคสังคมบุพกาล สังคมครองทาส สังคมทุนนิยม ในทฤษฎีวิวัฒนาการสังคมของคาร์ล มาร์กซ (Karl Heinrich Marx พ.ศ. 2361-2426) หรือสังคมกสิกรรมไร-นา  ยุคอุตสาหกรรมในทฤษฎีคลื่นลูกที่สาม (The Third Wave) ของอัลวิน ทอฟเลอร์ (Alvin Tofflerพ.ศ.2471-now)              

ในยุคแห่งคลื่นลูกที่สาม แน่นอนที่สุดการขยายตัวของประชากรโลก จากฐานของประชากรโลก ๖,๐๐๐ ล้านคน อะไร?คือคำตอบต่อการดำรงอยู่ของสังคมมนุษย์ ปัจจัยการผลิตอันประกอบด้วย ทรัพยากรที่ดิน แรงงาน ทุน เครื่องจักรอุตสาหกรรม ภายใต้องค์ความรู้ในยุควิทยาศาสตร์ ที่พัฒนาสูงสุดของหน่วยที่เล็กที่สุดในระดับไมโครเมตร จะสามารถสนองตอบต่อความต้องการของประชากรโลกในระดับ ๘,๕๐๐ ล้านคน ในปี พ.ศ.๒๕๖๘ และเพิ่มขึ้นไปยืนเหนือระดับ ๑๐,๐๐๐ ล้านคนในปีพ.ศ. ๒๕๙๓ 

วิวัฒนาการยุคแห่ง”วิทยาศาสตร์” 

ยุคแห่ง”วิทยาศาสตร์”ที่ถือกำเนิดตั้งเมื่อประมาณราว ๕๐๐ ปีก่อน โดยแรงอิทธิพลทางความคิดที่สำคัญจากอย่างน้อย๓ท่าน เมื่อ ฟรังซีส แบคอน (Francis Bacon พ.ศ.๒๑๐๔-๒๑๖๙) ชาวอังกฤษเสนอปรัชญาวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ว่า “ จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของวิทยาศาสตร์ก็คือ ชีวิตมนุษย์จะมีความสุขสมบูรณ์จากการค้นพบใหม่ๆ “และดีสคาร์ตีส ( Descartes พ.ศ.๒๑๓๙-๒๑๙๓ ) นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ ชาวฝรั่งเศสได้เผยแพร่คำสอนของเขาที่ว่า  “ วิธีเข้าถึงความจริง ก็คือปฏิเสธความคิดเห็นที่ยอมรับกันอยู่ และให้มีความสงสัยทุกสิ่งทุกอย่าง” 

วิธีคิดดังกล่าวได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นปลุกเหล่าปัญญาชน ชนชั้นกลางให้เกิดการตื่นตัว กล้าคิดกล้าทำในสิ่งต่างๆ ที่นอกจารีตนิยมอย่างท้าทายจาก คำสอนในศาสนาคริสต์ ในเวลาต่อมา 

กาลิเลโอ (Galileo Galilei ๒๑๐๗-๒๑๘๕) นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ผู้ประดิษฐ์กล้องส่องดูดาวและเขาได้ทำการพิสูจน์ทฤษฎีของ นิโคลัส คอเปอร์นิคัส (Nicolus Copernicus พ.ศ. ๒๐๑๖- ๒๐๘๙) นักวิทยาศาสตร์ชาวโปลด์ที่เชื่อว่า “ ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ไม่ใช่โลก “ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำสอนในคริสตจักร และความเชื่อแต่โบราณว่า “โลกแบน” จากนั้นมาก็ได้ให้กำเนิด “ ทฤษฎีใหม่ที่เชื่อว่าโลกกลม” 

จากยุคการค้นพบทางภูมิศาสตร์ครั้งมโหฬารถึงยุคสิ่งประดิษฐ์ 

การค้นพบทางภูมิศาสตร์ครั้งมโหฬาร  ยุคเริ่มต้นของการเสนอแนวคิด “วิทยาศาสตร์” กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei พ.ศ. 2107-2185) สามารถพัฒนาพิสูจน์ทฤษฏีโลกกลม ทำให้ตำนานของมาร์โคโปรโล (เรื่อง”ตำนานหมู่เกาะเครื่องเทศ”ที่บรรยายถึงเรื่องราวของโลกตะวันออกที่เขาได้ผจญภัยนานถึง๒๑ปี (มาร์โคโปโรอยู่รับใช้องค์จักรพรรดิกุบไลข่านในราชวงศ์หยวนของจีนถึง.....ปี) ว่าเต็มไปด้วย ผ้าไหมแพรพรรณ เพชรนิลจินดา เงินทองและเครื่องเทศฯลฯ เรื่องราวของมาร์โคโปโลกลับถูกประณามว่าเป็นเรื่องโกหก) ถูกนำมาปัดฝุ่นศึกษาในความสนใจของนักผจญภัยอีกครั้ง โดยมีเปาหมายที่อินเดีย จีน และชวาฯ จากนั้นมาก็ได้เกิดการค้นพบทางภูมิศาสตร์ครั้งมโหฬาร ที่สำคัญได้แก่...................และโคลัมบัสที่เดินเรือหลงทางไปโผล่ทวีปอเมริกา

จากนี้ไปสังคมมนุษย์ไม่ได้เป็นเรื่องลี้ลับอีกต่อไป การเชื่อมโยงสังคมอารยธรรมมนุษย์โลกแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงภูมิปัญญาจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ 

หากแต่ในความเป็นจริงกลับเป็นเรื่องราวบิดเบือนที่น่าเศร้า เมื่อชาวยุโรปบิดเบือนภารกิจสร้างสรรค์ครั้งนี้ไปสู่ความละโมบโลบหลง ดูดกลืนภูมิปัญญา-ทรัพยากร กดขี่ ข่มเหงเบียดเบียนสังคมอารยธรรมชนเผ่าท้องถิ่น เช่นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอะบอริจิ้น ที่อ่อนแออยู่กันอย่างสงบสันติด้วยรูปแบบสังคมบุพกาล ในเกาะทัชมาเนียทางตอนใต้ของออสเตเลีย   พวกคนอังกฤษเมื่ออพยพเข้ามา ต่างเกิดความรังเกียจชนเผ่าเจ้าของถิ่น พวกคนอังกฤษคิดฆ่าทิ้งชาวอะบอร์ริจิ้น ด้วยการขี่ม้าใช้ปืนไล่ล่าส่องยิงชาวอะบอร์ริจิ้นในทัชมาเนีย อย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน เช่นเดียวกับการล่าสัตว์ชนิดหนึ่ง หรือการค้าทาสมนุษย์ผิวดำจากอาฟริกา แบบผู้ดีอังกฤษที่ไม่อาจอยู่ร่วมอย่างเท่าเทียมกับมนุษย์ต่างผิวสีได้  ในที่สุดวิธีคิดดังกล่าวถูกบิดเบือนพัฒนาไปสู่ยุคล่าอาณานิคมถึงปัจจุบัน เพียงแต่การพัฒนารูปแบบที่สลับซ้อนมากขึ้น 

แนวคิดและพิสูจน์ความจริงแบบวิทยาศาสตร์ นอกจากการค้นพบทางภูมิศาสตร์ครั้งมโหฬารแล้ว กระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ ได้สร้างผลสะเทือนอย่างรุนแรงทั่วไปในยุโรป เกิดระลอกคลื่นวิธีคิด-วิธีการทำงานใหม่ในหมู่ปัญญาชนชนชั้นกลาง ที่แอบปฏิเสธความเชื่อแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง 

กำเนิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทรรศน์อย่างทั่วด้าน ต่อวิถีการดำเนินชีวิตของประชากรในยุคกสิกรรมไร่นา โดยประชนชนมีสถานะเป็นเพียงข้าทาส แรงงาน ขณะที่การเพิ่มขึ้นของประชากรโลกขยายตัวอย่างก้าวกระโดด จากฐานประชากรที่ยืนอยู่เหนือระดับร้อยล้านคน ปัจจัยการผลิตแบบกสิกรรมไร่นาย่อมไม่อาจเป็นตัวแทนของพลังขับเคลื่อนโลกได้อีกต่อไป  ความเชื่อใหม่แบบวิทยาศาสตร์เริ่มเข้ามามาแทนที่ รูปแบบตัวแทนความต้องการด้านการผลิตสมัยใหม่ได้ก่อตัวขึ้นในรูปแบบของหัตกรรมอุตสาหกรรม

ยุคหัตกรรมอุตสาหกรรม

กระบวนทรรศน์ทางการผลิต จากยุคกสิกรรมไร่นาที่กระจัดกระจายอยู่ตามครัวเรือน ค่อยๆก่อตัวเป็นหัตกรรมอุตสากรรม ด้วยการพัฒนาฟันเฟืองดุมล้อเป็นเครื่องทุ่นแรง รวมศูนย์หลายๆเครื่องในเรือนโรงอาคาร มีการว่าจ้างแรงงานฝีมือเข้ามาทำงานในอาคารโรงงาน การเรียนรู้จากการค้นพบใหม่ๆทางวิทยาศาสตร์ ถูกนำไปใช้พัฒนาด้านปัจจัยการผลิตให้มีรูปแบบที่สมบูรณ์มากขึ้นของจักรกลหัตกรรมฟันเฟือง และเริ่มเรียนรู้การนำเอาพลังงานจากธรรมชาติ มาแทนที่แรงงานมนุษย์ และสัตว์  

ยุคอุตสาหกรรมป่องควันไฟ 

ขณะที่โลกทรรศใหม่ภายใต้กระแสการตื่นตัวของสังคมมนุษย์เรื่องโลกกลม ประชากรโลกได้ขยายตัวไปอย่างรวดเร็วจากฐานประชากรราว........................ในระหว่างปลายปีค.ศ..........-..............ได้พิ่มจาก..........คนเป็น..............คนในระหว่างปีค.ศ..........-..............” 

รูปแบบวิวัฒนาการด้านสังคมได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างปฏิวัติ ยุคต้นของยุคอุตสาหกรรม ได้เข้ามาแทนที่ยุคกสิกรรมไร่-นา จากการแลกเปลี่ยนสินค้า ไปสู่การกำเกิดขึ้นของตลาด เงินตราเข้ามาแทนที่การแลกเปลี่ยนสินค้า การกำไรจากผลผลิตส่วนเกินเป็นตัวแทนของความมั่งคั่ง ก่อตัวในรูปของทุนได้เข้าไปควบคุมปัจจัยการผลิตไว้ทั้งหมด การแข่งขันของปัญเจกชนเป็นไปอย่างคึกคักเพื่อยกระดับไปสู่ความมั่งคั่งจากผลผลิตส่วนเกิน

 การแข่งขันค้นพบใหม่ๆทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นไปอย่างมีชีวิตชีวา เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตลาด การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ทฤษฏีใหม่ๆด้านต่างๆเป็นไปอย่างก้าวหน้า ในระหว่างปีค.ศ.๑๖๐๐-๑๗๐๐    เช่นการค้นพบ ปั๊มลม บอลลูน กล้องส่องทางไกล แคลคูลัส (calculus) ฯลฯ

 ปีค.ศ.๑๗๐๐-๑๘๐๐    ระยะเวลาเพียง......ปีประชากรโลกเกิดการขยายตัวอย่างมหัสจรรย์เพิ่มเป็น............คน  อุสาหกรรมป่องควันไฟเป็นตัวแทนการผลิตเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตลาด ที่ขยายตัวอย่างมหึมา ได้เข้าไปมีส่วนในการกระตุ้นให้เกิดกระบวนการคิดค้นใหม่ๆทางวิทยาศาสตร์อย่างกระตือรือล้น การคมนาคมขนส่งกงล้อดุมล้อเกวียน ช้าง ม้า ควาย ไม่อาจเป็นตัวแทนการคมนาคมขนส่งอีกต่อไป ในที่สุดเจมสวัตต์ ก็สามารถประดิษฐ์คอนเดนเชอร์ได้ และนำไปติดตั้งกับเครื่องจักรไอน้ำควบระบบไฟฟ้าได้สำเร็จ สามารถผลิตรถยนต์ไอน้ำที่มีลูกสูบ รถไฟไอน้ำ เรือกลไฟ ที่ขับเคลื่อนได้จริงๆ สิ้นสุดยุคกงล้อดุมเกวียน และเรือไวกิ้ง เครื่องจักรไอน้ำได้เข้ามาเป็นตัวแทนของการคมนาคมในยุคนี้

ขณะที่ความขัดแย้งทางความคิดระหว่างฝ่ายศาสนจักรที่เป็นตัวแทนความเชื่อโบราณกับฝ่ายอาณาจักรที่เป็นตัวแทนของความเชื่อแบบวิทยาศาสตร์ ได้พัฒนาไปอย่างแตกหักแหลมคม

 ปีค.ศ.๑๘๐๐-๑๙๐๐ ช่องแคบมะละกากลายเป็นสัญลักษณ์ ของความป่าเถื่อนของชาวยุโรปที่มีต่อเอเซียและประชาคมโลก เมื่อเรือกลไฟเข้ามามีบทบาทที่สำคัญต่อการเคลื่อนย้ายขนส่งแลกเปลี่ยนสินค้าวัตถุดิบ และโดยมีตลาดเป็นเป้าหมายของเดินทางในระยะทางไกลๆข้านทวีป การแข่งขันทางการค้าการแย่งชิงแหล่งที่มาของวัตถุดิบและตลาดของพวกยุโรป ภายใต้สถานการณ์ยุคล่าอาณานิคม ช่องแคบมะละกากลายเป็นจุดยุทธศาสตร์โลกทางทะเลที่สำคัญที่สุด ทฤษฏีจ้าวอาณานิคมต่างเชื่อว่า หากใครสามารถควบคุมช่องแคบมะละการได้ก็จะสามารถควบคุมเอเชียไว้ได้ทั้งหมด

 ขณะที่ฮอลันดา-สเปน มีอิทธิพลควบคุมผูกขาดตลาดเอเชียไว้ได้ทั้งหมด ตลาดการค้าโลกในยุโรปกลับต้องซื้อขายผูกขาดครอบงำโดยฮอลันดา-สเปน ทำให้ฝรั่งเศส-อังกฤษ ต่างไม่พอใจ เช่นเดียวกับ ฮอลันดา-สเปน ไม่พอใจที่ตุรกีผูกขาดการค้าของโลกตะวันออกไว้ทั้งหมดยาวนานตั้งแต่สมัยสงครามครูเสด ที่นักแสวงบูญและนักรบครูเสดได้นำเอาเครื่องเทศ ผ้าไหมแพรพรม เข้าไปในยุโรปทำให้พวกยุโรปต่างติดใจในรสชาติเครื่องเทศ ถึงก่อนยุคที่การพิสูจน์ว่าโลกกลมของกาลิเลโอ

กฎดัลตันว่าด้วยทฤษฎีปรมาณี กฎของโอห์ม ความสัมพันธ์ระหว่างแม่เหล็กกับไฟฟ้าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้า รถจักรยานคันแรก  เรือเหาะ ลิฟท์ วิธีฆ่าเชื้อโรคแบบ พาสเจอร์ไรซ์ (Pasteurize) เบรดลม โทรศัพท์ รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินเครื่องฉายภาพยนตร์ ยางรถที่สูบลม กล้องถ่ายภาพ คลื่นวิทยุ มอเตอร์กระแสไฟตรง อิเล็คตรอนและรังสีขั้วลบ

พร้อมๆกับการกำเนิดขึ้นของยุคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

คริสตศตวรรษที่20 เครื่องแสดงคลื่นวิทยุด้วยแม่เหล็ก  เครื่องรับส่งวิทยุโทรเลข เครื่องบินและมอเตอร์ หลอดวิทยุไดโอด เครื่องขยายเสียง กล้องโทรทัศน์ หลอดอิเล็กทรอนิกส์อเนกประสงค์ เครื่องตรวจสอบกัมมันตภาพรังสีไกเกอร์ เลขอะตอม (atomic number) ลวดตังสเตนใช้กับหลอดไฟ  วิทยุทรานซิสเตอร์โปรตอน (Proton) เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสถิต เครื่องปรับความถี่วิทยุ  เครื่องถ่ายโทรทัศน์ เฮลิคอปเตอร์ คอมพิวเตอร์อิเล็กครอนิค เครื่องส่งไมโครเวฟ (Maser)

ส่งผลให้นักประดิษฐต่างแข่งขันกันประดิษฐ เกิดนวตกรรมทันสมัยใหม่ๆมากมาย ที่โดดเด่นมากชิ้นหนึ่งได้แก่ การพัฒนาพลังการผลิตทันสมัยในรูปแบบของเครื่องจักรไอน้ำ-ฟืนไฟ ที่มีความสลับซับซ้อนมาก ของเตาสตีม แรงดัน และฟันเฟืองต่างๆ ฯลฯ

ในปีค.ศ.............................ค้นพบการผลิตกระแสไฟฟ้า และ...............ผลิตเบตเตอรี่(อาเลศซานโดร ยูเซปเป1800อิตาลี)และ  เจมสวัตส์ สามารถประดิษฐ์คิดค้นคอนเดนเซอร์ได้ และนำไปติดตั้งกับเครื่องจักรไอน้ำ และต่อมานักประดิษฐ์สามารถ นำเอาหลักการเครื่องจักรไอน้ำ-ฟืนไฟ นำประดิษฐ์สิ่งต่างด้านอุตสาหกรรมอย่างมากมาย เช่น โรงงานอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ๆ สามารถผลิตเครื่องจักรยนต์ที่ขับเคลื่อนขนส่งคมนาคมได้จริงๆ รถยนต์ เครื่องจักรไอน้ำที่มีลูกสูบ (เจมส์ วัทท์  James Wat1764อังกฤษ)  รถไฟจักรไอน้ำ เรือกลไฟ(จอห์น ฟิทช์   John Fitch อเมริกัน1787) เรือเหาะ (แอช. กิฟฟาร์ I Giffard1852ฝรั่งเศส)

 ฯลฯ เครื่องจักรไอน้ำ-ฟืนไฟ กลายเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนพลังการผลิตยุคอุตสาหกรรมป่องควันไฟ  พร้อมๆกับปฏิวัติการผลิตยุคกสิกรรมไร่นาสิ้นสุดลง

 ขณะที่แนวคิดวิทยาศาสตร์ดำเนินไปอย่างก้าวหน้า และสร้างความตื่นเต้นยินดีให้กับสังคม เหล่าปัญญาชน ชั้นกลาง ต่างเร่าร้อนกระตือรือร้น นักคิดนักทฤษฏี นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ ศิลปวัฒนธรรม ใหม่ๆเกิดขึ้นเหมือนน้ำป่าไหลทะลัก

 การก้าวกระโดดครั้งสำคัญสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี

 กำเนิดทฤษฏีใหม่”วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต”

                                                             

ยุคความสิ้นเปลืองของทรัพยากร - อุสาหกรรม-พลังงาน

หน่วยที่เล็กที่สุดในระดับไมรโครเมตร 

การขยายตัวของประชากรโลก เป็นไปอย่างรวดเร็วจากยุคอุตสาหกรรมหัตกรรมพื้นเมือง ถึงอุตสาหกรรมปล่องควันไฟในสมัยเจมส์ วัตส์ที่ค้นพบ  ??????? ทำให้เกิดการปฎิวัติอุตสาหกรรมเมื่อราว ๔๐๐-๕๐๐ปีก่อน ซึ่งประชากรโลกน่าจะมีเพียงระดับ ๑๐๐ ล้านคน และนับจากยุคอุตสาหกรรม-อุตสาหกรรมเทคโนโลยีในระหว่างปลายศรรตวรรษที่ ๒๐ หรือ คศ.๑๙๘๐ ถึงสิ้นสุดปีคศ.๒,๐๐๐ ปฐมวัยแห่งยุคข้อมูลข่าวสารประชากรโลกก็ได้ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วไปยืนอยู่เหนือ ๖,๐๐๐ ล้านคน ซึ่งวิวัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์ ได้เข้าไปมีบทบาทที่สำคัญทางการผลิต เพื่อตอบสนองต่อความการของมนุษย์ได้อย่างสมดุล(เพียงแต่ความสัมพันธ์ทางการผลิตไม่ได้สอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของสังคม จึงทำให้เกิดความทุกข์ความยากจนของประชากรเป็นจำนวนมหาศาล) บนพื้นฐานของการสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติ ที่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ยังล้าหลังต่อขบวนการเปลี่ยนแปลงของวิวัฒนาการสังคม แม้กระบวนการค้นพบสูงสุดของหน่วยที่เล็กที่สุดในระดับไมโครเมตรก็ตาม  

 และจากการคาดการของ............ว่าในปีค.ศ. ๒๐๒๕ ประชากรโลกจะเพิ่มเป็น ๘,๕๐๐ ล้านคน และถัดไปอีก ๒๕ ปี จะเพิ่มเป็นกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านคน อะไร? สิ่งใด?คือคำตอบ สำหรับกระบวนการการดำรงอยู่ของมนุษยชาติในยุคนี้

 นาโนเมตร การค้นพบหน่วยที่เล็กที่สุดในระดับนาโนเมตร ช่วงปลายทศวรรษที่ ๒๐ หรือปฐมวัยแห่งรอบพันปีที่๓ นาโนเมตรจะเป็นตัวแทนความเรียกร้องต้องการ ที่จะตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหึมาจากฐานประชากรกว่า ๖,๐๐๐ ล้านคนในปัจจุบัน

 ปรัชญาตะวันออก

ลายแทงสู่การไขปริศนา รอบพันปีที่สาม 

ปรัชญาโลกตะวันออกจะเป็นกุญแจสำคัญ ในการไขปริศนาของหน่วยเล็กที่สุด ในระดับนาโนเมตร หรือเล็กกว่านั้น ทฤษฏีเอกภาพของสรรพสิ่ง ที่มีอยู่อย่างสัมบูรณ์ในโลกตะวันออก เช่นอภิปรัชญาอินเดีย ได้มีการศึกษค้นคว้ากันอย่างมากมายแตกแขนงออกไปไม่สิ้นสุดดังเช่น คัมภีร์พระเวท ..... จีน...เต๋าเต็กเก็ง  ได้อธิบายความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งของโลกและจักรวาลไว้อย่างลึกซิ้ง ดังเช่น

ศาสนาพุทธ ปรัชญาคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นหลักปรัชญาที่เป็นมากกว่าสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ เพียงแต่มนุษย์สามารถที่จะถอดรหัสกฎเกณฑ์นำไปประพฤติปฏิบัติให้จริงสอดคล้องกับความเป็นได้อย่างไร และหากการถอดรหัสกฎเกณฑ์คำสอน ในพระไตรปิฎกออกมาไม่ได้ ย่อมก่อให้เกิดความสับสนในระบบวิธีคิด วิธีการทำงาน วิธีปฏิบัติธรรมที่ยากจะนำไปสู่ความจริงแท้ของกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ทั้งทางกายภาพ จริยธรรม และวัฒนธรรม ซึ่งสรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์กันอย่างเป็นเอกภาพ 

การค้นพบความจริงในกฎเกณฑ์ของปรัชญาแห่งพระพุทธศาสนา เช่น ท่านพุทธทาสภิกขุที่มรณภาพไปแล้ว ท่านได้บันทึกถึงแก่นแท้พุทธศาสนาไว้ว่า “อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา” เป็นเพชรแท้ของพุทธปรัชญาที่จะนำไปสู่การค้นพบความจริงแท้โลกธรรมชาติ และจักรวาล อันจะนำไปสู่ปรัชญาแห่งการดำรงตนที่หลุดพ้นจากทุกขเวทนา 

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล กล่าวว่าสรรพสิ่งของสสารมีชีวิตและไม่มีชีวิต จะต้องเปลี่ยนแปลงเป็นไตรลักษณ์ เกิด ดับ สืบต่อทุกขณะจิต ไม่มีวันหยุดนิ่งให้คงทนเป็นปัจจุบันได้ จิตวิญญาณ ก็เกิดมาจากรูปนามของมันเป็นมายาหลอกลวง แล้วเปลี่ยนแปลงให้คนหลง จากรูปนามไม่มีชีวิตเปลี่ยนมาเป็นรูปนามที่มีชีวิต จากรูปนามที่มีชีวิตมาเป็นรูปนามที่มีชีวิต ที่มีจิตวิญญาณ แล้วจิตวิญญาณก็เปลี่ยนแปลงแยกออกจากกัน คงเหลือแต่นามที่ว่างที่ปราศจากรูปนี้เป็นจุดสุดยอดของการหลอกลวงของรูปนาม

ต้นเหตุเกิดรูปนามของจักรวาลนั้น เป็นเหตุเกิดรูปนามของจักรวาลนั้น เป็นเหตุเกิดรูปนามพิภพต่างๆตลอดทั้งดวงดาวนับไม่ถ้วนเพราะไม่มีที่สิ้นสุด รูปนามพิภพต่างๆ ตลอดทั้งดวงดาวนับไม่ถ้วนเพราะไม่มีที่สิ้นสุด รูปนามพิภพต่างๆเป็นเหตุให้เกิดรูปนามพืช รูปนามพืชเป็นเหตุให้เกิดรูปนามสัตว์ เคลื่อนไหวได้ จึงเรียกกันว่าสิ่งมีชีวิต ความจริงรูปนามจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตมันก็เคลื่อนไหวได้ เพราะมันมีรูปกับนาม เป็นเหตุเป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาอยู่ในตัว ให้เคลื่อนไหวตลอดกาล และมีการเปลี่ยนแปลง เรามองด้วยตาเนื้อไม่เห็น จึงเรียกกันว่าสิ่งไม่มีชีวิต เมื่อรูปนามของพืชเปลี่ยนมาเป็นรูปนามของสัตว์ เป็นจุดตั้งต้นของสัตว์ และเป็นเหตุให้เกิดจิตวิญญาณ การแสดง การเคลื่อนไหว เป็นเหตุให้เกิดกรรม

สัตว์ชาติแรกมีแต่สร้างกรรมชั่ว สัตว์กินสัตว์แลมีความโกรธ โลบ หลง ตามเหตุ-ปัจจัยภายนอก ภายในที่มากระทบ กรรมที่สัตว์แสดงมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ๕ อย่าง ไปกระทบกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ๕ อย่างแล้วก็มาประทับบรรจุ บันทึกถ่ายภาพติดอยู่กับรูปปรมาณู ซึ่งเป็นสุขุมรูปแฝงอยู่ในความว่าง เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาได้ ที่แฝงอยู่ในความว่างระวางคั่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้นไว้ได้หมดสิ้น

ศาสนาสากลแห่งจักรวาล

อัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์  นักวิทยาศาสตร์ นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพุทธศตวรรษที24 เจ้าของคำขวัญในวิธีคิด วิธีการทำงาน “Easy is the Best”  ผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นของไอน์สไตน์ แม้ไม่เคยผ่านการทดสอบในแล็บ(lab) แต่กลับยิ่งใหญ่เกินกว่าความสำเร็จการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในห้องทดลอง

หากแต่ทฤษฏีของเขาสามารถอธิบายและพิสูจน์ ให้เชื่อถึงความเป็นไปได้ทางคณิตศาสตร์ ทฤษฎีของเขาในเรื่องของพลังงาน E=mc2 ได้ถูกนักวิทยาศาสตร์ยุคสมัยเดียวกับเขานำไปสู่ความสำเร็จในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ ระเบิดปรมาณูที่สามารถยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อพลังงานของมันถูกนำไปใช้ที่ ฮิโรชิมา-นาวาซากิประเทศญี่ปุ่นด้วยการทำลายที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยปรากฏขึ้นบนโลกมนุษย์จากทฤษฎี  E=mc2   อันมีที่มาจากตัวของไอน์สไตน์เอง ได้สร้างแรงกดดันที่เศร้าสลดในบั้นปลายชีวิตของเขา  

ในขณะที่ทฤษฎีสัมพันธภาพกำลังถูกพัฒนาต่อไป  ยังไม่มีอะไรชี้ชัดลงไปว่าทฤษฎี  E=mc2 ของเขาพลังอำนาจที่ทำลายล้างฮิโรชิมา-นาวาซากิเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่สองเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม หรือเป็นสิ่งชั่วร้ายอำมหิต แต่อย่างน้อยที่สุดมันได้นำมาซึ่งสันติภาพของมวลมนุษยชาติชั่วคราวอีกครั้ง

ชีวิตช่วงสุดท้ายของไอสไตล์ ขณะที่งานค้นคว้าวิจัยของเขาได้พัฒนาไปสู่การไขปริศนาของจักวาลและความจริงแท้ของสรรพสิ่งในโลกธรรมชาติ เขาเริ่มศึกษาปรัชญาตะวันออก และได้เดินทางไปอินเดียหลายครั้ง

ไอสไตล์พบว่าหลักปรัชญาหนึ่งที่ไอสไตล์เรียกว่า “ศาสนาสากลแห่งจักรวาล”  และเขาเชื่อว่าเป็นหลักปรัชญาที่น่าสนใจมากที่สุดที่จะสามารถนำไปสู่ความเป็นจริงแท้ของโลกธรรมชาติ  และนำไปสู่การไขปริศนาความลับของจักรวาลและสิ่งที่ไอสไตล์เรียกปรัชญาตะวันออกนั้นว่า  “ศาสนาสากลแห่งจักรวาล”                                         ก็คือหลักปรัชญาคำสอนของ”พุทธศาสนา”นั่นเอง

ปีพ.ศ. ๒๔๔๘ นับเป็นปีแห่งความสำเร็จของไอสไตน์ เขาประกาศทฤษฏีสำคัญ มากถึง ๓ ทฤษฏีภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี ได้แก่ ทฤษฎีปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ( Photoelectric Effect ) ทฤษฎีการเคลื่อนที่แบบบราวน์เนี่ยน ( Brownian Motion ) และทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ( Special Relativity Theory ) เขายังได้เสนอบทความอีกสองชิ้นขยายความเพิ่มทฤษฏีเพิ่มเติม หนึ่งใน สองบทความดังกล่าวไอสไตล์ได้เสนอในระหว่างเดือน  เดือนกันยายน เป็นบทความที่อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษว่า สสารและพลังงานมีความสัมพันธ์กัน โดยเมื่อสสารได้ปลดปล่อยพลังงานออกมาจำนวนหนึ่งแล้วจะมีผลทำให้มวลของสสารมีค่าลดลง ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานและสสารถูกเขียนออกมาอยู่ในรูปสมการง่าย ๆ ว่า E=mc 2 ซึ่งต่อมาถึงปัจจุบันยังคงได้รับการยอมว่าเป็นสมการที่โด่งดังที่สุดของไอน์สไตน์

 พ.ศ. ๒๔๕๘ ไอสไตน์ประกาศความสำเร็จในการพัฒนา ทฤษฏีสัมพัทธภาพพิเศษเพิ่มเติมจนเสร็จสมบูรณ์ได้เป็นทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ทำให้นักวิทยาศาสตร์เกิดความเข้าใจใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องแรงโน้มถ่วง ( gravity ) และอีก ๔ ปีต่อมาทฤษฏีดังกล่าวได้รับการยอมรับว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป(General Theory of Relativity) ของไอน์สไตน์นั้นถูกต้อง

ปีพ.ศ. ๒๔๖๗ ไอน์สไตน์พยายามคิดทฤษฏีใหม่ด้วยการรวมทฤษฏีแม่เหล็กไฟฟ้าและทฤษฏีแรงโน้มถ่วงเข้าด้วยกัน และในปีพ.ศ.๒๔๗๒ ไอน์สไตน์ได้ประกาศทฤษฎีสนามรวม ( Unified Field Theory ) ออกมา แต่สมการทางคณิตศาสตร์ที่ได้ยังไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับการทดลอง ทำให้ไอน์สไตน์พบความยุ่งยากของทฤษฎีใหม่ แต่เขาก็ยังเชื่อและพยายามทำการคิดค้นต่อไป กระทั่งถึงปีพ.ศ.๒๔๙๘ ไอน์สไตน์ยังคิดค้นเพื่อหาทางรวมทฤษฎีสนามรวม จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ไอน์สไตน์เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวในวันที่ 16 เมษายน

ปีพ.ศ.๒๔๗๕ นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษเจมส์ แชดวิค (James Chadwick) เป็นบุคคลแรกที่ค้นพบนิวตรอน (neutron) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของอะตอม และจากผลงานนี้ทำให้เจมส์ แชดวิค ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีพ.ศ.๒๔๗๘

ปีพ.ศ.๒๔๗๘ ในปีเดียวกันนี้เองที่ความเชื่อดั้งเดิมเรื่องอะตอมเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดและไม่สามารถแบ่งแยกได้ก็ถูกหักล้างไปเมื่อนักวิทยาศาสตร์ 2 ท่านจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จอห์น ค็อกครอฟท์ (John Cockcroft) และเออร์เนสท์ วอลตัน (Ernest Walton) สามารถแยกอะตอมออกได้สำเร็จ
ปีพ.ศ.๒๔๗๗ นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลียน เอ็นริโก เฟอร์มิ (Enrico Fermi) ทดลองยิงยูเรเนียมด้วยนิวตรอน ทำให้นิวเคลียสของยูเรเนียมแตกตัวออกเกิดเป็นธาตุใหม่ขึ้นมา แต่เขาไม่ทราบว่าวิธีนี้คือ ต้นแบบของปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น (nuclear fission) แต่ในภายหลังได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้พบปฏิกิริยาลูกโซ่ (chain reaction) เป็นคนแรก

ปีพ.ศ.๒๔๘๑ อ๊อตโต ฮาห์น (Otto Hahn) ฟริทซ์ สตราสแมน (Fritz Strassman) ไลซ์ ไมน์เนอร์ (Lise Meitner) และอ๊อตโต ฟริซ์ช (Otto Frisch) นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันพบว่าการยิงนิวเคลียสของธาตุด้วยนิวตรอนให้แตกออกทำให้ได้พลังงานจำนวนมากออกมา ถือว่าเป็นจุดกำเนิดของปฏิกิริยาฟิชชั่น และทำให้อ๊อตโต ฮาห์นได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปีพ.ศ.๒๔๘๗ (แต่ฮาห์นไม่สามารถเข้ารับรางวัลในขณะนั้นได้ เนื่องจากถูกคุมขังอยู่ที่ประเทศอังกฤษในฐานะเชลยสงคราม)

หลังจากที่ ไอสไตน์ เสนอทฤษฏีสัมพัทธภาพพิเศษว่า สสารและพลังงานมีความสัมพันธ์กันในปีพ.ศ.๒๔๔๘ ในรูปสมการง่าย ๆ E=mc 2 ซึ่งมีความเป็นไปได้ในทางทฤษฏี แต่ยังไม่อาจเป็นจริงในทางปฏิบัติ กระทั้งต่อมาอีก ๒๕ ปี นีลส์ บอร์ (Niels Hendrik David Bohr – พ.ศ. 2428-2505) นักฟิสิกส์ชาวเดนมาร์ก ผู้เชี่ยวชาญพิเศษในทฤษฏีควอนตัม ก็ประสบความสำเร็จในการทำให้ยูเรเนียนแตกตัว   

 ในปีพ.ศ.๒๔๗๓ ลักษณะการแตกตัวดังกล่าว นิวเคลียสประกอบด้วยอนุภาคกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเกาะกันอยู่ด้วยแรงพิสัยสั้น(Short-range-force) อนุภาคเหล่านี้จะโคจรอยู่ตลอดเวลาและมีโอกาสชนกัน ซึ่งเมื่อชนกันแล้วจะเกิดการปลดปล่อยพลังงาน ทำให้เกิดความร้อนขึ้น และขบวนการนี้จะดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ นิวเคลียสนั้นจะสลายตัวไปแยกตัวและเกิดการชนกันต่อไปเป็นลูกโซ่

 ทุกครั้งที่เกิดการแตกตัวก็จะปลดปล่อยพลังงานออกมามหาศาล ตามสูตร E=mc 2 ซึ่งการแตกตัวลักษณะนี้เรียกว่า”ฟิชชั่นนิวเคลียส์(nuclear fission) โครงสร้างการแตกตัวดังกล่าว จำเป็นต้องใช้ยูเรเนียม๒๓๕ เป็นธาตุเริ่มต้นก็เนื่องจากว่ามันเป็นสารกัมมันตภาพรังสีและนิวเคลียสมีนำหนักมาก

 มีการเปรียบเปรยว่าถ้าหากใช้ยูเรเนียมเพียง ๑ กิโลกรัม มาทำระเบิดปรมาณู จะสามารถทำลายล้างโลกนี้ได้เลยทีเดียวเพราะระเบิดปรมาณูที่ใช้ในการถล่มฮิโรชมา-นางาซากิ ใช้ยูเรเนียมเพียง ๑ กรัมเท่านั้น

 สารสำคัญอีกตัวที่จะนำ E=mc 2 สู่ความสำเร็จเป็นจริงได้ ก็คือ เฮวี่ วอร์เตอร์(Heavy Water) ซึ่งก็คือน้ำธรรมดาๆนี่เอง แต่มีสูตรทางเคมีที่ไม่เหมือนกัน โดยน้ำธรรมดาจะมีสูตรโครงสร้างทางเคมี คือ H2O แต่เฮวี่ วอร์เตอร์จะมีสูตรทางเคมี D2O คือ แทนที่จะใช้ไฮโดรเจนเป็นส่วนประกอบ กลับใช้ดิวทีเรียม(Deuterium-D)แทนอันดิวทีเรียมนี้เป็นไอโซโทปของไฮโดรเจน คล้ายกับเป็นพี่น้องฝาแฝดกันนั่นแหละ

 ความแตกต่างระหว่าง H กับ D คือ H จะมีนิวเคลียสที่ประกอบด้วยโปรตอน(Proton) เพียงหนึ่งตัว ส่วนD นิวเคลียสจะมีนิวตรอน(Neutron) เพิ่มขึ้นมา ๑ ตัว

 ความสำคัญของเฮวี่ วอเตอร์ ไปเกี่ยวข้องกับระเบิดปรมาณูก็เพราะในปฏิกิริยาฟิชชั่นนิวเคลียร์นิวตรอนในดิวทีเรียมจะเป็นตัวที่ทำให้การพุ่งชนกันของนิวตรอนในแกนของยูเรเนียม๒๓๕ เป็นไปอย่างสมดุล ทำให้ปฏิกิริยาลูกโซ่เกิดขึ้นและสามารถควบคุมได้

แหล่งวิจัยที่สามารถผลิตเฮวี่ วอเตอร์ ที่ว่านี้มีอยู่เพียงแห่งเดียวในโลกสมัยนั้นก็คือประเทศนอร์เวย์ 

และอีก ๕ ปีถัดมาสงครามโลกครั้งที่๒ ก็ระเบิดขึ้นในปีพ.ศ. ๒๔๘๒-๒๔๘๘ ทั้งในยุโรป  และมหาสงครามเอเชียบูรพา ระเบิดปรมาณูถูกประดิษฐ์เสร็จสิ้นสมบูรณ์ที่สหรัฐอเมริกา วันที่ 6 สิงหาคม ๒๔๘๘ เจ้าหนูน้อย (Little Boy) ระเบิดปรมาณูลูกที่หนึ่งของสหรัฐอเมริกาถูกทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมา ตามมาด้วยวันที่ 9 สิงหาคม เจ้าอ้วน (Fat Man) ระเบิดปรมาณูลูกที่สองถูกทิ้งลงที่เมืองนางาซากิ สร้างความสูญเสียให้กับญี่ปุ่นอย่างใหญ่หลวงทำให้ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามทันทีและถือเป็นการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างสมบูรณ์ 

ทฤษฎีควอนตัม  

อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  ตามที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้กล่าวไว้ว่าคือเพชรแท้ในพระพุทธศาสนา ความจริงเป็นเรื่องที่ละเอียดซับซ้อนยากที่จะเข้าใจได้อย่างถูกต้องเป็นจริงหลักคำสอนในทางพุทธศาสนาจึงเน้นให้ผู้ศรัทธา ศาสนิกชนทั้งหมดมุ่งสู่การปฏิบัติธรรมเท่านั้นจึงจะเป็นหนทางที่จะพบความสุขที่จริงแท้ ในวิถีแห่งการดำรงตนในสังคมมนุษย์ที่สลับซับซ้อนนับวันมีแต่ความสับสนวุ่นวายในวิถีแห่งการดำรงตน

อนิจจัง  ในสัจธรรมคำสอนบอกว่าสรรพสิ่งล้วนเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่หยุดนิ่ง

ทุกขัง สรรพสิ่งล้วนขัดแย้งกัน

อนัตตา ในทุกๆสรรพสิ่งทางกายภาพ ก็คือความว่างเปล่าในความเป็นจริงเที่ยงแท้

 เมื่อนำเอาหลักคำสอนของพระพุทธองค์ดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ก้าวล้ำไปไกลมากถึงอย่างน้อยที่สุดก็จะนำไปสู่การไขปริศนาสังคมโลกยุคหลังวิทยาศาสตร์ที่กำลังจะมาถึงในสังคมโลกรอบพันปีที่สาม ที่มีการขยายตัวของประชากรโลกจากฐานที่ 6,000 ล้านคนในปัจจุบัน  ทรัพยากรธรรมชาติที่เคยสนองตอบอย่างอุดมสมบูรณ์ในโลก ยุคสังคมบุพกาล สังคมครองทาส สังคมทุนนิยม สังคมนิยม สังคมคอมมิวนิสต์  ในทฤษฎีวิวัฒนาการสังคมของคาร์ล มาร์กซ หรือสังคมกสิกรรมไร-นา  ยุคอุตสาหกรรม(และข่าวสารข้อมูล)ในทฤษฎีคลื่นลูกที่สาม(The This Wap )ของอัลริลทรอฟเล่อร  ในยุคแห่งคลื่นลูกที่สามตามทฤษฎีของทรอฟเล่ต์  แน่นอนที่สุด การขยายตัวของประชากรโลกจากฐานของประชากรโลก 6,000 ล้านคนอะไรคือคำตอบต่อการดำรงอยู่ของสังคมมนุษย์ปัจจัยครองชีพอันประกอบด้วย ทรัพยากรที่ดิน แรงงาน เครื่องจักร ทุน ในยุคอุตสาหกรรม

 

การขยายตัวของประชากรโลกเป็นไปอย่างรวดเร็วจากยุคอุตสาหกรรมหัตกรรมพื้นเมือง ถึงอุตสาหกรรมปล่องควันไฟ ในสมัยเจมส์วัตส์ที่ค้นพบคอนเดนเซอร์ ทำให้เกิดการปฎิวัติอุตสาหกรรมเมื่อราว 2-300 ปีก่อน ซึ่งประชากรโลกน่าจะมีไม่ถึง 1,000 ล้านคน และนับจากยุคอุตสาหกรรม-อุตสาหกรรมเทคโนโลยีในระหว่างปลายศตวรรษที่ 19 หรือ คศ.1980 ถึงสิ้นสุดปีคศ.2000 ปฐมวัยแห่งยุคข้อมูลข่าวสารประชากรโลกก็ได้ขยายตัวขึ้นไปยืนอยู่เหนือ 6,000 ล้านคน

  

ปรัชญาพุทธ-กับโลกยุคหลังวิทยาศาสตร์

อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  ความเป็นอนิจจังในความหมายทางกายภาพ 

อนิจจัง    สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงทางกายภาพไม่สูญสลาย                                                                               

ทุกขัง    สรรพสิ่งล้วนขัดแย้งกันต่อสู้กันตลอดเวลาไม่หยุดนิ่ง

อนัตตา การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ได้สูญสลายไปไหน? เป็นเพียงการสูญสลายทางกายภาพเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบของพลังงาน 

พระพุทธเจ้าได้ตอบแก่ศานุศิษย์ของพระองค์เมื่อ 2500 ปี ก่อนโน้นว่าปรมาณชาตินั้นมีขนาดเล็กเท่าใด พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่บรรดาสานุศิษย์ว่า “หากนำเอาเมล็ดข้าวเปลือกมาจัดแบ่งเท่ากัน86ล้านส่วนก็จะเท่ากับ 1 ปรมาณูธาต พระพุทธเจ้ายังตรัสว่า ปรมาณูธาตุ เป็นอนัตตาคงสภาพที่ว่างเปล่าไร้ตัวตน 

โลกวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเพิ่งค้นพบว่าหน่วยที่เล็กที่สุดเรียกว่า 1 ฮังสกรอม และเมื่อมีการพิสูจน์เปรียบเทียบกับที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่าขนาดของปรมาณูธาตุเท่ากับ 86 ล้านส่วนของเมล็ดข้าวเปลือก ผลการพิสูจน์เท่ากับ 1 อังสกรอมนักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบต่อไปอีกว่าหน่วยที่มีขนาดที่เล็กที่สุดดังกล่าวไม่ได้ดำรงอยู่ในสถานะของสสารหากแต่ดำรงอยู่ในรูปของพลังงานที่ใช้ภาษาเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า “ควันตั้ม”หรือก้อนพลังงาน นักฟิสิกส์เพิ่งค้นพบทฤษฎี “ควอนตั้ม” หรือก้อนพลังงานเมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๕ โดยนักฟิสิกส์ร่วมสมัยกับไอสไตล์ชื่อ.....................               

 

สังคมโลกยุคหลังวิทยาศาสตร์                

สังคมโลกยุควิทยาศาสตร์ 

โลกยุควิทยาศาสตร์ ได้เป็นตัวแทนความเรียกร้องต้องการของมนุษยชาติ และเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมมนุษย์สูงสุด ในระดับประชากรโลกที่ ๖,๐๐๐ ล้านคน และสิ้นสิ้นสุดลงในรอบพันปีที่สอง หรือกึ่งพุทธกาล

 ยุควิทยาศาสตร์ ได้ผ่านระยะเวลาวิวัฒนาการสามารถพิสูจน์ความจริงแท้สูงสุด ณ หน่วยที่เล็กที่สุดระดับไมโครเมตร หรือระดับทางกายภาพ ทำให้สังคมโลกยุควิทยาศาสตร์ ถึงกับตื่นตะหนกกับโลกอนาคตของพวกเขา ที่เกี่ยวกับภัยวิบัติต่างๆอันเกิดจากการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็ว การใช้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนทางธรรมชาติในแทบทุกด้าน เช่น ปัญหาโลกร้อน แผ่นดินไหว อุกทกภัย ภัยแล้ง การขาดแคลนอาหาร น้ำท่วมโลก ปัญหาพลังงานน้ำมันจะหมดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ปัญหาประชากรล้นโลกขาดการเพิ่มขึ้นของประชากรจากฐาน ๖,๐๐๐ ล้านคนปัจจุบัน ที่บางคนเครียดหาทางออกหรือคำตอบไม่ได้ จนกระทั้งต้องวิ่งหาที่พึ่งทางใจใฝ่หาคำทำนายต่างๆ เพื่อปลอบขวัญกำลังใจตนว่า “ไม่มีปัญหาหรอกอีกไม่นานก็จะเกิดภัยภิบัติต่างๆนานามาทำลายประชากรโลกครั้งมากๆ ระดับพันล้านคน ประชากรก็จะลดลงไปเอง ฯลฯ

สารพันปัญหาที่กำลังเผชิญหน้าสังคมมนุษย์ในรอบพันปีที่สาม ยุควิทยาศาสตร์ไม่อาจเป็นตัวแทนความเรียกร้องต้องการ และเป็นพลังขับเคลื่อนของสังคมมนุษย์ยุคสหัสวรรษใหม่ได้อีกต่อไป

 อย่างไรก็ตามยุควิทยาศาสตร์ ได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่เป็นบทเรียนพื้นฐาน นำไปสู่การสรุปบทเรียนอย่างเร่าร้อน ของสังคมมนุษย์ในรอบพันปีที่สาม การค้นพบนวตกรรมใหม่ๆ ที่นำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบกันในสังคมยุควิทยาศาสตร์ แม้เป็นความสร้างสรรค์ทางกายภาพ หากแต่ละเลยทางด้านจิตวิญญาณมนุษยธรรม ทำให้ไม่สามารถยกระดับความศิวิไลด้านสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า เมื่อวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ยังดำรงสถานะของสังคมยุคกสิกรรมไร่นาอยู่ กล่าวคือ ชนชั้นสูงจำนวนหยิบมือเดียว ยังคงเสวยสุขบนความทุกข์ของประชากรนับพันล้านคน ทั้งๆที่ปัจจัยการผลิตได้วิวัฒนาการไปอย่างก้าวหน้า  สามารถผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ได้อย่างสมดุล ผลผลิตส่วนเกิน ถูกรวมศูนย์ความมั่งคั่งไปอยู่ในชนชั้นสูงอย่างน่าสะอิดสะเอียน ทั้งนี้ความมั่งคั่งของพวกเขา แทบไม่ได้ใช้มันเลยตลอดชั่วชีวิตของตน เช่นนาย บิลเกต แห่งไมโครซอพ ฯลฯ

 หลวงปู่ดุลบอกว่า ”ดีใจ-เสียใจ” มีอยู่เพียงนี้เท่านั้นก็คือ”สุขกับทุกข์” เศรษฐีหากำไรวันนี้ได้ ๑๐๐ ล้าน มีความสุข เท่ากับความสุขของคนหาปลาที่วันนี้หาปลาตัวใหญ่ได้หนึ่งตัว

 สังคมโลกยุคหลังวิทยาศาสตร์  

 

บทสรุป:มนุษย์จะตอบแทนบุญคุณของพระพุทธองค์ด้วยการนำวิถีการดำเนินชีวิตไปสู่วิถีแห่งธรรม ธรรชาติความจริงแท้ที่เริ่มจากการปฏิบัติธรรม

(ยังมีต่อ)

 
หน้าแรก เว็บบอร์ด
view